ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/307179

‘GDPโต’แต่‘เศรษฐกิจไม่ดี’ คิดไปเอง..หรือรัฐบาลหลงทาง?
” นิยาม “เศรษฐกิจนอกระบบ” โดย องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หมายถึงกิจการที่แม้ไม่ผิดกฎหมายแต่ก็ไม่อยู่ในระบบภาษีส่วน องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) หมายถึงกิจการที่แรงงานไม่มีสวัสดิการคุ้มครอง (จากเอกสาร “เศรษฐกิจนอกระบบ: อะไร อย่างไร ทำไม” โดย ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ขณะที่ กรมสรรพากร ระบุว่า ในปี 2558 มีผู้ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งสิ้น 10,698,542 คน ชี้ให้เห็นว่า คนไทยอยู่ในภาคเศรษฐกิจนอกระบบเสียเป็นส่วนใหญ่ “
“เศรษฐกิจ-ปากท้อง” ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ “แตะทีไรก็เจ็บ” สำหรับรัฐบาลโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันมี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควบทั้งตำแหน่งหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี เห็นได้จาก “สารพัดโพลล์” ไม่ว่าสำนักใดๆ ในรอบ 3 ปีเศษที่ผ่านมา แม้เรื่องอื่นๆ ส่วนใหญ่ “นายกฯ ลุงตู่” จะสอบผ่าน เว้นก็แต่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้นที่ประชาชนต่าง “ส่ายหัว” โดยเฉพาะบรรดาคนชนชั้นระดับกลาง-ล่าง ลงไปถึงรากหญ้าทั้งหลาย
ดังตัวอย่างไม่นานนี้ ผลสำรวจหัวข้อ “ช็อปช่วยชาติ” ที่จัดทำโดย “นิด้าโพลล์” ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,250 คน ระหว่างวันที่ 20-21 พ.ย. 2560 และมีการให้เปรียบเทียบเศรษฐกิจระหว่างปี 2560 กับปี 2559 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 28.40 ระบุว่า เศรษฐกิจในปี 2560 ไม่ได้ดีกว่าเดิมเลยรองลงมา ร้อยละ 24.96 มองว่าค่อนข้างดีขึ้นกว่าเดิม อันดับ 3 แย่กว่าเดิมร้อยละ 19.68 อันดับ 4 ไม่ค่อยดีขึ้น ร้อยละ 19.36 อันดับ 5 ไม่ต่างจากเดิม ร้อยละ 4.32 และอันดับ 6 ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ร้อยละ 1.76
ถึงกระนั้น การจะบอกว่ารัฐบาล คสช.ไม่พยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจเลยก็คงไม่ใช่ ในทางกลับกันมีการออกสารพัดมาตรการมาเสียด้วย อาทิ เร่งโครงการ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” เพื่อหวังเม็ดเงินลงทุนจากต่างแดน หรือนโยบาย “ช็อปช่วยชาติ” กระตุ้นกำลังซื้อด้วยการลดหย่อนภาษี รวมถึงการ “เรียกคนจนมารายงานตัว” จนได้ยอดจำนวน 11 ล้านคน เพื่อแจก “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ใส่เงินช่วยค่าครองชีพบางส่วนเข้าไป และยังอาจมีโครงการอื่นๆ ในอนาคต เช่น “ซิมคนจน” แจกซิมอินเตอร์เนตพร้อมมือถือสมาร์ทโฟน เพื่อเพิ่มโอกาสค้นหาความรู้บนโลกออนไลน์
คำถามคือ..ในขณะที่มุมหนึ่ง รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในฐานะ “กุนซือเอกด้านเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล คสช. กล้าประกาศในงานสัมมนา “ไทยแลนด์ 2018 จุดเปลี่ยนและความท้าทาย”อย่างมั่นใจว่า “รัฐบาลตั้งเป้าหมายจะแก้ปัญหาคนจนให้หายจนให้ได้ภายในปี 2561” พร้อมๆ กับการพยากรณ์ของ “สภาพัฒน์” สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่บอกว่า “ปี 2561 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศจะโตราว 4 เปอร์เซ็นต์” แต่อีกมุมหนึ่ง เหตุใด “คนเดินดินหาเช้ากินค่ำ” จึงไม่รู้สึกเช่นเดียวกันกับรัฐบาล?
หรือแท้จริงแล้ว “ทีมเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล คสช. กำลัง “หลงทาง” ดังการตั้งข้อสังเกตของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาลพรรค
เพื่อไทย (พท.) ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เขียนบทความ “เศรษฐกิจรัฐบาล คสช. : 3 ปีแห่ง 1 ‘มุ่ง’ กับ 2 ‘ไม่’ ซึ่งเป็นอันตรายต่อประเทศ!” ลงในเฟซบุ๊คส่วนตัว “Thirachai Phuvanatnaranubala” โดยความตอนหนึ่งอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นว่า
เศรษฐกิจไทยเดิมทีก็มี “ปัญหาเชิง โครงสร้าง” อยู่แล้ว กล่าวคือ “GDP นั้นประกอบด้วยกิจกรรมระหว่างบุคคลเป็นห่วงเส้นด้ายเล็กๆนับล้านๆ ห่วงโซ่ในแต่ละวัน” ถักทอเป็นผ้าผืนใหญ่คือเศรษฐกิจของประเทศ “แต่เมื่อรวมกันเป็น GDP ของประเทศแล้ว จะพบว่าสัดส่วนรายได้กระจายลงไปห่วงด้ายคนระดับล่างน้อยกว่าระดับบน” เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีปัญหามานานหลายรัฐบาล เพียงแต่ “สมัยก่อนคนจนพออยู่ได้ เพราะ GDP ขยายร้อยละ 5-6 ต่อปี” แต่พอเศรษฐกิจโลกกดดันให้ GDP ไทยหล่นลงมาเหลือร้อยละ 3 ทำให้คนจนอยู่ลำบาก
แล้วสารพัดโครงการที่ออกมา “ช่วยไม่ได้เลยหรือ?” เรื่องนี้อดีตขุนคลัง ธีระชัย ระบุว่า “รัฐบาล คสช. ขาดกลยุทธ์” ที่ทำให้ห่วงเส้นด้ายรากหญ้ากลับมาเชื่อมต่อถึงกัน แต่กลับบริหารตามตำราเศรษฐกิจตะวันตกที่เน้นขับเคลื่อน GDP ด้านบนจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่และนักลงทุนต่างชาติ” จึงไม่มีโครงการที่ขับเคลื่อน GDP ด้านล่าง นอกจากนี้โครงการต่างๆ ที่ออกมาก็เกิดปัญหา เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ไม่ได้เปิดให้พ่อค้าเท้าเปล่าข้างถนนเข้ามาร่วมได้รับประโยชน์ หรือช็อปช่วยชาติก็เป็นเพียงการช่วยคนรายได้สูงประหยัดเงินผ่านการลดหย่อนภาษี
ยังไม่นับนโยบายที่อาจเข้าข่าย “เอื้อคนรวยช่วยนายทุน” เช่นแนวคิด “ประชารัฐ” ที่อาศัยนายทุนระดับชาติเป็นผู้ขับเคลื่อน ซึ่งผู้ขับเคลื่อนย่อมจะต้องการแบ่งผลประโยชน์ หรือการจัดตั้ง “EEC” ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยใช้กลไกพิเศษ “มาตรา 44” เร่งรัดขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้เร็วกว่าปกติ ทั้งที่ยืนยันเสมอมาว่า อุตสาหกรรมใน EEC จะเป็นอุตสาหกรรมปลอดมลพิษ เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐบาลก่อนหน้า คสช. เคยมีนโยบาย “แทรกแซงราคาผลผลิตทางการเกษตร” ทำให้ห่วงโซ่รากหญ้ายังพอไปได้ แต่รัฐบาล คสช. ไม่มี
เรื่องนี้สอดคล้องกับที่ ผศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวในเวทีเสวนาภาควิชาการ “ประชารัฐคืออะไร เพื่อคนไทยหรือเพื่อนายทุน?” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ตั้งข้อสังเกตว่า การนำภาคธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาวบ้าน พร้อมๆ กับการส่งเงินลงไปในนามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คำถามคือ “สุดท้ายแล้วเงินจะไปอยู่ที่ไหน?” และชี้ว่า ภาครัฐควรส่งเสริม “วิสาหกิจชุมชน” ที่เป็นกิจการของชาวบ้านอย่างแท้จริงจะดีกว่าหรือไม่?
หรือจะเป็นการแถลงรายงานทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2561 โดย ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในงานสัมมนาประจำปีคณะเศรษฐศาสตร์ ครั้งที่ 11 “แนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุน ปี 2561 : อนาคตประเทศไทย เปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย” ณ ม.รังสิต (เมืองเอก) จ.ปทุมธานี ว่า แม้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2561 น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 4.1-4.7 และอัตราการส่งออกขยายตัวร้อยละ 6-8 แต่ยังมีลักษณะเป็น “การเติบโตที่กระจุกตัว” ในโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนบน
อาทิ การผลิตสินค้าเพื่อส่งออกของบรรษัทข้ามชาติที่ใช้เทคโนโลยีและทุนเข้มข้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ นอกจากนี้แม้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่จะฟื้นตัว แต่ยังไม่กระจายตัวมาถึง “SMEs” ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ขณะที่ “ภาคเกษตร” ในปี 2561 คาดว่าผลผลิตสำคัญของไทยจะปรับตัวลดลงหลายชนิด ด้วยสาเหตุจากปริมาณผลผลิตในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น
ที่น่าสนใจคือ ความเห็นของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่กล่าวในงานเดียวกัน เพราะแม้ ปชป. จะเป็น “คู่แข่ง” กับ พท. เสมอมา แต่เรื่องปัญหาเศรษฐกิจเวลานี้ อภิสิทธิ์ มีมุมมองคล้ายกับอดีตขุนคลัง ธีระชัย นั่นคือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าในตลาดของชุมชน” ชาวบ้าน
ต้องเดินทางไกลจากบ้านไปซื้อของกับร้านธงฟ้าประชารัฐที่มีจำนวนน้อย กลายเป็นว่า “เม็ดเงินไม่กระจายหมุนเวียน” แต่ไป “ผูกขาด” อยู่ที่ร้านค้าเพียงไม่กี่แห่ง
เช่นเดียวกับปัญหาของภาคเกษตร อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็กล่าวในทางคล้ายกันว่า จริงอยู่ตนย้ำเสมอ “จำนำข้าวเป็นนโยบายที่ไม่เหมาะสม” สมควรยกเลิก แต่ขณะเดียวกัน “การที่ไม่มีนโยบายอื่นๆ มาทดแทน กำลังซื้อของภาคเกษตรจึงหายไป” เช่น ชาวนาเคยมีรายได้จากข้าวเฉลี่ย 1 หมื่นบาทต่อตัน วันนี้เหลือเพียง 5-7 พันบาทต่อตัน หรือชาวสวนยางเคยมีรายได้จากยางพาราเกือบ 100 บาทต่อกิโลกรัม วันนี้เหลือเพียง 30-40 บาทต่อกิโลกรัม
รวมถึงการ “ขจัดทุกอย่างออกจากทางเท้า” ตามนโยบายของ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ยกเลิกจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอยจำนวนมาก อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็มองว่า เรื่องนี้ส่งผลกระทบ 2 ประการ คือ 1.ผู้ขายสูญเสียรายได้ ซึ่งเรื่องนี้ทราบกันดีอยู่แล้ว กับ 2.แหล่งอาหารราคาถูกหายไป ส่งผลกระทบต่อผู้คนที่ทำงานใน กทม. จำนวนมากที่ฝากท้องไว้กับร้านค้าเหล่านี้ ทั้งที่ “การจัดระเบียบสามารถทำได้หลายวิธี” ไม่จำเป็นต้องห้ามขายอย่างเดียวเสมอไป
อนึ่ง..รายงาน “แรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2559” จัดทำโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี 2559 มีคนไทยที่มีงานทำทั้งสิ้น 38,263,172 คนในจำนวนนี้เป็น “แรงงานในระบบ” หรือบรรดามนุษย์เงินเดือนทั้งหน่วยงานรัฐและบริษัทเอกชนต่างๆ เพียง 16,946,421 คน แต่เป็น “แรงงานนอกระบบ”อาทิ ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ผู้ประกอบการร้านค้าเล็กๆ อาชีพอิสระอย่างแท็กซี่-มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เกษตรกร ฯลฯ มากถึง 21,316,750 คน ซึ่งหากยึดข้อมูลนี้ก็อาจไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใด “คนส่วนใหญ่” จึงไม่ “อิน” กับตัวเลข GDP ที่ภาครัฐภูมิใจ และหลายฝ่ายก็เห็นตรงกันว่า
ทีมเศรษฐกิจ คสช. ต้อง “ปรับนโยบาย” เพื่อให้เม็ดเงินลงไปถึง “เศรษฐกิจฐานราก”อย่างแท้จริง!!!