ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/305903

อสังหาฯ ช่วยคนเร่ร่อน (ชรา)
เราจะลดจำนวนคนไร้บ้านหรือคนเร่ร่อนได้อย่างไรโดยให้มีความเป็นไปได้ทางการเงินและเป็นการสร้างสังคมที่ดีในการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยในอนาคต?
เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2560 ผมได้จัดสัมมนาเกี่ยวกับคนเร่ร่อนในฐานะของประธานมูลนิธิอิสรชน (www.issarachon.org) ร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมถึงอดีตคนเร่ร่อนเอง การจัดหาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเร่ร่อนก็เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ วันนี้ผมจึงขอพูดถึงเรื่องคนเร่ร่อนซึ่งเป็นประชาชนคนเล็กคนน้อยที่อยู่ชายขอบและแทบไม่มีปากเสียงในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนเร่ร่อนชราที่ยากที่จะช่วยตัวเองได้
“ทุกวันนี้ประชากรไทยมีเกือบ 70,000,000 คนที่เป็นผู้สูงวัยหรือมีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีอยู่เกือบ 30% แล้ว หรือรวมเป็นประชากรถึง 21,000,000 คน ในจำนวนนี้ถือว่าเป็นคนจนราว 10% หรือ 2,100,000 คน ในจำนวนนี้สมมุติว่ามีกลุ่มที่ไร้ญาติขาดมิตรจริงๆ ราว 5% หรือมี 105,000 คน ที่ต้องการการดูแล ในจำนวนนี้หากมีผู้ที่ยังพอสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้อยู่ 20% ก็จะได้ผู้สูงวัยที่มาช่วยผู้สูงวัยด้วยกันจำนวน 21,000 คน ถ้ามีสถานสงเคราะห์หรือบ้านพักผู้สูงวัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย คนกลุ่มนี้จะเป็นประชากรที่ยังทำงานเพื่อผู้อื่นได้อยู่”
อันที่จริง “ปัญหาของคนไร้บ้านหรือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ มักเริ่มต้นที่ปัญหาทางเศรษฐกิจ” คือไม่มีฐานะเพียงพอที่จะดูแลให้อยู่ได้อย่างปกติสุข บางคนจึงออกมา “ตายเอาดาบหน้า” ด้วยการเป็นคนเร่ร่อนนั่นเอง “สังคมควรส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงวัย” ดังที่พบเห็นในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ การจ้างงานผู้สูงวัย “จะทำให้ผู้สูงวัยมีความรู้สึกมีศักดิ์ศรีที่ยังสามารถดูแลตัวเองได้” ทำให้มีกำลังใจที่จะอยู่สร้างสรรค์และอยู่เพื่อตัวเองต่อไป

ศูนย์อาหารที่สิงคโปร์ : แม้สูงอายุแล้วแต่ยังต้องทำงาน
ที่มา : http://yoursdp.org/news/sdp_39_s_stand_on_cpf_return_firm/2015-03-06-5972
อย่างไรก็ตาม “ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการจ้างผู้สูงวัยก็คือผู้สูงวัยจะมีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าคนหนุ่มสาว” ดังนั้นจึงอาจ “เป็นภาระแก่นายจ้าง” โดยเฉพาะในการจ้างงานภาคเอกชน ทำให้ในทางปฏิบัติ “ไม่มีการจ้างผู้สูงวัยทำงานในประเทศไทยเท่าที่ควร” การจ้างงานจึงเน้นไปจ้างแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมาแทน ทั้งที่ในประเทศที่ยกตัวอย่างข้างต้นไม่มีการใช้แรงงานต่างด้าวเลย ในกรณีนี้ “สิ่งที่ทำได้ก็คือการให้รัฐช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของผู้สูงวัย” ที่มีการจ้างงานอยู่
ในการดูแลคนไร้ที่พึ่งนั้นสถานสงเคราะห์ต่างๆมักมี “คิว” ยาวมาก เช่น บ้านพักคนชราบางแคให้บริการได้ 150 คน แต่ขณะนี้ยังรอคิวต่ออีก 500 คน บ้านกึ่งวิถีมีพยาบาลวิชาชีพเพียงหนึ่งเดียวแต่ต้องดูแลคนไข้ถึงเกือบ 500 คน อย่างนี้การบริการจึงไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร อาจกล่าวได้ว่าสถานสงเคราะห์ต่างๆ มีไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีระบบสวัสดิการสังคม แต่โดยที่มีจำนวนน้อยมากจึงแทบเท่ากับไม่มีสวัสดิการสังคมเท่าที่ควรนั่นเอง
“อันที่จริงรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับคนไร้ที่พึ่งหรือคนไร้บ้านน้อยมาก งบประมาณประจำปีของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท ในขณะที่งบประมาณแผ่นดินเป็นเงินสูงถึงปีละ 2.7 ล้านล้านบาท งบประมาณของกระทรวงมีสัดส่วนเป็นเพียง 0.3% ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดเท่านั้น จะทำอย่างไรเสียก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะมาใช้จ่ายแต่อย่างใด”
บางท่านอาจมีข้อเสนอแนะว่าควรกระจายการดูแลผู้สูงวัยไปยังท้องถิ่นต่างๆ แต่ในความเป็นจริงท้องถิ่นต่างๆ ก็มีงบประมาณที่จำกัดจำเขี่ย เป็นอย่างยิ่ง ในจำนวนกำลังคนภาครัฐทั้งหมด 2,100,000 คน ปรากฏว่าเป็นของส่วนท้องถิ่นเพียง 22% คิดเป็นปริมาณงบประมาณก็อาจน้อยกว่านี้อีก เช่นนี้แล้วท้องถิ่นย่อมไม่มีโอกาสดูแลคนไร้ที่พึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จนกว่าจะมีการกระจายทรัพยากรและกระจายอำนาจที่แท้จริง
“รัฐบาลควรร่วมมือกับภาคเอกชนจัดหาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยเพื่อไม่ให้ออกมาเร่ร่อน” โดยอาจทำเป็นที่อยู่อาศัยประเภทเช่าระยะยาวให้ ผู้สูงวัยได้ดูแลกันเอง ชุมชนผู้สูงวัยนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเมือง เพียงแต่มีพยาบาลคอยดูแลให้เพียงพอ และสามารถหมุนเวียนให้ผู้สูงวัยเข้ามาอยู่ได้ตามภาวะของความสูงวัย “โดยชุมชนนี้จะเป็นชุมชนผู้สูงวัยที่ช่วยตัวเองได้พอสมควร” สำหรับผู้สูงวัยที่ป่วยหรือติดเตียงอาจจะต้องนำส่งสถานสงเคราะห์ที่เกี่ยวข้องต่อไป
ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยและการสร้างสังคมผู้สูงวัยที่ยังช่วยตัวเองได้นี้อาจจะเป็นการลงทุนของผู้สูงวัยเอง ในการเช่าซื้อที่อยู่อาศัยประเภทนี้และยังสามารถขายต่อได้เพื่อนำเงินไปรักษาแม้ยามเจ็บป่วยหนัก เป็นต้น การดำเนินการในเชิงพาณิชย์และผสมกับระบบสวัสดิการสังคมบ้าง เพราะจะทำให้เกิดความเป็นไปได้ทางการเงินในการสร้างอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยได้ในจำนวนที่มากขึ้น และกระจายได้ทั่วถึงมากขึ้นด้วย
ส่วน “ภาคเอกชนและภาคประชาชน” ก็ยังสามารถมีส่วนร่วมในการดำเนินงานเพื่อผู้สูงวัยโดยถือเป็น “กิจกรรมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม” (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) การแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะทำให้มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยในสังคมได้อย่างกว้างขวาง และเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับประเทศอื่นได้
มาช่วยกันพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้สูงวัยกันเถอะ!!!
โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA)