ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/307086

แพทย์เผย‘ขนส่ง-ตำรวจ’จ่อห้ามผู้ป่วย4โรคขับรถ
4 ธ.ค.60 จากกรณีที่นายอัครเดช อุดมรัตน์ อายุ 44 ปี ขับรถกระบะยี่ห้ออีซุซุ รุ่นดีแม็ก สีดำ ทะเบียน ผค 43 ชลบุรี ไปเกิดอุบัติเหตุพุ่งชนจักรยานยนต์หลายคันจนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอีก 15 ราย บนถนนเส้นพัทยาใต้ บริเวณหน้าตึกคอมพัทยา ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อเช้าวันที่ 4 ธ.ค. 2560 โดยที่ผลตรวจเบื้องต้นพบว่านายอัครเดช ไม่ได้ดื่มสุราก่อนขับรถเนื่องจากไม่พบแอลกอฮอล์ในเลือด แต่ผู้ก่อเหตุรับสารภาพว่าสาเหตุมาจากตนมีอาการโรคลมชัก ก่อนหน้านี้เคยเข้ารับการรักษาที่ รพ.กรุงเทพพัทยา นอกจากนี้ยังยอมรับว่าเคยใช้สารเสพติดมาก่อนนั้น
ในวันเดียวกัน นพ.อุดม ภู่วโรดม ผอ.สถาบันประสาทวิทยา อธิบายถึงโรคลมชัก ว่า โรคลมชัก เป็นความผิดปกติทางสมอง ซึ่งมีตั้งแต่สมองอาจมีก้อนเนื้อ หรือสมองได้รับบาดเจ็บ หลอดเลือดสมองผิดปกติ ผู้ป่วยสามารถแสดงอาการชักได้โดยไม่มีสัญญาณล่วงหน้า และไม่มีระยะเวลาเรื่องอายุในการสิ้นสุดพฤติกรรมการเกิดลมชัก สามารถเป็นได้ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ
“อันตรายของโรคลมชัก สามารถเกิดได้ทั้งกับตนเองและคนรอบข้าง โดยอาการชักจะเกิดขึ้นเพียงแค่ 2-5 นาที แต่ในช่วงเวลานี้จะเกิดอันตรายมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม หากมีอาการชักตามลำพัง จะทำให้เกิดอันตรายแก่ตัวเอง เช่น ล้มหัวฟาดพิ้นได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนรอบข้างอาจได้รับผลกระทบ หากผู้ที่มีอาการกำลังขับขี่ยานพาหนะอยู่ ก็อาจได้รับอันตรายได้” นพ.อุดม กล่าว
ผอ.สถาบันประสาทวิทยา อธิบายต่อไปว่า โรคลมชัก ถือว่า เป็นโรคที่ต้องรับประทานยากันชักต่อเนื่อง และห้ามขับขี่ยานพาหนะจนกว่าจะไม่แสดงอาการตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นไป สำหรับการช่วยผู้ที่เกิดอาการชัก ไม่ควรทำการ งัด ง้าง ถาง กด ผู้ป่วยเด็ดขาด ควรจับให้นอนท่าตะแคง และช่วยเหลืออยู่ห่างๆ เพื่อไม่ให้ศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนจากสิ่งของ ส่วนจะรู้หรือไม่ว่า คนขับขี่ที่ก่อเหตุที่พัทยาป่วยเป็นโรคลมชักหรือไม่ สามารถหาหลักฐานได้ทางการแพทย์ เนื่องจากผู้ป่วยโรคลมชักต้องมีประวัติการรักษา
ขณะที่ นพ.ดิเรก ขำแป้น ผอ.สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โดยปกติแล้วมีอาการ 9 อย่าง ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้หากขับขี่ยานพาหนะ ประกอบด้วย 1.โรคทางสายตา คนที่มีปัญหาอาจทำให้การมองเห็นเป็นไปอย่างลำบาก 2.อาการทางสมอง บางคนอาจเป็นไม่มาก แต่หากมีการหลงลืมเส้นทาง ก็อาจได้รับอันตราย และอาจมีผลต่อการตัดสินใจ เนื่องจากไม่มีสมาธิ
3.โรคหลอดเลือดสมอง มีปัญหาต่อกำลังแขนขาทำให้อ่อนแรง 4.โรคพาร์กินสัน การสั่นตลอดเวลา มีผลการขับขี่ 5.ลมชัก หากเกิดอาการจะควบคุมร่างกายไม่ได้ ทำให้สูญเสียการควบคุมรถยนต์ 6.โรคไขข้อเสื่อม มีผลทำให้นั่งรถนานไม่ได้ 7. โรคหัวใจ ทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอก หากเกิดความเครียดจากการขับรถก็ส่งผลเกิดอันตรายได้ เช่น หมดสติ 8. เบาหวานชนิดที่ต้องฉีดอินซูลิน เพราะง่ายต่อการหมดสติ หากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ 9.การรับประทานยาบางชนิด ที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม
นอกจากนี้ นพ.ดิเรก ยังเปิดเผยว่า ขณะนี้กรมการขนส่งทางบกและตำรวจ เตรียมยกร่าง การจัดทำใบอนุญาตขับขี่ใหม่ ในผู้ใช้รถใช้ถนนใหม่ โดย 4 โรคที่อาจไม่ได้รับอนุญาตให้ขับขี่ยานพาหนะ ประกอบด้วย โรคลมชัก , การผ่าตัดสมอง, โรคหัวใจและโรคเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลิน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน เพราะได้รับอันตรายกับตัวเองจากโรค ทั้งการหมดสติ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือ อาจก่ออันตรายกับผู้อื่น
“ในการขับขี่จำต้องใช้ประสาทสัมผัสหลายอย่าง ทั้งสติ กำลังแขนขา การตัดสินใจ หากร่างกายไม่พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้รับอันตรายได้” นพ.ดิเรก ระบุ