ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/307655

สมบัติใต้ลำคลอง…‘หินสวย หินสี’พลิกชีวิตชาวเบตง
ชาวบ้านในเบตง พลิกวิกฤติหลังน้ำท่วมหา “หินสี-หินสวย” สร้างรายได้งาม
7 ธ.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ยะลา ว่า จากสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องในช่วงนี้ ส่งผลให้ในพื้นที่ ต.ยะรม อ.เบตง จ.ยะลา ตลอดแนวลำคลองเบตงถูกน้ำทะลักเข้าท่วมเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะชาวบ้าน ต.ยะรม หมู่ 3 , 4 , 5 และ 8 อ.เบตง
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวไม่ยอมแพ้ต่อดินฟ้าอากาศ แต่ในทางกลับกันยัง “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส” ด้วยการออกเดินตามทางน้ำของ “คลองเบตง” พร้อมขุดลอกคลองเพื่อเปิดทางเดินน้ำ และหา “หินสี” สร้างรายได้ช่วงฝนตกวันละ 600-1,000 บาท

นายอาลี อิตำ อายุ 52 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 ต.ยะรม อ.เบตง หนึ่งในกลุ่มชาวบ้านที่ออกหา “หินสี หินสวย” เปิดเผยว่า ถึงแม้สถานการณ์ฝนยังคงตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่ แต่ชาวบ้านก็พลิกวิกฤตเป็นโอกาสในช่วงฝนตก โดยต่างพาลูกหลานออกหาขุดหินสี ซึ่งช่วงฝนตกหนักทางชลประทานมาขุดลอกคลองเบตง เพื่อเปิดทางเดินน้ำ ทำให้มีการขุดดินใต้คลองเบตงขึ้นมาพร้อมกับหินสีต่างๆ โดยในแต่ละวันชาวบ้านที่ไม่ได้ประกอบอาชีพกรีดยางพาราในช่วงฝนตก ก็จะออกหาหินสีกันจำนวนมาก และเมื่อนำหินไปเจียรขึ้นรูปทรงต่างๆสามารถสร้างรายได้วันละ 600-1,000 บาท
นายอาลี เล่าว่า ผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าให้ฟังว่าในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นแหล่งแร่ที่สำคัญ โดยมีการทำเหมืองแร่ โดยเริ่มจากเหมืองหาบมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้หันไปทำเหมืองแร่ชนิดอื่นๆ เช่น เหมืองสูบ เหมืองแล่นและเหมืองฉีด โดยมีที่ตั้งกระจายตัวอยู่ในเขตอำเภอต่างๆของ จ.ยะลา เช่น อ.บันนังสตา อ.ธารโต และ อ.เบตง ตนจึงเชื่อว่าใต้ดินคลองเบตงน่าจะมีหินชนิดต่างๆ รวมทั้งแร่ด้วย

อีกทั้งมีชาวบ้านชายมลายูมุสลิม เป็นชาว อ.ยะหา จ.ยะลา บอกว่า หินใต้ดินคลองเบตง มีความสวยงาม สามารถนำมาทำเป็นหัวแหวนได้ จึงได้ลองขุดหินขึ้นมา หลังจากนั้นก็นำหินดังกล่าวมาร่อนกับน้ำ เพื่อทำการคัดเลือกหินและสี ซึ่งการขุดหาหินจะพบหินทั่วไปหากไม่นำไปร่อนกับน้ำ ก็จะดูไม่ออกว่าภายในตัวหินจะมีสีสันต่างกันไป ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านและวัยรุ่นในพื้นที่ต่างออกหาหินตามริมคลองเบตงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน โดยไม่ต้องไปทำงานในประเทศมาเลเซีย
นายอาลี กล่าวด้วยว่า ปกติในช่วงฝนตกชาวบ้านจะไม่ได้ทำมาหากินอะไร เพราะชาวบ้านในพื้นที่ ส่วนใหญ่จะมีอาชีพกรีดยางพารา สร้างความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพเป็นอย่างมาก แต่หลังจากที่ชาวบ้านได้นำหินสีมาเจียรขึ้นรูปทรง ก็ปรากฏว่า “เหลี่ยม” ของหินสี ไม่ต่างจาก “อัญมณี-พลอย” เลย มีเพียงแค่สีของหินที่เป็นสีดำและสีอื่นๆ ส่วนพลอยจะใสเท่านั้นเอง อย่างอื่นเหมือนกันหมด

หลังจากเจียรเป็นที่เรียบร้อยขึ้นเป็นรูปพรรณต่างๆ และได้นำออกมาวางจำหน่ายเป็นของประดับให้กับนักท่องเที่ยวชายมลายูมุสลิมไทย และมาเลเซีย ที่เดินทางมาท่องเที่ยวใน อ.เบตง และเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวชายมลายูมุสลิมมาก ซึ่งภายหลังมีพ่อค้าแหวนมาหาซื้อหินสี ถึงในหมู่บ้าน เพื่อนำไปประกอบเป็นแหวน มีการสลักลวดลายแนวมลายูที่สวยงาม แฝงวัฒนธรรมมลายูในลวดลาย ผสมผสานกับหัวแหวนหินสีต่างๆ ทำให้แหวนหินสีขึ้นรูปเป็นตัวเรือนแหวนมีราคาตั้งแต่ 2,500-30,000 บาท
เมื่ออยู่บนเรียวนิ้วของชายมลายูมุสลิม จะทอประกายแวววาว ตัดกับลวดลายแปลกตาบนตัวเรือนสีเงินบนนิ้วนางข้างซ้าย มันกลมกลืนเข้ากันอย่างเหมาะเจาะกับเสื้อเชิ้ตลาย “บาติก” ทรงสากลนิยม และ “หมวกซอเก๊าะ” หรือแม้กระทั่งชุดโต๊บยาวของผู้นำศาสนา โดยชายมลายูมุสลิมชื่นชอบมาก

นายอาลี กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้เด็กๆในหมู่บ้านมีอาชีพเสริม รวมทั้งคนที่มีครอบครัว ก็มีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถนำมาจุนเจือครอบครัวได้ในช่วงฝนตก อีกทั้งราคายางพาราที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะปรับขึ้นถึง 100 บาทได้
“ก็อยากฝากหน่วยงานรัฐเข้ามาส่งเสริมอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ให้กับคนในหมู่บ้าน เพื่อที่จะมีการรวมกลุ่มกันในการผลิตและจำหน่ายหินสี ที่มีตลาดรองรับ โดยเฉพาะชาวมลายูมาเลเซีย ที่นิยมซื้อไปเป็นเครื่องประดับ รวมทั้งชายไทยมลายู ก็นิยมเช่นกัน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้ในยุคนี้” นายอาลี กล่าวทิ้งท้าย

