ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/306697

เครือข่ายโรงเรียนสุขภาวะ แก้ปัญหาเยาวชนชายแดนใต้
“ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส” 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีเหตุความรุนแรงมากว่าทศวรรษ ส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา ดังรายงาน “ดัชนีความก้าวหน้าของคน ปี 2560” จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แบ่งตัวชี้วัด 8 ด้าน พบว่า ทั้ง 3 จังหวัดตัวชี้วัดส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม “สีแดงเข้ม” หมายถึงน่าเป็นห่วงมากที่สุด รองลงมาเป็นกลุ่มสีแดงอ่อน-สีเหลือง หมายถึงน่าเป็นห่วงมากและปานกลาง มีเพียงด้านที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่ 3 จังหวัดนี้อยู่ในกลุ่มสีเหลือง-สีฟ้า หมายถึงปานกลางและค่อนข้างดี
ในเวทีสัมมนาสรุปบทเรียนโครงการจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายสู่โรงเรียนสุขภาวะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดโดยวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมกับมูลนิธิศึกษาธิการ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ โรงแรม ซีเอส ปัตตานี จ.ปัตตานี อุสมาน มานะ ตัวแทนเครือข่ายลาโล๊ะ เล่าว่า เครือข่ายลาโล๊ะ เป็นการรวมตัวกันของโรงเรียน 8 แห่ง
เบื้องต้นพบปัญหาสำคัญ 3 ประการ คือ 1.อ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้ เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่ใช้ภาษายาวีเป็นหลัก จึงแก้ไขโดยการอบรม 350 ชั่วโมง เริ่มต้นที่เด็กระดับ ป. 1 จนต่อมาพบว่าจำนวนเด็กอ่านออกเขียนได้เพิ่มจากเดิมร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 91.06 2.ยาเสพติด เพราะเด็กจะเริ่มสูบบุหรี่ ช่วง ม.1-ม.3 ซึ่งเป็นช่วงวัยรุ่น จึงได้เริ่มจัดกิจกรรมให้ความรู้ถึงโทษของยาเสพติด มีการรณรงค์ต้านยาเสพติด ต่อต้านการสูบบุหรี่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน
และ 3.โภชนาการ ทำให้ต้องให้ความรู้กับเด็กๆ ให้ทราบว่าควรเลือกรับประทานอาหารประเภทใดที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย และอาหารประเภทไม่มีประโยชน์
เพื่อช่วยลดปัญหาโรคอ้วนได้ โดยวิธีการทำงานของเครือข่ายนั้น ใช้วิธี “จับคู่” เช่น โรงเรียนที่อยู่บนภูเขาจับคู่กับโรงเรียนที่อยู่บนภูเขาเหมือนกัน เพื่อความสะดวกในการติดต่อประสานงาน การขับเคลื่อนกิจกรรม มีการใช้สื่อออนไลน์ในการสื่อสารระหว่างกัน นอกจากนี้ โครงการต่างๆ ทางเครือข่ายก็จะมีการวางแผนร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้ง ผู้นำชุมชน ผู้แทนหน่วยงานราชการ
ทั้งนี้..ลาโล๊ะเป็นเพียง 1 ในหลายๆ เครือข่ายย่อยๆ โรงเรียนในพื้นที่ชายแดนใต้เท่านั้น จากเครือข่ายใหญ่ที่เรียกว่า “โครงการโรงเรียนสุขภาวะ” มีโรงเรียนเข้าร่วมทั้งสิ้น 115 แห่ง โดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อย เครือข่ายละ 5-10 โรงเรียนตามความเหมาะสม ผลที่ได้ อนันต์ สุวรรณชาตรี ตัวแทนผู้ปกครองเครือข่ายปัตตานี เผยว่า ลูกทั้ง 2 คน ของตนนั้นมีผลการเรียนดีขึ้น อ่านออกเขียนได้คล่อง ซึ่งโรงเรียนนั้นถือเป็นบ้านหลังที่ 2 ที่ลูกใช้เวลาอยู่ต่อวัน 7-8 ชั่วโมง ในฐานะพ่อแม่ก็อยากให้ลูกได้รับการดูแลที่ดี
“การพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนอื่นอาจจะมองว่าพัฒนาอย่างไรก็ไม่เจริญเพราะเด็กติดยาเสพติด แต่สิ่งเหล่านี้จะมาจากไหน ถ้าไม่มองมาจากบ้านและโรงเรียน เช่น บอกอย่าสูบบุหรี่แต่ผู้ใหญ่ยังทำให้เห็น ในโรงเรียนยังมีก้นบุหรี่ เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายต้องมาช่วยกันทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง และสำหรับครอบครัวที่นับถือศาสนาอิสลามก็ต้องนำมาใช้ในการพัฒนากับลูกมากๆ” อนันต์ ฝากข้อคิด
ขณะที่ รศ.ดร.พิมพันธ์ เดชะคุปต์ อดีตอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า จากที่ได้ชมนิทรรศการแสดงผลงานของกลุ่มโรงเรียนสุขภาวะ พบว่า ทั้ง 15 เครือข่าย 115 โรงเรียน ครูมีการจัดทำแผนการสอนเชิงรุก โดยเฉพาะได้มีการพัฒนาหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมสุขภาวะจำนวนมาก เช่น วิชาอัลกุรอานนำชีวิตพิชิตสู่สุขภาวะ, วิชาดูอาอ์ ของเครือข่ายสีสาคร, วิชาโภชนาการดีชีวีมีสุข ของเครือข่ายโรงเรียนซาเบง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การอ่านออกเขียนได้ยังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งก็น่ายินดีว่าในพื้นที่พยายามหาวิธีมาแก้ไขปัญหาดังกล่าว
เช่นเดียวกับ ธำรง อมโร กรรมการมูลนิธิศึกษาธิการ กล่าวว่า มูลนิธิศึกษาธิการ มีเป้าหมายในการสนับสนุนการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยเน้นพัฒนาผู้บริหาร ครู บุคลากร และเน้นพิเศษในเด็กและเยาวชน ที่ผ่านมาได้มีส่วนขับเคลื่อน ดำเนินงานโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ บทบาทหลักของมูลนิธิศึกษาธิการในการดำเนินโครงการมี 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ทำหน้าที่ประสานจัดอบรมเครือข่ายต่างๆ 2.สนับสนุนทางวิชาการ และ 3.ร่วมติดตามและประเมินผล
“ที่ผ่านมาได้มีการติดตามการดำเนินงานของโรงเรียนเครือข่ายทั้ง 115 โรงเรียนอย่างต่อเนื่อง พบว่า ศักยภาพของครู บุคลากรและนักเรียนในพื้นที่ไม่ได้ด้อยกว่าใคร เพียงแต่ขาดการสนับสนุน แต่ทุกโรงเรียนก็พยายามพัฒนาตนเอง มีการสร้างการมีส่วนร่วมตามกรอบแนวคิด 8 ร่วมจนบรรลุเป้าหมายเกิดเป็นโรงเรียนสุขภาวะที่ชัดเจนมากที่สุดพื้นที่หนึ่ง” กรรมการมูลนิธิศึกษาธิการ ระบุ
ด้าน เพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สสส. กล่าวถึงหลัก “8 ร่วม” ว่าประกอบด้วย 1.ร่วมคิด 2.ร่วมวางแผน 3.ร่วมตัดสินใจ 4.ร่วมดำเนินการ 5.ร่วมรับผิดชอบ 6.ร่วมแก้ปัญหา 7.ร่วมติดตามประเมินผล และ 8.ร่วมชื่นชมผลสำเร็จ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างผลลัพธ์ที่ดี โดยบางกลุ่มใช้วิธีการเข้าค่าย บางกลุ่มใช้วิธีการทำสัญญากระตุ้นให้เด็กเปลี่ยนพฤติกรรม หรือบางเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมที่แก้ปัญหาเหล้า บุหรี่ ตลอดจนร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อม
“สสส. ภูมิใจว่าเราบรรลุวัตถุประสงค์ในการมีส่วนร่วมและตัดสินใจ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ดีไปกว่านั้นคือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กนักเรียน โดยเกิดแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพไปในทางที่ดีขึ้น โรงเรียน ผู้ปกครอง และคนในพื้นที่มีความเข้าใจมากขึ้น ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์แท้จริงของโครงการ” เพ็ญพรรณ กล่าว
SCOOP@NAEWNA.COM