ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/306060

‘ถนนเมืองไทย’เส้นทางสายมรณะ หมื่นศพสังเวยทุกปี…ใครจะหยุดได้?
“ทุกๆ 2 ปี ประเทศไทยจะมีการจัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติเรื่องความปลอดภัยทางถนน โดยครั้งล่าสุดซึ่งเป็นครั้งที่ 13 ภายใต้หัวข้อ “ลงทุนเพื่อความปลอดภัยทางถนนที่ยั่งยืน” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-7 ธ.ค. 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เขตบางนา กรุงเทพฯ ภายในงานจะมีการเสวนาเกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนนในทุกมิติ โดยวิทยากรทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ นักวิชาการ และภาคเอกชน ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูกำหนดการของทั้ง 2 วัน ได้ที่ http://www.roadsafetythai.org/download-detail.php?id=567&type=1”

“แถวนี้มันเถื่อน บอกตรงๆ นะ ถ้าไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้” เป็นประโยคดังจากภาพยนตร์ไทยเกี่ยวกับแวดวงนักเลงเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งหากจะมีใครนำมาใช้กับ “ท้องถนน” ของประเทศไทย ก็คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด เพราะชื่อเสียง “ความโหดร้าย” ของถนนเมืองไทย “ดังกระฉ่อนโลก” มานาน อาทิ 8 เม.ย. 2560 เว็บไซต์ นสพ.เก่าแก่ของอังกฤษ The Telegraph จัดอันดับ “The 10 most dangerous places to drive” (10 สถานที่ที่อันตรายสำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะ) ซึ่งประเทศไทย “ติดอันดับ 4” ของการจัดอันดับนี้ด้วย
หรือย้อนไปก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน 19 ม.ค. 2560 สำนักข่าว BBC ของอังกฤษ นำเสนอรายงานข่าว “Life and death on Thailand’s lethal roads” (ชีวิตและความตายบนถนนสุดอันตรายของไทย) โดยอ้างอิงสถิติจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่า “คนไทยเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นอันดับ 2 ของโลก” เป็นรองแต่เพียงประเทศลิเบีย (Libya) ในทวีปแอฟริกาเท่านั้น โดย“มีผู้คนต้องสังเวยชีวิตให้ถนนเมืองไทยเฉลี่ย 24,000 ศพต่อปี” และในจำนวนนี้ “ส่วนใหญ่เป็นผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์” มากถึงร้อยละ 73
ล่าสุดจาก 2 งานแถลงข่าว ที่แม้ตัวเลขจะไม่ตรงกัน แต่อัตราการเสียชีวิตที่สูงมากบนท้องถนนก็ยังเป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ อาทิ 17 พ.ย. 2560 ที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีการจัดแถลงข่าวงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 13 “ลงทุนเพื่อความปลอดภัยทางถนนที่ยั่งยืน” (Invest for Substainable Road Safety) ซึ่งอธิบดี ปภ. ชยพล ธิติศักดิ์เปิดเผยว่า ข้อมูลจากใบมรณบัตรเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั้งสิ้น 15,448 ราย และยังมีผู้ที่ต้องกลายเป็นคนพิการอีกประมาณ 5 พันราย
“ทุกๆ วันจะมี 42 ครอบครัว ต้องสูญเสียสมาชิกจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และ 15 ครอบครัวต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูสมาชิกที่กลายเป็นผู้พิการ” อธิบดี ปภ. ระบุ
นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดย ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย SUPER POLL กล่าวว่า ประชาชนร้อยละ 76.7 เคยประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่มากก็น้อย ร้อยละ 91.4 เชื่อว่าเป็นสาเหตุทางวิทยาศาสตร์มากกว่าเวรกรรม ร้อยละ 96.6 เห็นด้วยหากภาครัฐจะลงทุนตั้งหน่วยงานศึกษาถนนที่ประสบอุบัติเหตุทุกจุด ทั้งนี้ร้อยละ 63.9 มองว่า กระทรวงคมนาคมควรเป็นเจ้าภาพเรื่องดังกล่าว รองลงมา ร้อยละ 56.4 มองว่าควรเป็นรัฐบาลและ คสช. และร้อยละ 33.9 มองว่าควรเป็นหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ขณะที่เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2560 หรือก่อนหน้างานของ ปภ. เพียงไม่กี่วัน แผนสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนระดับจังหวัด (สอจร.) ร่วมกับ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เปิดเผยรายงานความปลอดภัยทางถนน ปี พ.ศ.2559/2560 ซึ่ง ดร.ปรีดา จาตุรพงศ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ระบุว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเมืองไทยทั้งสิ้น 22,356 รายเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีผู้เสียชีวิต 19,479 ราย
อาจารย์ปรีดายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า “ส่วนหนึ่งของโอกาสการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางท้องถนนขึ้นอยู่กับจังหวัดที่อยู่อาศัย” เพราะเมื่อเทียบอัตราส่วนผู้เสียชีวิตต่อประชากร 1 แสนคน พบว่า “6 อันดับพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนมากที่สุดอยู่ในภาคตะวันออกทั้งหมด” ได้แก่ ระยอง 72.2 สระแก้ว 69.0 ชลบุรี 58.7 จันทบุรี 57.8 นครนายก 56.3 และปราจีนบุรี 55.9 ส่วน 6 อันดับพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตน้อยบนท้องถนนน้อยที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 14.3 ยะลา 17.2 แม่ฮ่องสอน 18.2 สตูล 18.3 อำนาจเจริญ 18.4 และปัตตานี 20.1
ด้าน นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ผอ.ศูนย์ความร่วมมือแห่งองค์การอนามัยโลกและโรงพยาบาลขอนแก่นกล่าวเสริมว่า แม้ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ประเทศไทยยังคงติดอันดับเกิดอุบัติเหตุเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศลิเบีย แต่ถ้าดูอัตราการเสียชีวิต ของเฉพาะจังหวัดระยองที่มีอัตราเสียชีวิตมากถึงร้อยละ 72.2 อาจทำให้สถานการณ์อุบัติเหตุของไทยกลายเป็นอันดับ 1 ซึ่งถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤติ ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรตื่นตัวและเร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและการเกิดอุบัติเหตุโดยเร็ว
“รายงานพบว่า ปี 2559 จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าประเทศลิเบีย ที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นอันดับ 1 ของโลก เพราะจังหวัดระยองมีประชากรอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งประชากรในพื้นที่ ประชากรแอบแฝง และนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ความเสี่ยงมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่การบังคับใช้กฎหมายยังมีข้อจำกัด” นพ.วิทยา ตั้งข้อสังเกต
มุมมองจากนักวิชาการที่ทำงานด้านความปลอดภัยบนท้องถนนมานาน นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เสนอแนะ “เสาหลัก 5 ด้านแห่งความปลอดภัย” อันประกอบด้วย 1.ด้านการจัดการ ต้องหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุซ้ำๆ มีการจัดทำแผนงานและมาตรการป้องกันในความเสี่ยง 2.ด้านถนน จะต้องมีระบบตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน ตั้งแต่การออกแบบการก่อสร้าง และการบำรุงรักษาดูแล พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ เพื่อลดความเสี่ยง เช่น ราวเหล็กลูกฟูก สร้างถนนวงเวียน

3.ด้านยานพาหนะ ต้องเพิ่มความสำคัญของมาตรฐานป้องกันการชน เช่น “ควรออกฎหมายให้มอเตอร์ไซค์ทุกคัน ติดตั้งระบบ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)” ส่วนรถยนต์ต้องติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ESC) และเมื่อเกิดการชนจะต้องมีระบบความปลอดภัยเชิงปกป้องเมื่อเกิดเหตุ (Passive Safety) 4.ด้านผู้ใช้รถใช้ถนน จะต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ มีระบบใบอนุญาตที่ขับขี่ที่มีคุณภาพ และ 5.บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากความเร็วรถยนต์ เมาสุรา และอุปกรณ์นิรภัย
ต้องย้ำว่า “อุบัติเหตุทางถนนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประสบเหตุเพียงคนเดียวเท่านั้น” แต่ยังสร้างความทุกข์ทั้งต่อ “ครอบครัว” เช่น หากผู้ประสบเหตุเป็น “เสาหลัก” เป็นผู้ทำมาหากินสร้างรายได้เข้าบ้าน ย่อมหมายถึงชีวิตของคนที่เหลือต้องลำบากขึ้นด้วย หรือกรณีสมาชิกในครอบครัวต้องกลายเป็นผู้พิการ คนที่เหลือในบ้านก็ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากมาดูแล นอกจากนี้หากเป็นคนธรรมดาไม่ใช่คนร่ำรวยผู้มีอันจะกิน ย่อมต้องพึ่งพา “สวัสดิการสาธารณสุขของรัฐ” อาทิ ค่ารักษาพยาบาล เท่ากับไปเพิ่มภาระงบประมาณประเทศชาติโดยปริยาย
ทั้งนี้แม้บทสรุปจะเน้นไปที่บทบาทของรัฐ เช่น การบังคับใช้กฎหมาย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ากำลังเจ้าหน้าที่มีจำกัด คงไม่สามารถคุมทุกถนนได้ทั้งหมด ดังนั้นประชาชนก็ต้องให้ความร่วมมือ “ขับรถดี มีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” ด้วยอีกทางหนึ่ง!!!