ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/305821

‘มักง่าย-ไม่คัดแยก’ ‘ขยะพลาสติก’อนาคตมีล้น
เป็นอีกครั้งที่เป็นประเทศไทยถูกมองจากชาวโลกในทางที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก กับกรณีผลการศึกษาของ มหาวิทยาลัยจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา (University of Georgia, USA) ระบุว่า“ไทยติดอันดับ 6 ของประเทศที่มีปัญหาการจัดการขยะพลาสติกมากที่สุดในโลก” ขณะเดียวกัน รายงานสถานการณ์ขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศไทย ปี พ.ศ.2559 จัดทำโดย กรมควบคุมมลพิษ ก็ระบุว่า ปี 2559 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีขยะทั้งสิ้น 27.06 ล้านตัน หรือ “คน 1 คน สร้างขยะวันละ 1.14 กิโลกรัม” ในจำนวนนี้ “เกือบครึ่ง” หรือ 11.69 ล้านตัน ถูกกำจัดอย่างไม่ถูกหลักวิชาการ
และที่น่าห่วงคือ “ขยะพลาสติก” เพราะต้องใช้เวลาเป็นร้อยปีในการย่อยสลาย ซึ่งเอกสาร (ร่าง) แผนจัดการขยะพลาสติกอย่างบูรณาการ (พ.ศ. 2560-2564) ของกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ในแต่ละปีมีขยะพลาสติกเกิดขึ้นประมาณ 2 ล้านตันในจำนวนนี้มีเพียง 1 ใน 4 หรือประมาณ 5 แสนตันเท่านั้นที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนอีก 1.5 ล้านตัน ที่ส่วนใหญ่เป็น “ถุงพลาสติกปนเปื้อน” อาทิ ถุงร้อน-ถุงเย็นบรรจุอาหาร และถุงหูหิ้ว รวมแล้วราว 1.2 ล้านตัน ต้องถูกทิ้งเป็นขยะมูลฝอยอย่างไร้ประโยชน์
ที่งานเสวนา “ทางออกขยะพลาสติก : มุมมองของผู้ผลิตเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์” ณ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักรกรุงเทพฯ ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม วช. กล่าวถึงผลการศึกษาของ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สรุปออกมาว่า “คนไทยใช้ถุงพลาสติกคนละ 8 ใบต่อวัน” ซึ่งคงไม่ผิดไปจากความคาดหมาย อาทิ เมื่อไปตลาดซื้อเนื้อหมู 2 ขีดก็ซ้อนไป 2 ชั้นแล้ว ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้กันเพียง 3 ใบต่อวันเท่านั้น
มุมมองภาคเอกชน ภราดร จุลชาต ประธานกลุ่มพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า วิถีชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะ “การกิน”อาหารไทยจำเป็นต้องใช้ถุงพลาสติกห่ออยู่มาก อาทิ แผงลอยขายอาหารข้างทาง “Street Food” ที่ทั้งได้รับคำชมจากนานาชาติว่าอร่อยที่สุดในโลก และได้รับความนิยมจากคนไทยเองด้วยความสะดวกหากินง่าย เช่น “ข้าวแกง” ทำให้การบริหารจัดการขยะทำได้ยาก
“สมัยนี้เราเห็นคนหิ้วปิ่นโตน้อยลง หรืออย่างอาหารสำหรับพนักงานคนงานผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีเป็นจำนวนมาก บรรจุภัณฑ์แม้กระทั่งโฟมก็ยังเห็นอยู่ แล้วก็การใส่ถุง อันนี้เป็นวิถีชีวิตซึ่งต้องคำนึงค่อนข้างมาก” ภราดร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ภราดร มองว่า ก่อนจะไปคิดถึงการจะทำอย่างไรกับขยะแต่ละชนิด อย่างแรกขอให้หาทาง “ทำให้ขยะทุกชิ้นลงถังขยะ” เสียก่อน ซึ่งก็อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง “สำหรับคนไทยแล้วการขอความร่วมมือคงใช้ไม่ได้ในวันนี้” รวมถึงการเพิ่มจำนวนถังขยะให้เพียงพอ เพราะถ้าขยะทุกชิ้นถูกทิ้งลงถัง ก็จะไม่หลุดออกไปลงสู่ที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น ในแม่น้ำลำคลองหรือท้องทะเล
“ปัญหาของขยะริมแม่น้ำ ชุมชนเราอยู่ริมแม่น้ำ5 สายหลักเสียเยอะ สมัยก่อนทำกับข้าว ใช้ใบตองก็ทิ้งลงคลองเพราะครัวก็อยู่หลังคลอง ปัจจุบันเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ก็ยังทิ้งลงคลองเหมือนเดิม ทั้งที่วิถีชีวิตมันเปลี่ยนไปแล้ว ความเป็นระเบียบวินัยไม่มี อยากฝากภาครัฐว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนทิ้งขยะลงถัง ถ้าลงถังแล้วเราจะแยกได้ว่าในถังมันมีอะไรบ้าง แล้วจะลดใช้ได้อย่างไร”ประธานกลุ่มพลาสติก สอท. ให้ความเห็น
ขณะที่ สุพจน์ เกตุโตประการ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ กลุ่มบริษัทดาว (DOW) ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าการเลิกใช้พลาสติกเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะการลำเลียงขนส่งอาหาร หากไม่มีพลาสติกบนโลกอาหารจะสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์สวนทางกับจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัญหาขยะพลาสติกนั้นมาจากการบริหารจัดการ เช่นใน ประเทศจีน ที่จัดเก็บขยะอย่างถูกต้องได้เพียงร้อยละ 40
สุพจน์ ระบุว่า ปัญหาขยะส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ผลิตพลาสติก ไม่ว่าผู้ผลิตเม็ดพลาสติก ผู้แปรรูปเม็ดพลาสติก และบริษัทห้างร้านที่นำผลิตภัณฑ์พลาสติก เช่น ถุงพลาสติก ไปใช้ อย่างไรก็ตามในส่วนผู้ผลิตมีกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมควบคุมอยู่แล้วหากผู้เกี่ยวข้องเข้มงวด ย่อมป้องกันไม่ให้ขยะพลาสติกจากกระบวนการผลิตหลุดออกมายังภายนอกได้ แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือผู้บริโภค ต้องทิ้งขยะให้ลงถัง และต้องแยกขยะให้เป็นด้วย
“เคยเห็นเด็ก 2-3 คน รับขวดน้ำมาดื่มน้ำ ดื่มแล้วก็เดินไป สักพักก็เห็นเด็กโยนขวดน้ำทิ้งข้างทางเลย อันนี้เห็นได้เลยว่า ถ้าการโยนขวดทิ้งข้างทางเกิดขึ้นจากคนคนเดียวแล้วทุกคนทำอย่างนี้ ขวดเหล่านี้อาจจะตกลงไปในท่อระบายน้ำ จากท่อระบายน้ำก็ตกลงไปในแม่น้ำ แล้วแม่น้ำก็ลงไปในทะเล มันเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย” สุพจน์ ยกตัวอย่าง
อีกด้านหนึ่ง ในทางวิทยาศาสตร์ก็มีความพยายามผลิตวัสดุอื่นมาทดแทนพลาสติกแบบที่ใช้กันมานาน อาทิ “พลาสติกชีวภาพ” (Bio Plastic) ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี มันฝรั่งมันเทศ มันสำปะหลัง พลาสติกเหล่านี้แม้จะยังใช้เวลาย่อยสลายนานอยู่บ้างแต่ก็ไม่นานเท่าพลาสติกสังเคราะห์แบบเดิม ทว่าปัญหาสำคัญคือยังผลิตได้ไม่มากอีกทั้งยังมีราคาแพง
นพดล สวนประเสริฐกรรมการผู้จัดการ บริษัท Global Biopolymers จำกัด ซึ่งในอดีตเคยดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง เล่าย้อนไปสมัยที่มีโครงการส่งเสริมให้ปลูกยางพาราในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่าการเพาะชำต้นกล้ายางต้องใช้ถุงพลาสติกจำนวนมาก และเมื่อดึงออกจากถุงเพื่อนำไปปลูกในแปลงดินจริงๆ พบว่ารากต้นยางเสียหายและทำให้ต้นยางตายในเวลาต่อมา จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ถุงพลาสติกชีวภาพโดยปลูกลงไปทั้งถุง ผลที่ได้คือต้นยางรอดชีวิตมากขึ้น และลดปัญหาขยะพลาสติกตกค้างด้วย
นพดล ให้ความเห็นว่า มุมหนึ่งต้องยอมรับความจริงเรื่องที่ถุงพลาสติกชีวภาพมีราคาแพงกว่าถุงพลาสติกทั่วไป แต่อีกมุมหนึ่ง “การลงทุนเพิ่มเพื่อแลกกับสิ่งแวดล้อมที่ดีในระยะยาว เป็นสิ่งที่คุ้มค่ากว่าหรือไม่?” เพราะกิจการทางการเกษตร การเพาะต้นกล้าพืชชนิดต่างๆ ต้องใช้พลาสติกห่อดินที่เป็นรากต้นกล้าจำนวนมากอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ในฐานะเจ้าภาพหลักด้านนี้ ควรเป็น “แบบอย่าง” เป็นผู้ริเริ่ม
“กระทรวงเกษตรความจริงมีเงินเยอะแยะ แต่เจ้าหน้าที่ผู้จัดซื้อก็ไม่กล้า เหตุผลเพราะมีระเบียบพัสดุอยู่ ถ้าซื้อของแพงดีไม่ดีเดี๋ยวก็ถูกตรวจสอบนั่นนี่ ถ้าจะให้เกิดเป็นรูปธรรมมันอาจจะต้องมีมติคณะรัฐมนตรี ว่าถ้าคุณจะใช้พลาสติกทางการเกษตร คุณสามารถใช้พลาสติกชีวภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้แม้จะราคาแพงกว่า ผู้ปฏิบัติเขาจะได้ดำเนินการได้อันนี้ทำได้ง่ายๆ ใช้แค่มติคณะรัฐมนตรีไม่ต้องออกกฎหมายเพิ่มเติม” นพดล ฝากข้อเสนอแนะ
