ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/307956

สกู๊ปแนวหน้า : ‘แผนแม่บทบริหารน้ำ’พัทลุง ถอดบทเรียนอุทกภัย‘ฝนพันปี’
ประเทศไทยนั้นเป็นดินแดนที่ทรัพยากรน้ำค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ไม่ค่อยประสบปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรงบ่อยครั้งนัก แต่ในทางตรงกันข้าม “อุทกภัย” เป็นปัญหาที่คนไทยพบเจอกันเป็นปกติ นับตั้งแต่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนช่วงกลางปี ก็จะเป็นห้วงเวลา “น้ำท่วม” ในหลายพื้นที่ของภาคกลาง จากนั้นเมื่อล่วงเข้าสู่ปลายปี ก็เป็นคิวของภาคใต้ที่ฝนจะตกหนักตามด้วยน้ำท่วมในหลายจังหวัด มากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณฝน ภูมิประเทศ และการบริหารจัดการ
แม้คนไทยจะเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ แต่ในบางปีฝนที่ตกหนักก็ทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น ดังที่เกิดกับภาคใต้เมื่อช่วงวันที่ 31 ธ.ค. 2559-8 ม.ค. 2560 ถือเป็นการเผชิญกับภัยพิบัติน้ำท่วมข้ามปีของพื้นที่ 12 จังหวัดภาคใต้ครั้งที่รุนแรงและหนักที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สร้างความเสียหายอย่างหนักไปทั่วทุกพื้นที่ บ้านเรือนจำนวนมากต้องจมบาดาล แม้แต่เส้นทางคมนาคมขนส่งสายหลักสู่ภาคใต้ทั้งหมดถูกตัดขาดทุกเส้นทาง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจนับหมื่นล้านบาท
รายงานการตรวจสอบหลังเหตุการณ์คลี่คลาย มีผู้ให้นิยามเหตุน้ำท่วมภาคใต้ครั้งดังกล่าวว่า “ฝนพันปี” เพราะในช่วงที่เกิดเหตุเพียง 10 วัน มีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 1,900 มิลลิเมตร เป็นปริมาณฝนสะสมที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณฝนสะสมโดยปกติของพื้นที่ภาคใต้ตลอดทั้งปี ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 1,800-2,000 มิลลิเมตรต่อปี นี่จึงไม่ใช่เป็นปรากฏการณ์ปกติ
โดยเฉพาะ พัทลุง เป็นจังหวัดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้มากเป็นพิเศษ ซึ่ง ดร.อนิศรา เพ็ญสุข ติ๊บแก้ว อาจารย์จากคณะเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง กล่าวว่า ปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักมากกว่าปกติจนทำให้ความสามารถในการรองรับน้ำของ 7 ลุ่มน้ำในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ไม่สามารถเก็บกักน้ำในปริมาณที่มากขนาดนั้นไว้ได้ บวกกับลักษณะภูมิประเทศของพัทลุงฝั่งตะวันตกที่เป็นเทือกเขา พื้นที่ค่อนข้างสูงขณะที่ฝั่งตะวันออกเป็นพื้นที่ราบลุ่ม
เมื่อเกิดฝนตกมวลน้ำป่าจากภูเขาจะไหลบ่ามาทางฝั่งตะวันออกเพื่อลงสู่ทะเลสาบสงขลาซึ่งใช้เป็นเส้นทางเดียวในการผันน้ำออกสู่ทะเลอ่าวไทย ขณะที่จังหวัดสงขลาก็ประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นกัน ทำให้ไม่สามารถรับน้ำจากพัทลุงได้อีก ส่งผลให้ระดับน้ำขังในพื้นที่พัทลุงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะบริหารจัดการได้ และเกิดน้ำท่วมหนักเป็นวงกว้างและท่วมขังนานดังกล่าว
คำถามคือ “แล้วจะทำอย่างไรถ้ามันเกิดขึ้นอีก?” ดร.อนิศรา กล่าวต่อไปว่า เหตุน้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้นนำมาซึ่งการจัดทำ “ชุดโครงการการพัฒนาฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ด้านน้ำเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์และการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนงานด้านบริหารจัดการน้ำของจังหวัด” โดยได้รับ
การสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่เป็นโครงการนำร่อง 5 จังหวัด คือลำพูน ชัยนาท นครพนม ระยอง และพัทลุง มุ่งเน้นศึกษาวิจัยเพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนากลไกบริหารจัดการน้ำในจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับ จ.พัทลุง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ได้รับมอบหมายให้ร่วมทำการวิจัย เนื่องจากมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี แต่ก็มีจุดเด่นคือมีเครือข่ายชุมชนค่อนข้างเข้มแข็ง จึงมุ่งหมายที่จะให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขและผลักดันให้เกิดแผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดเพื่อบรรเทาปัญหาผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม รวมไปถึงน้ำแล้งให้น้อยที่สุด
หลังรวบรวมแผนงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่มาวิเคราะห์ นักวิจัยจาก ม.ทักษิณ วิทยาเขตพัทลุงผู้นี้ ระบุว่า ที่ผ่านมา จ.พัทลุง “ขาดการจัดทำระบบสารสนเทศ” ข้อมูลที่มีอยู่ไม่ครอบคลุม ไม่มีการจดบันทึกข้อมูลการทำโครงการที่ผ่านมา รวมถึง “ขาดระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพแบบทันเหตุการณ์” โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ที่ควรจะต้องมีการแจ้งเตือนจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเร่งด่วน
“น้ำท่วมไปแล้วประมาณ 1 สัปดาห์หน่วยงานจึงจะสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เพราะขาดระบบการเตือนภัย ขณะที่ชาวบ้านมีการสร้างกลุ่มเตือนภัยกันเองสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้หลังเกิดเหตุเพียง 2-3 วัน นอกจากนี้ยังมีระบบเตือนภัยเครือข่ายที่มีคณะกรรมการของแต่ละลุ่มน้ำค่อยแจ้งข่าวสารระหว่างกลุ่มต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของความเข้มแข็งของชุมชน” ดร.อนิศรา กล่าว
ดร.อนิศรา กล่าวอีกว่า เมื่อฝนตกหนักติดต่อกัน 3 วัน ชาวบ้านก็เริ่มใจไม่ดี จึงเตรียมยกของขึ้นที่สูง เรื่องนี้ “แม้จะดูว่าเป็นความตื่นตัวของชาวบ้าน แต่ถือเป็นหน้าที่หลักของภาครัฐและหน่วยงานที่จะต้องเข้าไปให้ความรู้เรื่องของระบบเตือนภัย” ให้ประชาชนเข้าใจว่าฝนตกหนักลักษณะใดหรือตกนานเท่าไรจึงควรระวัง และจะต้องปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง หรือจะมีการแจ้งเตือนอย่างไร ตรงนี้ถือเป็นจุดอ่อนที่ต้องเร่งปรับปรุง
นอกจากนี้ การดำเนินโครงการยังได้รวบรวมข้อมูลและแผนการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับน้ำจากทุกหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งในส่วนของกรมชลประทานและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นำมาจัดทำเป็นฐานข้อมูล (Database) จนแล้วเสร็จ เพื่อนำไปใช้ในการจัดทำ “แผนแม่บทการจัดการทรัพยากรน้ำของจังหวัดพัทลุง” ในการประชุมร่วมระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงกับคณะกรรมการลุ่มน้ำทั้ง 7 ลุ่มน้ำของจังหวัดราวกลางเดือน ธ.ค. 2560 ก่อนที่จะบรรจุแผนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์จังหวัดต่อไป
“การจัดทำแผนแม่บทดังกล่าวนี้ ยังช่วยปรับปรุงข้อมูลการทำโครงการเกี่ยวกับน้ำในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ได้ทราบว่าปัจจุบันมีโครงการอะไรที่ทำไปแล้วหรือกำลังทำอยู่ แต่ละจุดสามารถแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนได้ดีพอหรือไม่ หรือยังมีพื้นที่ไหนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เพื่อให้ครอบคลุมการแก้ปัญหาและป้องกัน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาได้ในที่สุด อีกทั้งยังช่วยลดความซ้ำซ้อนของการจัดทำงบประมาณอีกด้วย มีความมั่นใจมากว่าผลงานวิจัยนี้จะเข้าไปเติมเต็มให้กับแผนการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดพัทลุงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” ดร.อนิศรา กล่าวทิ้งท้าย
SCOOP@NAEWNA.COM