ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/306416

โครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ ปรับทำไม?เพื่อประโยชน์ใคร?
ประเด็นร้อนเรื่องหนึ่งที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ขณะนี้คือเรื่องที่รัฐวิสาหกิจ โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง กำลังเดือดร้อนหนักจากการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ของกรมสรรพสามิต ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากการปรับแก้ใหม่นี้ส่งผลให้บุหรี่ไทยราคาสูงขึ้น ขณะที่บุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศบางยี่ห้อกลับราคาลดลง โรงงานยาสูบถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดไปมากจนถึงขนาดมีข่าวว่าอาจขาดทุนได้ในปีหน้า
เหตุผลสำคัญในการปรับแก้ภาษีบุหรี่ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 20 มี.ค. 2560 ให้เหตุผลการตรา พ.ร.บ. นี้ว่า เนื่องจากกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่กฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ว่าด้วยสุรา ว่าด้วยยาสูบ ว่าด้วยไพ่ ว่าด้วยการจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิต และว่าด้วยการจัดสรรเงินภาษีสุรา ใช้บังคับมานานแล้ว บทบัญญัติบางส่วนไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน
อีกทั้งการกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตไว้ในกฎหมายหลายฉบับ ก็ทำให้ไม่สะดวกในการใช้ทั้งประชาชนที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและส่วนราชการผู้ปฏิบัติงานด้วย จึงมีการปรับปรุงกฎหมายภาษีสรรพสามิตใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายใหม่จึงครอบคลุมสินค้าและบริการหลายประเภท ซึ่งรวมถึงบุหรี่ด้วย

การเสียภาษีก็มีทั้งภาษีตามมูลค่าหรือตามปริมาณ หรือทั้งตามมูลค่าและตามปริมาณของสินค้าหรือบริการนั้น ในกรณีสินค้าก็ให้ถือตาม “ราคาขายปลีกแนะนำ” และราคาดังกล่าวก็ให้พิจารณาจากต้นทุนการผลิต ค่าบริหารจัดการ และกำไรมาตรฐาน ซึ่ง “จะต้องไม่ต่ำกว่าราคาขายต่อผู้บริโภคทั่วไปรายสุดท้ายในตลาดปกติ” ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ในกรณีที่ราคาขายปลีกแนะนำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ความสำคัญของภาษีบุหรี่..เนื่องจากบุหรี่เป็นสินค้าที่มีอำนาจเสพติดสูง “มีสารก่อมะเร็งถึง 70 ชนิด” ทำให้ผู้สูบทั่วโลกจำนวนมากเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร องค์การอนามัยโลก(WHO) จึงให้ความสำคัญมากกับสินค้านี้ ประเทศสมาชิกจำนวนมากก็เห็นพ้องต้องกันถึงอันตราย จึงได้มีการจัดทำ “กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (WHO FCTC)” หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “กฎหมายบุหรี่โลก” ขึ้นเพื่อให้ภาคีสมาชิกถือปฏิบัติ โดยกำหนดให้รายงานผลทุก 2 ปี และ WHO ก็ได้จัดทำรายงานผลการดำเนินงานของประเทศต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบด้วย
“ภาษีบุหรี่” ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วย “ลดการบริโภค” ยาสูบได้มาก “โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน” มีผลการศึกษาปรากฏชัดในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา WHO จึงเสนอแนะให้ใช้มาตรการภาษีในการควบคุมยาสูบ ธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่ช่วยเหลือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็สนับสนุนมาตรการนี้

องค์การอนามัยโลก (ซ้าย) และธนาคารโลก (ขวา) : 2 หน่วยงานระหว่างประเทศที่สนับสนุนภาษีควบคุมยาสูบ
WHO จึงกำหนดให้ภาคีสมาชิก WHO FCTC ต้องรายงานเรื่องภาษีบุหรี่ เป็น “ตัวชี้วัด”สำคัญตัวหนึ่งด้วย โดยให้รายงานเทียบกับราคาขายปลีก เพื่อจะได้เปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ได้ ซึ่ง “ประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีบุหรี่โดยหลายหน่วยงาน” ทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น แต่ที่สำคัญที่สุดคือ “ภาษีสรรพสามิตบุหรี่” ตามกฎหมายเดิม ภาษีสรรพสามิตบุหรี่สำหรับ “บุหรี่ในประเทศ” จะคำนวณจากอัตราที่กำหนดโดยใช้ “ราคา ณ โรงงาน” ขณะที่ “บุหรี่นำเข้า” จะคำนวณจาก “ราคานำเข้า (C.I.F.)” เป็นหลัก
ดังนั้น เมื่อรายงานตัวเลขอัตราภาษีบุหรี่ที่จัดเก็บทั้งหมดต่อ WHO จึงต้องมาคำนวณใหม่โดยเทียบกับฐานราคาขายปลีก ส่วนกฎหมายใหม่ กำหนดให้ “จัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากราคาขายปลีกแนะนำ” ซึ่งเป็นราคาขายปลีกที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ดังนั้นในการรายงานตัวเลขอัตราภาษีบุหรี่ต่อ WHO ก็จะต้องคำนวณใหม่ โดยเทียบกับราคาขายปลีกในท้องตลาด ภาษีบุหรี่ถือเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยลดการบริโภคยาสูบ เพราะการปรับขึ้นภาษีจะส่งผลให้ราคาบุหรี่สูงขึ้น ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ “เมื่อราคาสูงการบริโภคก็ลด” ถ้าปัจจัยอื่นๆ ไม่เปลี่ยนแปลง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น..ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 16 ก.ย. 2560 ส่งผลให้โรงงานยาสูบได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากมีการปรับราคาสูงขึ้น ขณะที่บุหรี่นำเข้าบางยี่ห้อกลับลดราคาลง ยอดขายของบุหรี่ไทยจึงลดลงเพราะผู้บริโภคหันไปซื้อบุหรี่นำเข้ามากขึ้น จากข่าวที่ออกมาว่า “ในช่วง 1 เดือนหลังจากบังคับใช้กฎหมายใหม่ ส่วนแบ่งตลาดของโรงงานยาสูบลดลงมาก ขณะที่สัดส่วนตลาดของบุหรี่ต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาก” จนมีการประมาณการว่า โรงงานยาสูบจะขาดทุนถึง 1,500 ล้านบาท ในปี 2561

24 พ.ย. 2560 : สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ พร้อมด้วย สมาคมพัฒนาชาวไร่ยาสูบ เข้ายื่นหนังสือ ณ กระทรวงการคลัง ขอให้หามาตรการช่วยเหลือ หลังภาษีบุหรี่อัตราใหม่ทำให้โรงงานยาสูบรายได้ลดจนอาจถึงขั้นขาดทุนได้ในอนาคต แต่กลับทำให้บุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศสามารถขายได้เพิ่มขึ้น
พิจารณาตามหลักการที่ควรจะเป็น..ภาษีบุหรี่เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ทั้งองค์การอนามัยโลกและธนาคารโลกต่างเสนอแนะให้ประเทศต่างๆ ใช้ในการควบคุมยาสูบมาโดยตลอด เนื่องจากการขึ้นภาษีจะส่งผลให้ราคาบุหรี่แพงขึ้น การบริโภคก็จะลดลง กฎหมายสรรพสามิตใหม่ที่มีผลบังคับใช้เมื่อเดือน ก.ย. 2560 ที่ผ่านมานั้น หน่วยงานและองค์กรฝ่ายสุขภาพ ตลอดจนประชาชนที่มองเห็นความสำคัญของปัญหาสุขภาพ ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของคนไทยโดยรวม ล้วนแล้วแต่มองว่า “จะส่งผลให้ราคายาสูบปรับสูงขึ้นทุกยี่ห้อ” และทุกประเภท
โดยเฉพาะ “บุหรี่ราคาถูกและยาเส้น” เพื่อลดปัญหาการหันไปสูบบุหรี่ราคาถูกแทน เพราะจะไม่ช่วยให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลง แต่ “จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ” พบว่าบุหรี่ไทยปรับราคาสูงขึ้นหมด ซึ่งเป็นไปตามคาด ทว่าบุหรี่ต่างชาติกลับปรับราคาลดลงบางยี่ห้อ ซึ่ง “สวนทาง” กับสิ่งที่ควรจะเป็น การปรับปรุงกฎหมายภาษีสรรพสามิตแล้วส่งผลให้ผู้ผลิต “สินค้าที่สามารถฆ่าคนได้”อย่างบุหรี่ จำหน่ายในราคาลดลงได้นั้น
นอกจากจะสวนทางกับยุทธศาสตร์การควบคุมแห่งชาติ และ “เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)” ของ องค์การสหประชาชาติ (UN) แล้ว ยังเป็นการสวนทางกับแนวคิดของ WHO และธนาคารโลก ในการชี้แนะให้ประเทศต่างๆ ใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยลดการบริโภคยาสูบ รวมทั้งสวนทางกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals–SDGs) : เป็นเป้าหมายที่ องค์การสหประชาชาติ (UN) สนับสนุนให้ประเทศต่างๆ นำไปปรับใช้ ระหว่างปี 2016-2030 (พ.ศ.2559-2573)
ในประเทศ สหรัฐอเมริกา เมื่อ 26 พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา บริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ “ลงโฆษณาเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ตามคำสั่งศาล” ประกาศว่าศาลกลางสหรัฐมีคำสั่งให้ “แถลงถึงผลกระทบต่อสุขภาพ” จากการสูบบุหรี่ที่ “คร่าชีวิตชาวอเมริกันเฉลี่ยวันละ 1,200 คน” ในแต่ละปีมีประชาชนเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่มากกว่าถูกฆาตกรรม ป่วยด้วยโรคเอดส์ (HIV-AIDS) การฆ่าตัวตาย ยาเสพติด อุบัติเหตุบนท้องถนน และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวมกัน
การลงโฆษณาเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลเมื่อปี 2549 ว่า “บริษัทบุหรี่ละเมิดกฎหมายด้วยการล่อลวงสาธารณชนมาหลายสิบปี” ถึงอันตรายต่อสุขภาพจากการสูบบุหรี่ เป็นที่ทราบกันดีว่า“บริษัทบุหรี่ค่างชาติมีกลยุทธ์ในการแทรกแซงและบ่อนทำลายนโยบายควบคุมยาสูบของทุกประเทศ” ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลกในการต่อสู้กับบริษัทบุหรี่เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน และภาษีบุหรี่ก็เป็นมาตรการสำคัญอย่างหนึ่งที่เราใช้ในการปรับราคาบุหรี่ให้สูงขึ้นเพื่อให้การสูบบุหรี่ลดลง

บริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ ถูกศาลสหรัฐฯ สั่งให้ลงประกาศในหนังสือพิมพ์ถึงพิษภัยจากยาสูบ
ที่มาภาพ : สำนักข่าว ABC News ประเทศออสเตรเลีย http://www.abc.net.au/news/2017-11-26/big-tobacco-forced-to-advertise-admissions-in-us/9194960
การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภาษีสรรพสามิตแล้วมีผลให้ราคาบุหรี่ต่างชาติลดลง “เป็นเรื่องน่ากังขา” สำหรับวงการควบคุมยาสูบทั้งในและต่างประเทศ ถึง “ประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล”ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตต้องพิจารณา “อย่าให้ใครว่าไทย” ได้ว่าปรับทำไมเรื่องภาษี? ถ้าปรับแล้วทำให้ราคาลดลง โดยเฉพาะกรมสรรพสามิต ควรต้อง “ตอบให้ได้” ว่าปรับทำไม
เพื่อประโยชน์ใคร?
นพ.หทัย ชิตานนท์ , รศ.ดร.สุชาดา ตั้งทางธรรม
สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
หมายเหตุ : นพ.หทัย ชิตานนท์ เคยดำรงตำแหน่งประธานกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ระหว่างปี 2550-2551 และทำงานด้านรณรงค์เกี่ยวกับพิษภัยของยาสูบกับสังคมไทยมายาวนาน ขณะที่ รศ.ดร.สุชาดา ตั้งทางธรรม เป็นอดีตอาจารย์ประจำสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ปัจจุบันทำงานเป็นนักเศรษฐศาสตร์ สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย