ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/306258

‘วันเอดส์โลก2560’ ลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังต้องทำต่อ
“แผนยุทธศาสตร์ชาติโดยกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้ ตั้งแต่ปี 2560 -2573 ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันเพื่อหยุดยั้งไม่ให้ HIV-เอดส์ เป็นปัญหาสาธารณสุข ซึ่งสอดคล้องกับ ปฏิญญาการเมืองด้านเอชไอวีในการประชุมระดับสูงสหประชาชาติ (Political Declaration on HIV 2016) ที่กำหนดเป้าหมายไว้ในปี 2573 ด้วยตัวชี้วัด 3 ประการคือ 1.ผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ไม่เกิน 1,000 รายต่อปี 2.การเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อ HIV ไม่เกิน 4,000 รายต่อปี และ 3.ลดการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องกับ HIV และเพศภาวะลง ร้อยละ 90”
1 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ วันเอดส์โลก (World Aids Day) ซึ่งนับจากปี 2524 ที่พบผู้ป่วยรายแรก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ณ ปี 2559 มีผู้ติดเชื้อ “HIV” ที่ก่อให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทั่วโลกประมาณ 36.7 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ในปี 2559 ทั่วโลกประมาณ 1 ล้านคน โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา เช่น ในทวีปแอฟริกา หรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เนื่องด้วยเป็นภูมิภาคที่ค่อนข้างยากจน การเข้าถึงยาต้านไวรัสที่ทำให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพดีและไม่แพร่เชื้อเพิ่มทำได้ไม่ทั่วถึง
สำหรับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อ HIV และผู้ป่วยโรคเอดส์ในประเทศไทยในรอบปี รายงาน “สถานการณ์เอชไอวีและเอดส์ ประเทศไทย พ.ศ.2559” โดยสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ใช้วิธีคำนวณด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ พบว่า ณ สิ้นปี 2559 มีผู้ติดเชื้อ HIV ทั้งสิ้น 427,332 คน เป็นชาย 249,025 คน หญิง 178,307 คน ในจำนวนนี้เป็น “ผู้ติดเชื้อรายใหม่” ในปี 2559 ปีเดียว จำนวน 6,268 คน “เฉลี่ยวันละ 17 คน” ทั้งนี้ประมาณการว่า ตลอดปี 2559 มีผู้ติดเชื้อ HIV เสียชีวิตทั้งสิ้น 15,776 คน หรือเฉลี่ยวันละ 43 คน
สาเหตุสำคัญอันดับ 1 ยังคงหนีไม่พ้น “การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ปลอดภัย” หรือหมายถึงการไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันอย่าง “ถุงยางอนามัย” โดยเฉพาะในกลุ่ม “ชายรักชาย” เป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุดถึงร้อยละ 50 รองลงมาเป็นการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีเชื้อ HIV ในร่างกาย ร้อยละ 25 และอันดับ 3 การซื้อบริการทางเพศ มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น นอกจากนี้ หากนับจนถึง ณ วันที่ 30 ก.ย. 2559 มีผู้ติดเชื้อที่เข้าถึงยาต้านไวรัสจำนวน 265,525 คน โดยเป็นรายใหม่ในปีงบประมาณ 2559 (ต.ค.2558 – ก.ย.2559) จำนวน 8,453 คน

ศ. (กิตติคุณ) นพ.ประพันธ์ ภานุภาค
ขณะที่สถานการณ์ HIV และโรคเอดส์ในเมืองหลวงของไทยอย่าง กรุงเทพมหานคร (กทม.) ข้อมูลจากรายงาน “ผลการเฝ้าระวังการติดเชื้อเอชไอวีในพื้นที่ กทม. ปี 2559” โดยกองควบคุมโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กทม. พบว่า จำนวนผู้ติดเชื้อ HIV สะสมนับตั้งแต่ปี 2527-2559 มีทั้งหมด 47,018 คน ยังมีชีวิตอยู่ 36,940 คน เสียชีวิตแล้ว 10,078 คน
แต่ก็มีเรื่องน่ายินดีอยู่บ้าง ที่ “จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ” โดยในปี 2559 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียง 526 คน และมีผู้เสียชีวิตจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเพียง 43 คน น้อยกว่าเมื่อปี 2551 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,127 คน และมีผู้เสียชีวิต 238 คน นอกจากนี้ยังพบผู้ติดเชื้อ HIV ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ลดลง เว้นแต่กลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือ “ผู้ตั้งครรภ์ครั้งที่ 3 ขึ้นไป” ที่ในปี 2559 พบความชุกของผู้ติดเชื้ออยู่ที่ร้อยละ 1.1 มากกว่าผู้ตั้งครรภ์ครั้งแรก ซึ่งความชุกอยู่ที่เพียงร้อยละ 0.1 เท่านั้น
เช่นเดียวกับ “กลุ่มผู้ขายบริการทางเพศ” ทั้งที่อยู่ในสถานบริการ และที่อยู่ตามพื้นที่สาธารณะต่างๆ แม้จะพบว่าความชุกของการติดเชื้อ HIV ลดลงอย่างมาก ภาพรวมในปี 2559 อยู่ที่ร้อยละ 0.8 เทียบกับเมื่อปี 2537 ที่อยู่ประมาณร้อยละ 5 และเมื่อแบ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ในสถานบริการ ในปี 2559 พบความชุกอยู่เพียงร้อยละ 0.2 ลดลงจากปี 2537 ที่ความชุกสูงมากถึงร้อยละ 22-23 ขณะที่กลุ่มที่ขายบริการตามพื้นที่สาธารณะ ในปี 2559 พบความชุกอยู่เพียงร้อยละ 2.9 แม้จะยังดูสูงแต่ก็น้อยกว่าปี 2537 ที่ความชุกมากกว่าร้อยละ 5
แต่ข้อน่าเป็นห่วงสำหรับกลุ่มผู้ขายบริการทางเพศคือ “การใช้ถุงยางอนามัยกับแฟน/คู่รัก ยังมีน้อย” ในปี 2559 พบว่า กลุ่มผู้ขายบริการทางเพศในสถานบริการ ใช้ถุงยางอนามัยกับแฟนหรือคู่รักเพียงร้อยละ 31.7 ส่วนกลุ่มผู้ขายบริการทางเพศตามพื้นที่สาธารณะ ใช้ถุงยางอนามัยกับแฟนหรือคู่รักเพียงร้อยละ 40 จึง ถือว่ายังมีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ HIV ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงต้องสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้กับกลุ่มผู้ขายบริการทางเพศกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในรอบปีวันเอดส์โลก 2559 -2560 ดูจะมีเหตุการณ์ที่ “สร้างความหวัง” อยู่บ้าง ดังการเปิดเผยของ ศ.พญ.พรรณี ปิติสุทธิธรรม หัวหน้าศูนย์วัคซีน (Vaccine Trial Center) คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ในงานแถลงข่าว “วัคซีนเอชไอวี…หมากสำคัญในการป้องกัน” เมื่อ 18 พ.ค. 2560 ว่า หลังจากเริ่มทดลองวัคซีน HIV/เอดส์ ระยะที่ 3 ในมนุษย์เมื่อปี 2546 แล้วพบว่า ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ร้อยละ 31.2 ใน 3 ปี
การทดลองครั้งนั้นเรียกว่า “RV144” ส่วนความคืบหน้าล่าสุด คือการทดลอง “RV306” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อหาวัคซีนป้องกัน “เชื้อ HIVสายพันธุ์ E” ที่พบมากในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยทดลองในกลุ่มตัวอย่าง 360 คน และหาความแตกต่างของการฉีดวัคซีนกระตุ้นที่หลังจาก 12 เดือน 15 เดือน และ 18 เดือน หลังเข็มแรกพบว่า การฉีดกระตุ้นห่างกัน 15 เดือน ทำให้ภูมิคุ้มกันในเลือดและสารคัดหลั่งสูงกว่าช่วงอื่น “คาดว่าอีก 2 ปีข้างหน้า” จะเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจน

อีกด้านหนึ่ง ศ. (กิตติคุณ) นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ในฐานะผู้ศึกษาเกี่ยวกับ HIV และโรคเอดส์มาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่พบผู้ติดเชื้อในประเทศไทย กล่าวกับ “แนวหน้าวาไรตี้” ว่า ล่าสุดการป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อ HIV มีความก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง จากวิธีเดิมๆ ที่คุ้นเคยกันอย่างการใช้ถุงยางอนามัย การใช้เข็มใหม่ทุกครั้ง หรือผู้ติดเชื้อ HIV แล้วกินยาต้านไวรัสสม่ำเสมอตรงเวลา บัดนี้มีวิธีที่เรียกว่า “PrEP” (PreExposure Prophylaxis) หรือการกินยาต้านไวรัสสม่ำเสมอแม้ว่าจะยังไม่มีเชื้อ HIV ในร่างกายก็ตาม
นพ.ประพันธ์ อธิบายว่า ข้อแตกต่างระหว่างการกินยาต้านไวรัสของผู้ยังไม่ติดเชื้อคือกินเพียง 2 ชนิดเท่านั้น ต่างกับผู้ติดเชื้อแล้วที่ต้องกิน 3 ชนิด เหตุที่มีการคิดค้นวิธีนี้ขึ้นมาเพราะกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่มแม้จะมีการป้องกันด้วยวิธีอื่นๆ แล้วแต่ก็ยังไม่ได้ผล จึงต้องใช้วิธีให้กินยาต้านไวรัสสะสมไว้อย่างน้อย 5-7 วันก่อนมีเพศสัมพันธ์ ทำให้ “เพิ่มโอกาส” ป้องกันไม่ให้เชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้าน HIV-เอดส์ ท่านนี้ กล่าวต่อไปว่า การกินยาต้านไวรัสแบบ PrEP บางรายอาจมีผลข้างเคียงบ้าง เช่น รู้สึกง่วง หรือไตทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมแต่ก็ไม่มากนักและไม่รุนแรงถึงขั้นต้องหยุดยา อีกทั้งจำนวนผู้กินยาแล้วมีผลข้างเคียงโดยรวมยังถือว่าน้อยมาก ประมาณร้อยละ 1-2 เท่านั้น จึงถือว่าน่าสนใจ “แม้จะไม่ได้ผลทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม” แต่ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดในขณะนี้ เช่น ถุงยางอนามัยป้องกันได้ราวร้อยละ 80 ยา PrEP ป้องกันได้มากกว่าร้อยละ 90 เป็นต้น
“อย่างไรก็ตาม การใช้ถุงยางอนามัยก็ยังจำเป็น PrEP ไม่ได้ป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ อาจจะมี 1 เปอร์เซ็นต์ที่ติดเชื้อได้ และยา PrEP ป้องกันเชื้อ HIV แต่ไม่ได้ป้องกันเชื้อกามโรคอื่นๆฉะนั้นแนะนำให้ใช้ร่วมกัน ไม่ใช่กินยา PrEP แล้วไม่ใส่ถุงยาง อันนี้ผิด ต้องใช้ร่วมกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าต่อให้เราบอกให้ใช้ทุกยางทุกครั้ง แต่ก็มีบางคนบางโอกาสที่ไม่ได้ใส่ ก็เหมือนกับเป็นเกราะ 2 ชั้นที่สร้างความมั่นใจให้กับคนคนนั้น” นพ.ประพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย