ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/307412

พลิกผืนนาสู่‘ฟาร์มหนู’…ออเดอร์ไม่ขาด โกยรายได้ไม่หยุด
ชาวนากาฬสินธุ์พลิกวิกฤติเป็นโอกาส เปลี่ยนจากทำนา หันมาสร้าง‘ฟาร์มหนูนา’ลงทุนน้อย แต่ให้ผลคุ้มค่าเกินคาด โกยรายได้เดือนละ 5 หมื่นบาท
6 ธ.ค.60 วันที่ 6 ธ.ค.60 หลังสิ้นสุดฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ชาวนาใน จ.กาฬสินธุ์ ส่วนใหญ่อาจกำลังเตรียมพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรัง และพืชฤดูแล้งอื่นๆ แต่ที่ “บ้านเหล่า” หมู่ 5 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ชาวนารายหนึ่งกลับ “คิดต่าง” ออกไป โดยเขาได้แบ่งพื้นที่ที่เคยทำนาเป็น “ฟาร์มเลี้ยงหนูนา” ปลูกผักสวนครัว และมันสำปะหลัง เพื่อเป็นอาหารเสริมสำหรับ “ขุนหนูนา”
นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 94 หมู่ 5 บ้านเหล่า ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งแปลงผืนนาบางส่วนเป็น “ฟาร์มหนูนา” กล่าวว่า เดิมตนประกอบอาชีพทำนา ซึ่งทำทั้งนาปีและนาปรัง เพราะอยู่ในเขตพื้นที่ใช้น้ำชลประทาน “เขื่อนลำปาว” ผลผลิตแบ่งขาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือน
ทว่า…เมื่อปีที่แล้วเห็นว่าราคาจำหน่ายข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษ เพื่อปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็น “อาหารเสริม” ให้หนูนา และสำหรับสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา 2 งาน
“เนื่องจากหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคอีสาน ซึ่งมักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย” นายชาญชัย กล่าว
นายชาญชัย กล่าวอีกว่า เมื่อเนื้อหนูนาเป็นที่นิยมบริโภคของคนอีสาน แต่นับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาตนจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ “ภูมิปัญญา” ใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80-100 บาท หรือหากจับได้ตัวเล็กก็นำมา “ขุนให้โต” ก่อนจำหน่าย
ทั้งนี้ ได้ทำคอกที่เทพื้นด้วยคอนกรีตและก่อด้วยอิฐ มุงด้วยตาข่ายและสังกะสี วางท่อซีเมนต์และวีพีซี ให้เป็นรัง และที่หลบซ่อนตัว ป้องกัน “ขุดรูหนี” และ “หลบภัย” จากศัตรู เช่น แมว สุนัข เหยี่ยว และงู เข้ามารบกวน ขุนด้วยอาหารหมู และเสริมด้วยข้าวเปลือก ข้าวโพด หญ้า หัวมันสำปะหลัง ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าใกล้ไกลมาสั่งซื้อไปบริโภคและจำหน่าย โดยเฉพาะในฤดูแล้งจะขายดีมาก จนไม่เพียงพอที่จะส่งขายให้ลูกค้า
นายชาญชัย กล่าวด้วยว่า เมื่อเห็นทิศทางว่าการเลี้ยงหนูนาจะไปได้ดี และมีแนวโน้มที่ตลาดต้องการมากขึ้น เมื่อต้นปีนี้จึงเกิด “ไอเดีย” ว่าน่าจะเพาะพันธุ์หนูนาขาย จึงขยายโรงเรือนเป็น “ฟาร์มเลี้ยงหนูนา” ลงทุน 3 หมื่นบาท เพื่อทำ “คอกหนูรุ่น” เพิ่มเติม และซื้อท่อซีเมนต์ประมาณ 80 ท่อ แบ่งออกเป็นคอกผสมพันธุ์ คอกอนุบาล คอกหนูรุ่น คอกตัวผู้ และคอกตัวเมีย มีการจัดการบริหารอย่างเป็นระบบ
ขั้นตอน…เริ่มจากนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์อายุ 4 เดือนมาขังในคอกเดียวกันคอกละ 1 คู่ ใช้เวลาประมาณ 15 วัน ผสมพันธุ์เสร็จ จากนั้นแยกพ่อพันธุ์ออกมาขังรวมในคอกที่แยกสำหรับพ่อพันธุ์ เมื่อแยกพ่อพันธุ์ออกมาจากแม่พันธุ์แล้ว ประมาณ 24-28 วัน แม่พันธุ์จะตกลูกออกมาครอกละ 6-12 ตัว อีก 20 วัน ลูกหนูนาก็จะ “หย่านม” ก็แยกลูกหนูรุ่นออกมาขุนในคอกซีเมนต์ขนาด 5 x 7 เมตร ขณะที่แม่พันธุ์ก็พร้อมที่จะจับคู่กับพ่อพันธุ์เพื่อผสมพันธุ์อีก ทำวนไปอย่างนี้เรื่อยๆ
แม่พันธุ์ตัวหนึ่งๆ จะให้ลูกปีละประมาณ 4 รุ่น ซึ่งที่ฟาร์มนี้จะทำการขุนหนูนาเพื่อจำหน่ายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เท่านั้น จะไม่ขายหนูเนื้อเหมือนปีแรก เพราะจะเป็นการขายแล้วหมดไป เสียเวลาเพาะพันธุ์ สู้ขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไม่ได้ ที่จะเป็นการ “เพิ่มมูลค่า” และเพิ่มประชากรหนูนาได้หลายเท่าทวีคูณ ในราคาคู่ละ 500 บาท อย่างไรก็ตาม หากชาวบ้านหาหนูนามาขายให้ ก็จะรับซื้อเพิ่มเพื่อนำมาขุนต่อ โดยจะซื้อให้คู่ละ 100 บาท
นายชาญชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจการเพาะเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่ายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ซึ่งใช้ต้นทุนต่ำแต่จำหน่ายผลผลิตตลอดปี กำลังไปได้ดีเกินคาด ได้รับความสนใจจากลูกค้าทุกจังหวัดทั่วภาคอีสาน และบางจังหวัดในแถบภาคกลาง เช่น สระบุรี ลพบุรี และราชบุรี ซึ่งมีทั้งเดินทางมาติดต่อซื้อด้วยตนเองและโทรศัพท์มาสอบถามก็มาก เพราะกลุ่มผู้นิยม “เปิบหนูนา” ก็กลุ่มใหญ่ แต่หาจับตามธรรมชาติได้ยากมากขึ้น หากหาซื้อตามฟาร์มจะสะดวกกว่า และให้รสชาติไม่แตกต่างกับหนูนาตามธรรมชาติ เพราะจะเพิ่มความมันของเนื้อหนูนาด้วยอาหารหมูและหัวมันสำปะหลัง
นอกจากนี้ จากการบริหารจัดการในฟาร์มอย่างดี อาหารที่ใช้เลี้ยงหนูสะอาด สามารถ “การันตี” ว่าไม่มีพยาธิ ไม่มีโรคติดต่อ จึงมีนักเปิบหนูนา รวมทั้งผู้ที่ต้องการทำฟาร์มเลี้ยงหนูนา และกลุ่มวิสาหกิจฯ ติดต่อซื้ออย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาอย่างจริงจังประมาณ 1 ปี ทำให้มีรายได้จากการจำหน่ายหนูนาเดือนละไม่น้อยกว่า 5 หมื่นบาท
นายชาญชัย ระบุว่า การทำฟาร์มเลี้ยงหนูนา เพื่อขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ จึงเป็นการ “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส” จากการที่เคยทำนาปลูกข้าวได้เป็นอย่างดี เพราะทำง่าย ลงทุนต่ำ มีรายได้ที่สูงขึ้น ทำคนเดียวได้ แทบจะไม่ต้องใช้แรงงานเลย ทุกวันนี้ก็ช่วยกันทำกับภรรยา 2 คน เพียงหาเก็บผัก หัวมันสำปะหลัง และให้อาหารเท่านั้นก็จบในแต่ละวัน
อย่างไรก็ตาม หากเพาะพันธุ์หนูนาได้ทันความต้องการของลูกค้า สามารถพูดได้เลยว่าจะมีรายได้มากกว่านี้ หรือไม่น้อยกว่าเดือนละแสนบาททีเดียว ซึ่งก็จะพยายามปรับปรุงเทคนิคการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น และเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจ นอกจากนี้ยังยินดีให้คำปรึกษากับผู้ที่จะทำฟาร์มเลี้ยงหนูนา…
ฟรี!!!
