ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/307527

เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน วอนรัฐ‘ฟังเราให้เท่านายทุน’
“นายกฯได้โปรดฟังชาวบ้านบ้าง อย่าฟังแต่นายทุน เสียงชาวบ้านคนเดียวนายกฯยังต้องฟัง นี่ชาวบ้านเป็นร้อยเป็นพันคน นายกฯยิ่งจะต้องฟัง เหตุการณ์ที่เกิดกับพี่น้องเราสะเทือนใจมาก ชาวบ้านธรรมดาๆ ถึงกับต้องเอาทหาร ตำรวจ มาเป็นกองร้อย พูดง่ายๆ ไม่สมศักดิ์ศรีนายกฯเลย พวกเราไม่ใช่ฆาตกร ไม่ใช่ผู้ร้ายข้ามแดน เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาที่อยากบอกเล่าความทุกข์ยากของเราให้นายกฯฟัง”
คำกล่าวด้วยความรู้สึกที่คับข้องใจของ รอกีเย๊าะ สะมะแอ ตัวแทนเครือข่ายฅนรักษ์เมืองเทพา จ.สงขลา ในงานแถลงข่าวโครงการ CFLI – “Her Life, Her Diary” จัดทำ Side by Side WHRDs 2018 Diary สมุดบันทึกความหวังและความฝันของ 20 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ย่านปทุมวัน กรุงเทพฯ เพราะได้ทราบว่า เพื่อนพ้องพี่น้องที่คัดค้าน “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” เกิดปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะที่พยายามไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร จ.สงขลา
เหตุครั้งนี้ได้ทำให้มีผู้ถูกจับกุม 16 คน เป็นผู้ใหญ่ 15 คน กับเยาวชนอีก 1 คน ก่อนจะได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา ซึ่ง รอกีเย๊าะ กล่าวว่า อยากสะท้อนให้ไปถึงนายกฯ เพราะโครงการดังกล่าวมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก แต่นายกฯ ไม่เคยรู้ว่าประชาชนในพื้นที่จะได้รับความเดือดร้อนอย่างไรบ้างหากมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน พร้อมกับย้ำด้วยว่า การเคลื่อนไหวคัดค้านจะมีต่อไป เพราะได้ปฏิญาณแล้วว่าจะเดินหน้าลูกเดียวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนก็ตาม
“โรงไฟฟ้าแห่งนี้ต้องเผาถ่านหินตลอด24 ชั่วโมง โดยใช้ถ่านหินถึงวันละ 23 ล้านกิโลกรัม และจะปล่อยควันจากการเผาไหม้ผ่านปล่องควันที่สูงกว่า 200 เมตร ซึ่งมลพิษเหล่านี้สามารถอยู่ในอากาศได้นานถึง 10 วัน โดยผลกระทบเหล่านี้จะกินพื้นที่ไปถึง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย” รอกีเย๊าะ กล่าวย้ำ
ไม่เพียงแต่เหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ ที่เกิดขึ้นอย่างกรณีโรงไฟฟ้าเทพาเท่านั้น ในภาคอื่นๆ ก็มีกรณีคล้ายๆ กัน อาทิ เรื่องเล่าจาก อัศนีย์ รอดผล ตัวแทนชุมชนน้ำแดง สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ว่าในปี 2559 มีเอกชนเข้ามาอ้างสิทธิและตัดปาล์มในแปลงที่ชาวบ้านชุมชนน้ำแดงพัฒนา ต.คลองน้อย อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ปลูกไว้ในพื้นที่ทิ้งร้าง และดำเนินคดีกับเกษตรกรทั้งทางอาญาและแพ่งหลายคดี

อัศนีย์ เล่าต่อไปว่า มีเกษตรกรชุมชนน้ำแดงพัฒนาถูกจับกุมจำนวน 15 คน ทั้งหมดถูกเรียกหลักทรัพย์ในการปล่อยตัวชั่วคราวสูงถึงคนละ 6 แสนบาท ในข้อหาซ่องโจร บุกรุก และทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งใน 15 คนมีผู้หญิงติดไปด้วยอีก 2 คน คนหนึ่งก็มีลูกที่ยังเล็กอยู่ อีกคนหนึ่งก็อายุ 60 กว่าปี อีกทั้งเมื่อไปขอความช่วยเหลือจากบางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ก็ไม่ได้รับการตอบรับ
“ชาวบ้านต้องหยิบยืมหรือกู้เงินญาติพี่น้องเพื่อมาประกันตัว ซึ่งบางคนถูกคุมขังยาวนานถึง 48 วันเพราะไม่สามารถหาเงินมาประกันตัวได้” อัศนีย์ ระบุ
เช่นเดียวกับ ชุทิมา ชื่นหัวใจ สมาชิกกลุ่มรักษ์บ้านแหง ที่กล่าวว่า ชุมชนของตนคัดค้านการทำเหมืองลิกไนต์ ในพื้นที่ ต.บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง มีครั้งหนึ่งตนและแกนนำคนอื่นๆ ถูกนายทหารระดับสูงเชิญไปพบ โดยอ้างว่าจะได้พบกับผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ซึ่งแกนนำก็ไม่ปฏิเสธ เพราะคาดหวังว่าจะให้ข้อมูลข้อเท็จจริงในการให้สัมปทานครั้งนี้ แต่พอไปถึงเจอนายทหารคนหนึ่งที่บอกว่าได้รับอำนาจเต็มจาก ผบ.มทบ.32 ให้มาพูดคุยแทน
ชุทิมา ระบุว่า ในเวลานั้นทางกลุ่มจึงก็ปฏิเสธไป เพราะเคยพบเจ้าหน้าที่ทหารคนนี้แล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่ประทับใจ เนื่องจากบอกว่า ที่หมู่บ้านมีแต่ป่าเสื่อมโทรม มีแต่ป่าไผ่ หน่อไม้จะหาที่ไหนกินก็ได้ แต่ถ้ามีเหมืองจะมีการสร้างงานในพื้นที่ แต่นายทหารคนดังกล่าวกลับสั่งให้สารวัตรทหาร (สห.) กักตัวแกนนำไว้ และห้ามติดต่อสื่อสารออกมาภายนอก ไม่เช่นนั้นจะยึดเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดเสีย อย่างไรก็ตาม ตนและแกนนำยืนยันว่าจะต้องต่อสู้คัดค้านการทำเหมืองลิกไนต์ต่อไป
“เขาก็ให้พวกเรานั่งฟังเขาพูด 4 ชั่วโมง ถามว่าทำไมเราไม่คุยดีๆ กับบริษัท อย่าเอาแต่ปิดเหมือง เพราะหาทางออกให้ไม่ได้ นอกจากนี้นายทหารคนดังกล่าว ยังนำรูปถ่ายของเธอและกลุ่มคนรักษ์บ้านแหง มาแสดงพร้อมระบุว่า ทางกลุ่มได้ฝ่าฝืนพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ทั้งที่เราไม่ได้ไปชุมนุม แต่ไปเตรียมเอกสารเรื่องคดีที่ถูกฟ้องร้องในศาล เขาก็ยังมาพูดจากดดันต่างๆ นานา จนกระทั่งปล่อยตัว” ชุทิมา กล่าว
ขณะที่ ปรานม สมวงศ์ ผู้แทนองค์กร Protection international (PI) เจ้าภาพหลักของงานแถลงข่าวครั้งนี้ เปิดเผยว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พบมีผู้หญิงที่ร่วมต่อสู้ปกป้องสิทธิชุมชนและความไม่ชอบธรรมอื่นๆ ถูกฟ้องร้องและดำเนินคดีจำนวนมากถึง 179 คน โดย อันดับ 1 ความผิดฐานบุกรุกที่ดินป่าไม้ 82 คน รองลงมา คือ ความผิดตาม พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นมากถึง 28 คน

นอกจากนี้ยังมีการฟ้องร้องความผิดฐานละเมิด,ขับไล่และเรียกค่าสินไหมทดแทน ความผิดฐานหมิ่นประมาท ความผิดสร้างสิ่งกีดขวางทางสาธารณะ ความผิดฐานขัดคำสั่ง คสช 3/2558 ห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คน ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ 8 คน ความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น 3 คน ทั้งที่บางกรณีชาวบ้านเพียงแต่ไปยื่นหนังสือและติดตามการประชุมของผู้บริหารท้องถิ่น และยังมีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ หรือถูกเชื่อมโยงเกี่ยวกับคดียาเสพติด
ผู้แทนองค์กร PI ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ท่าทีของภาครัฐเปลี่ยนไปในช่วง 3 ปีล่าสุด เพราะก่อนหน้านั้น เมื่อมีข้อพิพาทว่าด้วยโครงการต่างๆ ภาครัฐมักจะใช้วิธี “ตั้งคณะกรรมการ” ดึงคู่ขัดแย้งมาเจรจาหาทางออก แก้ไขปัญหาร่วมกัน ไม่ค่อยมีการจับกุมดำเนินคดีเท่าใดนัก แต่ระยะหลังๆ มาเปลี่ยนไปใช้วิธีจับกุมดำเนินคดีมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดินและป่าไม้
สอดคล้องกับ อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสม. ได้รับคำร้องจากนักปกป้องสิทธิจำนวนมากในการเข้าถึงกองทุนยุติธรรม โดยเฉพาะนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบางคนอาจมองว่าชาวบ้านในภูมิภาคนี้อาจเป็นคนที่เห็นต่างจากรัฐ ชอบคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ จึงเกิดเป็นความหวาดระแวง และนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาหรือจับกุมตัว โดยที่ไม่พิจารณาว่าชาวบ้านออกมาคัดค้านก็เพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ เพื่อรักษาทรัพยากรให้คนรุ่นต่อๆ ไป
“กลุ่มทุนหรือรัฐบาลมักจะฟ้องร้องคนที่ออกมาคัดค้านโครงการ โดยมักบอกว่าฟ้องไปก่อนแล้วค่อยไปเจรจาในชั้นศาล แต่เวลามีการเจรจาในชั้นศาลชาวบ้านมักจะเสียเปรียบ เพราะในการเจรจาในศาลเนื่องจากชาวบ้านไม่รู้กฎหมาย ทำให้เสียเปรียบในการเจรจาต่อรอง อีกทั้งเมื่อถูกฟ้องจะทำให้ชาวบ้านไม่สามารถแสดงความคิดเห็น หรือไม่สามารถพูดถึงปัญหาผลกระทบของโครงการนั้นๆ ได้อีก” กสม.อังคณา ตั้งข้อสังเกต
อนึ่ง..รัฐบาลไทยไม่ว่าจะมีที่มาแบบใด มักจะกล่าวเสมอว่าเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งคือ “มุ่งหวังลดความเหลื่อมล้ำ” แก้ปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ทว่าในความเป็นจริง หากไปฟังเสียงสะท้อนของผู้ที่ต่อสู้เพื่อ “ปกป้องสิทธิในการอยู่อาศัยและทำกิน” ไม่ว่าในเมืองหรือชนบท และไม่ว่าจะเป็นพื้นที่แห่งหนตำบลใด มักมีข้อสังเกตเหมือนกันประการหนึ่งว่า “เอื้อต่อกลุ่มทุน” หรือไม่?
เพราะเล็งเห็นว่า หากโครงการแล้วเสร็จ กลุ่มทุนจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ในขณะที่ “วิถีชีวิตชาวบ้านจะไม่เหมือนเดิม” อีกต่อไป เช่น ต้องย้ายที่อยู่ สูญเสียที่ทำกิน หรือเกิดมลพิษในชุมชน นี่คือ “บาดแผล” ของชาวบ้านคนเล็กคนน้อยทั่วประเทศ และหากภาครัฐยังไม่อาจทำให้รู้สึกว่า ความเหลื่อมล้ำ
ดังกล่าวได้ “ถูกแก้ไข” อย่างชัดเจน การพัฒนาประเทศก็คงจะมีอุปสรรคจาก “ความหวาดระแวง” ไม่ไว้วางใจ
จมอยู่กับการประท้วงคัดค้านอยู่ร่ำไป!!!
