ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/307350

‘Invasive Species’ ภัยร้ายทำลายระบบนิเวศ
“สิ่งมีชีวิตต่างถิ่น” ข้อมูลจาก กลุ่มงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้ ในบทความ “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species)” ระบุว่า หมายถึง ชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยปรากฏในถิ่นใดถิ่นหนึ่งมาก่อน แต่ได้ถูกนำเข้ามาหรือเดินทางเข้ามายึดครองและดำรงชีพอยู่ในอีกถิ่นหนึ่ง ซึ่งอาจอยู่ได้อย่างดีหรือไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัจจัยแวดล้อมและการปรับตัวของชนิดพันธุ์นั้นๆ
และหลายครั้งที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ไปอยู่ในพื้นที่ที่ “ไม่มีกลไกควบคุมตามธรรมชาติ” อาทิ สัตว์นักล่า อย่างในถิ่นกำเนิดดั้งเดิม จึงสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วจน “ยึดครอง” พื้นที่ใหม่นั้น พร้อมๆ กับ “ทำลาย” สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นจนแทบหมดสิ้น ลักษณะนี้เรียกว่า “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน (Invasive Species)” ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก
เหตุการณ์ Invasive species ที่ทำเอาสังคมไทย “แตกตื่น” ครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือน พ.ย.2560 ที่ผ่านมา เมื่อมีรายงานการค้นพบ “สัตว์ปริศนา”รูปร่างเป็นหนอนลำตัวยาวสีดำกำลังกินหอยทากอยู่ณ บ้านหลังหนึ่งใน อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งผู้พบเห็นสังเกตแล้วไม่ทราบว่าเป็นตัวอะไร จึงถ่ายรูปส่งให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบ กระทั่งในเวลาต่อมาสามารถยืนยันได้ว่า สัตว์ดังกล่าวคือ “หนอนตัวแบนนิวกินี (New Guinea Flatworm)” และหลังจากนั้นก็มีรายงานเข้ามาเป็นระยะๆ ว่าพบหนอนชนิดนี้ในอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
เว็บไซต์ siamensis.org ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้สนใจศึกษาประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เผยแพร่บทความ“รายงานการพบหนอนตัวแบนนิวกินีในประเทศไทย” ที่เขียนโดยผู้ก่อตั้งเครือข่ายดังกล่าว ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ นักธุรกิจที่ผันตัวไปเรียนต่อและคว้าปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลาน้ำจืดคนหนึ่งของไทย ระบุว่า หนอนตัวแบนชนิดนี้มีรายงานถูกปล่อยและหลุดออกสู่ธรรมชาตินอกถิ่นอาศัยตามธรรมชาติหลายแห่ง และมีรายงานรุกราน “กินหอยทากท้องถิ่น” จนสูญพันธุ์
ทำให้ “สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN)” จัดให้หนอนตัวแบนนิวกินีเป็น “1 ในร้อยสัตว์รุกรานต่างถิ่นที่น่ากลัวที่สุดของโลก (100 of the World’s Worst Invasive Alien Species)” ทั้งนี้นอกจากประเทศในหมู่เกาะมหาสมุทรแปซิฟิกแล้วหนอนตัวแบนนิวกินียังมีรายงานรุกรานในฝรั่งเศส, รัฐฟลอริดา (Florida) สหรัฐอเมริกา และที่ใกล้ประเทศไทยที่สุดคือสิงคโปร์
นอกจากนี้ หนอนตัวแบนนิวกินี ยังเป็น “พาหะแพร่เชื้อ Angiostrongylus cantonensis หรือพยาธิปอดหนู/พยาธิหอยโข่ง” ซึ่งติดต่อสู่คนได้ โดยพยาธิดังกล่าวมีหนูเป็นพาหะหลัก ไม่สามารถเจริญเติบโตจนครบวงจรในร่างกายคนได้ แต่ตัวอ่อนจะไปอาศัยอยู่ในระบบประสาทส่วนกลางของผู้ติดเชื้อและตายลง ทำให้เกิดการอักเสบในเยื่อหุ้มสมอง โดยผู้ติดเชื้อพยาธิจะมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง เป็นไข้ อาเจียนพุ่ง คอแข็ง ตาพร่ามัวท้องเสีย และปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น แต่ถ้ามีการติดเชื้ออย่างรุนแรงสามารถนำไปสู่อาการเรื้อรังของโรคจนอาจทำให้เสียชีวิตได้
ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา เมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และอาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานแถลงข่าว “หนอนตัวแบนนิวกินี : แนวทางการวิจัยเพื่อให้ความรู้แก่สังคม และเพื่อการควบคุมการระบาด” ณ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ว่า หนอนตัวแบนนิวกินี มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ “Platydamus Manokwari” ถูกค้นพบครั้งแรกที่เมืองManokwari บนเกาะปาปัวตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย ในปี 2506
หนอนตัวแบนนิวกินี เป็นสัตว์ประเภทหนอนตัวแบน (Planaria) ลำตัวยาว 5-7 ซม. กว้าง 0.5 ซม. มีเส้นพาดลำตัวสีขาว หัวแหลม เคลื่อนที่รวดเร็ว และเป็นสัตว์ที่มีนิสัยก้าวร้าว ทั้งนี้มีบางประเทศที่ “จงใจ” นำหนอนดังกล่าวเข้าไปในพื้นที่ของตน เช่น ญี่ปุ่น เนื่องจากเจอการระบาดของ หอยทากแอฟริกา (Giant African Snails) ที่ทหารญี่ปุ่นนำเข้าไปเป็นอาหารในกองทัพ
ทว่าต่อมา หอยทากแอฟริกา กลับแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วพร้อมกัดกินพืชผลทางการเกษตรของชาวญี่ปุ่น จึงหวังว่าหนอนตัวแบนนิวกินีจะ “ช่วยกำจัด” หอยทากแอฟริกาได้ แต่ผลที่ได้นั้นก็ไม่ต่างกัน หนอนตัวแบนนิวกินีแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วพร้อมกับกินหนอนและหอยทากพื้นถิ่นบนเกาะญี่ปุ่นเป็นอาหารไปด้วย ทำให้สถานการณ์ที่ไม่ดีอยู่แล้วยิ่งเลวร้ายลงไปกว่าเดิม
“ทีมงานผมไปเก็บตัวอย่างที่ จ.ปทุมธานี เขาบอกว่าถ้าอยากได้เยอะๆ ต้องมาตอนกลางคืนเพราะมันจะออกมา ถ้ามีฝนหรือชื้นหน่อยๆ นี่ก็ออกมา ที่เห็นคือถ้าหอยมันเดินอยู่ หนอนจะไม่จู่โจมเท่าไร คือหนอนตัวแบนเวลาจะกินเหยื่อ มันจะมีท้องที่ปล่อยน้ำย่อยออกมาภายนอก เมื่อหอยหดตัวเข้าไปมันก็จะรุมกันปล่อยน้ำย่อย พอหอยตายมันก็จะมีท่อออกมาดูดเข้าไป ผมเลยเรียกมันว่าหนอนหมู่ หนอนหัวค้อน (Hammerhead Worms ที่เป็นสัตว์ท้องถิ่นก็กินหอยกินไส้เดือนเหมือนกัน แต่ก้าวร้าวน้อยกว่า” อาจารย์สมศักดิ์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม อาจารย์สมศักดิ์ กล่าวว่า “อย่าเพิ่งตื่นตระหนก” เพราะเบื้องต้นยังไม่มีรายงานว่าหนอนตัวแบนนิวกินีส่งผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรของไทย เพียงแต่ที่กลัวกันเพราะ “การสับมันให้เป็นชิ้นๆ นอกจากจะไม่สามารถฆ่ามันได้แล้ว ยังกลายเป็นการแบ่งตัวให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นได้ด้วย” ดังนั้นหนอนชนิดนี้อาจจะติดไปกับผักแล้วเผลอบริโภคเข้าไป ส่วนเรื่องที่ว่าจะเป็นพาหะนำโรคภัยไข้เจ็บอะไรหรือไม่? ยังต้องทำการศึกษากันต่อไป
“แนวทางการปฏิบัติคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง จริงๆ การจะได้สัมผัสโดยตรงมันก็ยากถ้าไม่ไปลงพื้นที่กันตอนมืดๆ สิ่งที่แนะนำคือให้ใช้เกลือโรยหรือใช้น้ำร้อนราด ห้ามสับหรือทุบ แต่เอาเกลือโรยก็ต้องระวังอีก เพราะหอยทากก็ไม่ถูกกับเกลือเช่นกัน โดนเกลือก็ตายได้” อาจารย์สมศักดิ์ ฝากทิ้งท้าย
อนึ่ง…ในประเทศไทยไม่ได้มีปัญหา Invasive Species แต่เพียงกรณีหนอนตัวแบนนิวกินีเท่านั้นก่อนหน้านี้ยังมีหลากหลายกรณีเกิดขึ้น และบางกรณียังส่งผลกระทบอยู่ในปัจจุบัน เช่น “ผักตบชวา” ที่มีผู้นำเข้าจากอินโดนีเซียมายังประเทศไทย (สยาม) ในสมัยรัชกาลที่ 5แต่ต่อมาเกิดน้ำท่วมและผักตบชวาได้หลุดออกไปสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนกีดขวางเส้นทางสัญจรทางเรือ ปัญหาดังกล่าวรุนแรงถึงขั้นต้องมีการออก พ.ร.บ.สำหรับกำจัดผักตบชวา พ.ศ.2456ในสมัยรัชกาลที่ 6 มาเพื่อจัดการเป็นการเฉพาะ
หรือ “ปลาเทศบาล-ปลาดูดกระจก” ที่บ้านเกิดของมันอยู่ในตอนกลางและตอนใต้ของทวีปอเมริกา แต่มีผู้นำไปขยายพันธุ์ในพื้นที่อื่นๆ รวมถึงนำเข้ามาในประเทศไทย ด้วยหวังจะให้ “ดูดคราบตะไคร่ในกระจกตู้ปลา” เป็นการทำความสะอาดตู้ปลาไปในตัว แต่กลายเป็นว่ามันไล่ดูดเมือกปลาชนิดอื่นๆ ในตู้จนตายหมด ทำให้ต่อมามีการนำไปปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ทว่าปลาชนิดนี้“ทนต่อสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย” อย่างเหลือเชื่อ แม้กระทั่งพื้นที่น้ำเน่าเสียก็ยังมีรายงานว่ามันสามารถอยู่รอดได้จึงกลายเป็นปัญหาต่อระบบนิเวศของไทยจนทุกวันนี้
ทั้งนี้การเกิดขึ้นของ Alien Species หรือ Invasive Species นั้นอาจเป็นไปโดยไม่ตั้งใจ เช่น ติดมากับกองสินค้าจากต่างแดน หรือจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะจะเอาสัตว์ชนิดหนึ่งไปกำจัดสัตว์อีกชนิดหนึ่ง รวมถึงโดยตั้งใจ เช่น ผู้นิยมเลี้ยงสัตว์แปลกๆ ที่วันดีคืนดีอาจจะเบื่อหรือเลี้ยงไม่ไหว ก็แก้ปัญหาแบบมักง่ายด้วยการนำไปปล่อยในพื้นที่ธรรมชาติ
สังคมไทย “ตระหนักรู้” เรื่องนี้แค่ไหน?!!!