ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/307073

ปลุกผีแดงฮาร์ดคอร์ คสช.พลิกแฟ้มคดีอาวุธสงครามจับคนเก่ามาเล่าใหม่
ปฏิบัติการ “แหวกคลอง ลุยหนองน้ำ”…
ยึดอาวุธสงครามซึ่งมีจำนวนที่เรียกได้ว่าเข้าขั้น “คลังแสง” ในพื้นที่ “เมืองแปดริ้ว”อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา กลายเป็นประเด็นที่ “ต้อง…ห้ามพลาด” เพราะตัวละครที่ถูก“โยงใย” ล้วนไม่ธรรมดาเสียแล้ว จากเดิมที่ข่าวช่วงแรกมีเพียง “โกตี๋” นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ ที่ยึดบทบาท “พระเอกเดี่ยว” เพียงคนเดียว ซึ่งปัจจุบันก็ไม่รู้ว่า ยังมีชีวิตอยู่อีกหรือไม่
กระทั่ง 4 ธ.ค.60 มีการเปิด “ตัวละครใหม่” อย่าง “วัฒนา ทรัพย์วิเชียร” ออกมา ภายหลังเขาเดินทางเข้ามอบตัวเมื่อเย็นวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา และเจ้าหน้าที่ทหารนำตัวมาควบคุมไว้ในมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11 ) ตามมาตรา 44(ม.44) ฐานความผิดมีอาวุธสงครามในครอบครอง
จากนั้นก็ปรากฏ “ตัวละคร” ออกมาอีกหลายตัว ซึ่งล้วนมีเส้นสายเครือข่าย “โยงใย” เชื่อมถึงกันเป็นทอดๆ
ตามรายงานข่าว ระบุว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา “พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ”หัวหน้าส่วนปฏิบัติการฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบและแห่งชาติ(คสช.) เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) เพื่อร้องทุกข์ดำเนินคดีในฐานความผิดร่วมกันมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะในการสงครามที่นายทะเบียนไม่สามารถออกให้ได้ไว้ในครอบครองและความผิดฐานอั้งยี่ซ่องโจร กับ “5 แดงฮาร์ดคอร์” ประกอบด้วย
1.นายวัฒนา ทรัพย์วิเชียร
2.นายชัยวัฒน์ ผลโพธิ์ หรือ “เปี๊ยก กาละแม”
3.นายสมเจตน์ คงวัฒนะ หรือ “สน”
4.นายมนัส หรือ “พล.ท.มนัส เปาริก” หรือ “เสธ.หยอย” อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งพัวพันกับกลุ่มเสื้อแดง
5.นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำกลุ่ม นปช.หรือคนเสื้อแดง
ส่วนอาวุธสงครามจำนวนมากในพื้นที่ “เมืองแปดริ้ว” พบว่าเป็นอาวุธที่บุคคลเหล่านี้ส่งมอบให้กับผู้ก่อเหตุวุ่นวายในช่วงปี 2557 และมีความเกี่ยวพันกับอาวุธเหล่านี้ โดย “จักรภพ-เสธ.หยอย”เคยถูกออกหมายจับในคดีเกี่ยวข้องอาวุธสงครามในช่วงการชุมนุมทางการเมืองปี 2557 มาแล้ว
“พล.ท.มนัส” ปัจจุบันอายุ 68 ปี เป็นอดีตรองแม่ทัพภาค 3 เคยตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดทหารบกสระบุรี ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2557 ข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุน หรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะในการสงคราม ที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย
เขาเดินทางเข้ามอบตัวกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง รอง ผบ.ตร.(ในขณะนั้น) พร้อมคณะพนักงานสอบสวน เพื่อต่อสู้คดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 8 ก.ค.2557 ภายหลัง พล.ท.มนัส ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 2 แสนบาท เพื่อขอประกันตัวออกไปในชั้นสอบสวน และได้รับอนุญาตให้ประกันตัวด้วยเหตุผล ความจำเป็นเกี่ยวกับปัญหา “สุขภาพ”
ในขณะนั้น พล.ท.มนัส ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อมโยงกับคดีการจับกุมอาวุธสงครามรายสำคัญในพื้นที่ต่างๆ รวม 46 คดี มีการยึดอาวุธสงครามและยุทธภัณฑ์ไว้ได้เป็นจำนวนมาก พร้อมกับยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็น “หัวหน้ากองกำลังติดอาวุธชายชุดดำ”
อย่างไรก็ตาม คดีเมื่อปี 2557 มีการออกหมายจับผู้ต้องหา 13 ราย ได้แก่ พล.ท.มนัส เปาริก หรือเสธ.หยอย , นายจักรภพ เพ็ญแข , นายจักรินทร์ เรืองศักดิ์วิชิต , นายกฤษณะ ทัพไทย หรือสยาม , นายชัยวัฒน์ ผลโพธิ์ หรือเปี๊ยก , นายวัฒนา หรือศิวะ ทรัพย์วิเชียร หรือศิวะ , นายพีรพงษ์ สินธุสนธิชาติ , จ.ส.อ.ภคภูมิ โกศินานนท์ หรือ “จ่าโก” , นายสมเจตน์ คงวัฒนะ , นายจิราวัฒน์ อรชุนกะ , นายอัคคี ไม่ทราบนามสกุล และชายไม่ทราบชื่ออีก 2 คน
ผู้ต้องหาถูกจับกุมแล้ว 3 ราย คือ จ.ส.อ.ภคภูมิ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุมพร้อมอาวุธสงครามหลายรายการในพื้นที่ย่านคลอง 6 จ.ปทุมธานี , นายสมเจตน์ และนายจิราวัฒน์
ไล่เรียงตรวจสอบความเชื่อมโยงของ “ขบวนการ” ดังกล่าว พบว่า ทุกคนล้วน “เชื่อมโยง”ถึงกัน…
ข้อมูลจาก “สายลับแดงแปรพักตร์” ระบุว่า ที่มาของ “อาวุธ” ดังกล่าวที่ตรวจยึดได้ที่ “แปดริ้ว” มีความเชื่อมโยงกับปี 2557 โดยเมื่อครั้งนั้นเดือน มิ.ย.2557 ทหาร-ตำรวจ ได้บุกตรวจค้นบ้านของ “วัฒนา ทรัพย์วิเชียร” ซึ่งเป็นคนสนิทของ “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ที่ ต.สิงหนาท อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา
เมื่อตรวจค้นบริเวณโดยรอบบ้าน “คันคลอง-หัวคันนา” เนื้อที่กว่า 60 ไร่ เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนสงคราม พร้อมกระสุนอีกจำนวน 30 นัด , ตรวจค้นต่อลงงมค้นหาภายในคลองส่งน้ำรอบบ้าน ความลึกประมาณ 2 เมตร พบลูกระเบิดชนิดขว้าง RDG-5 อีกจำนวน 11 ลูก กระสุนเอ็ม 79 จำนวน 16 นัด แผ่นเกราะกันกระสุน จำนวน 2 แผ่น มีร่องรอยถูกยิง ด้วยอาวุธปืน จำนวน 1 นัด
“วัฒนา” สารภาพว่ารับอาวุธมาจาก “สมเจตน์ คงวัฒนา” หรือสน ผู้ต้องหาเครือข่ายอาวุธสงคราม วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ถูกจับกุมตัวได้ไปแล้ว โดยวัฒนานำอาวุธส่วนหนึ่งไปฝั่งไว้ที่ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา
อีกส่วนหนึ่งนำไปมอบให้นายชัยวัฒน์ กาละแม หรือ “เปี๊ยก” เพื่อเอาไปก่อเหตุโจมตีช่วงที่มีการชุมนุมของ “กลุ่ม กปปส.” เมื่อปี 2557
ที่สำคัญ…..ยังเป็นที่รู้กันว่า “วัฒนา” เป็นคนสนิทของ “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล และเขายังเป็นเจ้าของ “บ่อดิน” ที่ จ.ฉะเชิงเทรา อีกด้วย
ต่อมาปี 2558 เกิดเหตุปาระเบิด RGD-5 ใส่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพ ซึ่งเจ้าหน้าที่พอจะมี “เค้าลาง” ผู้ก่อเหตุอยู่ในมือแล้ว
“หน่วยพิเศษ” จึงแบ่งกำลังหลายสาย บุกคนหลายจุด “สายแรก” บุกตะลุยตรวจค้นที่อาพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ถ.ลำลูกกา ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ที่พักของ “ยุทธนา เย็นภิญโญ” หรือฉายา “องค์ดำ” พบอาวุธมีดสปาต้า , เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง , สมุดบันทึกซึ่งมีรายชื่อ และหมายเลขโทรศัพท์สมาชิกผู้ร่วมวางแผน “เผาเมือง” หลายราย
อีกเป้าหมายสำคัญ ซึ่งกลายมาเป็น “หลักฐาน” เชื่อมโยงกับการตรวจยึดอาวุธสงครามที่“แปดริ้ว” นั่นคือการบุกเข้าตรวจค้นหมู่บ้านแห่งหนึ่งบน ถ.ไทยรามัญ แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ พบ “ระเบิด RGD-5” ที่ใช้ก่อเหตุป่วนเมือง โดยกองกำลังที่ถูกอ้างว่าผ่านการฝึกฝนจาก…
“เสธ.ทหาร” คนดัง!!!
นอกจากนี้ เลขล็อต 57 ที่ “กระเดื่องระเบิด” ยังตรงกับที่ตรวจยึดได้เมื่อช่วง มิ.ย.2557 ที่บ้านของ “วัฒนา” และตรงกับของ “กิตติพงษ์ จันทร์ชุ่ม” ที่ถูกจับวันที่ 19 มิ.ย.2557 แถวถนนประเสริฐมนูกิจ เขตลาดพร้าว
ปฏิบัติการทลาย “คลังแสง…แปดริ้ว” จึงคล้ายกับเหตุการณ์เมื่อปี 2557 เพราะครั้งนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างออกหมายจับบุคคลเกี่ยวข้องจำนวนมาก ไม่ต่างจากครั้งเมื่อปี 2557 ที่มีผู้ถูกออกหมายจับไม่น้อย
ที่สำคัญ คือ “เสธ.หยอย” และ “จักรภพ” โดยเฉพาะ “พล.ท.มนัส” จึงแยกไม่ออกจาก“แดงฮาร์ดคอร์”!!!
ในส่วนของ “เสธ.หยอย” นั้น เมื่อปี 2557 ถูกศาลทหารออกหมายจับในข้อกล่าวหาร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะในราชการสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งการออกหมายจับครั้งนั้นถือว่าน่าสนใจ เพราะ“เสธ.หยอย” ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะนอกจากเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่แล้ว
ใครๆก็รู้ว่าเขาคือนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 (ตท.10) รุ่นเดียวกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และมีความสัมพันธ์ในระดับพิเศษ ถือเป็น “แขนและขา” ที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ
ที่ผ่านมาเขาผู้นี้มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวและปฏิบัติการในทาง “ลับ” จนมีอีกฉายาหนึ่งว่า “กุนซือผมขาว”
ก่อนที่ “พล.ท.มนัส” จะถูกศาลทหารออกหมายจับ คสช. เคยมีคำสั่งให้ พล.ท.มนัส ไปรายงานตัวเมื่อวันที่ 23 พ.ค.2557 และได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 28 พ.ค.2557 ซึ่งถือเป็นคนแรกๆที่“คสช.” มีคำสั่งให้ไปรายงานตัว
นอกจากนี้ หากย้อนหลังกลับไปในยุคที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ได้มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อควบคุมการชุมนุมของ “คนเสื้อแดง” ซึ่งนำไปสู่การ “เผาบ้านเผาเมือง” ในปี 2553 ทาง “พล.ท.มนัส” ก็เคยถูก ศอฉ. กล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ “กองกำลังชุดดำ” ของคนเสื้อแดงมาแล้ว
เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้นำไปสู่การทำให้ “พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม” ต้องเสียชีวิต และนายทหารอีกหลายนายได้รับบาดเจ็บล้มตาย
แต่ “เสธ.หยอย” ปฏิเสธ…
“ผมไม่ได้เป็นคนฝึกกองกำลังคนเสื้อแดง แต่ทาง ศอฉ. เคยกล่าวหาผมว่าผมจะทำหน้าที่แทน เสธ.แดง ตอนที่เขาถูกยิงตายไปแล้ว ผมไม่เกี่ยว คนเสื้อแดงเขาฝึกกันเอง มีการบอกต่อๆกันมาว่าจะต้องทำยังไง ในเน็ตหาอ่านได้ ต้องเอาเหล็กเสียบตีนตะขาบรถถัง น้ำมันเครื่องราดจุดไฟเผา ผมไม่ต้องสอนหรอก”
ครั้งนั้น ภายหลังศาลทหารออกหมายจับ พล.ท.มนัส ได้มีผู้คนออกมาแสดงความคิดเห็นกันมากมาย
หนึ่ง…จะสามารถจับกุม พล.ท.มนัส มาลงโทษจริงได้หรือไม่
สอง…นอกจาก พล.ท.มนัส จะสามารถสืบสาวราวเรื่องไปถึง “นายใหญ่” ได้หรือไม่
ไม่ต่างจากการออกหมายจับในครั้งนี้ก็เช่นกัน…
เพราะตัวละครที่ถูกปล่อยออกมาล้วนแล้วแต่เป็น ”คนเก่า” ที่ถูกขุดขึ้นมา ”เล่าใหม่”
เพียงแต่ยังไม่รู้ว่า บทสรุปสุดท้ายจะจบลงอย่างไรเท่านั้นเอง
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์