ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/308395

เข้มกฎหมาย-ใช้เทคโนโลยี ‘ภูเก็ต’ต้นแบบเมืองลดอุบัติเหตุ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประเทศไทยมีสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงประเทศลิเบีย (Libya) เท่านั้น โดยมีผู้คนต้องสังเวยชีวิตให้ถนนเมืองไทยเฉลี่ย 24,000 ศพต่อปี ขณะที่ข้อมูลจาก รายงานความปลอดภัยทางถนน ปี พ.ศ.2559/2560 ซึ่งจัดทำโดย แผนสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนระดับจังหวัด (สอจร.) ร่วมกับ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ระบุว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา ถนนเมืองไทยคร่าชีวิตผู้คนไปทั้งสิ้น 22,356 ราย
ปัจจัยของอุบัติเหตุบนท้องถนน สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วนคือ “คน” มาจากพฤติกรรมขับขี่โดยประมาท เช่น ดื่มเครื่องดื่มมึนเมา-เสพยาเสพติดแล้วขับขี่ยานพาหนะ พักผ่อนไม่เพียงพอแล้วยังฝืนขับขี่ยานพาหนะ หรือใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด รวมไปถึงการละเมิดกฎจราจรอื่นๆ อาทิ ฝ่าไฟแดง ย้อนศร เลี้ยวไม่เปิดไฟเลี้ยว ฯลฯ “รถ” อะไหล่อุปกรณ์ต่างๆ ไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และ “ถนน” มีจุดเสี่ยง เช่น โค้ง ทางลาดชัน จุดตัดทางรถไฟ เส้นทางเปลี่ยวมืดไม่มีไฟส่องสว่าง เป็นต้น
ภูเก็ต จังหวัดทางภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน มีภูมิประเทศเป็นเกาะ เนื้อที่ 576 ตารางกิโลเมตร เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทยที่มีชื่อเสียง
ระดับโลก รายงาน “สรุปภาวะเศรษฐกิจการค้าจังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2559” ซึ่งจัดทำโดย ซามีรอ อีซอ เจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูลเศรษฐกิจการค้าจังหวัด (PCOC) สำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต ระบุว่า ในปี 2559 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนเกาะแห่งนี้ทั้งสิ้น 4,354,028 คน เพิ่มขึ้นจาก 3,767,209 คนในปี 2558 ดังนั้นภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ จึงพยายามทำให้ จ.ภูเก็ต มีความปลอดภัย รวมถึงบนท้องถนนด้วย
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในพิธีปฐมนิเทศการศึกษาเพื่อการศึกษาดูงาน 3 พื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนของจังหวัดภูเก็ต ณ รร.ฮิลตัน ภูเก็ต อาร์เคเดีย รีสอร์ท แอนด์สปา ว่า “ในทุกๆ ปีมีผู้พิการรายใหม่จากเหยื่ออุบัติเหตุ 5,000 คนในทุกๆ วันมี 42 ครอบครัวสูญเสียสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว และในทุกๆ วันยังมีอีก 15 ครอบครัวที่ต้องดูแลสมาชิกพิการจากอุบัติเหตุไปตลอดชีวิต”ความสูญเสียเหล่านี้กระทบต่อโครงสร้างการบริการด้านสาธารณสุขอย่างมาก
ขณะที่ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า หากย้อนไปช่วงปี 2540-2549 จ.ภูเก็ต นั้นติดอันดับ “1 ใน 5 จังหวัดที่ท้องถนนอันตรายที่สุดในประเทศไทย” แต่ด้วยการทำงานอย่างเข้มแข็งของ “คณะทำงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด” (สอจร.) ทำให้หลังปี 2550 เป็นต้นมา จำนวนอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บบนท้องถนนใน จ.ภูเก็ต ก็ค่อยๆ ลดลงไปตามลำดับ ปัจจุบันพบว่าลดไปจากเมื่อทศวรรษก่อนหน้าถึง “ร้อยละ 50”เนื่องด้วยการปรับปรุงด้านต่างๆ อาทิ
1.แก้ไข “จุดเสี่ยงซ้ำซาก” ปรับปรุงบริเวณที่มีอุบัติเหตุบ่อยๆ 2.ใช้กฎหมายอย่างจริงจังเน้นหนักที่ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ คือไม่สวมหมวกนิรภัย ดื่มแล้วขับ ขับเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด และฝ่าไฟแดง มีการลงทุนติดตั้งเครื่องตรวจจับความเร็ว กล้องตรวจจับผู้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร จัดหาเครื่องมือตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย ทำให้ในปี 2559 ที่ผ่านมา จ.ภูเก็ต สามารถลดจำนวนผู้บาดเจ็บลงได้ ร้อยละ 3.5 และลดผู้เสียชีวิตลงได้ ร้อยละ 8.8
“การขับเคลื่อนงานแบบสหสาขาวิชาชีพ ทำให้ลดอัตราความสูญเสียลง และพิสูจน์แล้วว่าหากจุดจัดการระดับพื้นที่ซึ่งใกล้ชิดปัญหามากที่สุด จัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังทุกวัน จะลดการตายลงได้เกินครึ่ง” ดร.สุปรีดา กล่าว
สอดคล้องกับที่ นพ.ทวีศักดิ์ นพเกสร กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. ยกตัวอย่าง เทศบาลเมืองกะทู้ อ.กะทู้ 1 ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บนเกาะภูเก็ต ว่าในเขตพื้นที่ดังกล่าว นายกเทศมนตรีให้ความสำคัญต่อปัญหาความปลอดภัยบนทางถนนอย่างมาก นำมาซึ่งหลายมาตรการ อาทิ 1.แก้ไขจุดเสี่ยง โดยปรับสภาพถนนให้ปลอดภัย ติดไฟส่องสว่าง2.จัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย เช่น ปลดป้ายโฆษณาที่กีดขวางทัศนวิสัยในการมองเห็น
3.มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่เทศกิจ จับ-ปรับกรณีที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่นรถบรรทุกทำเศษหินดินตกหล่นบนถนน และ 4.สร้างความตระหนักด้านความปลอดภัย รณรงค์สวมหมวกนิรภัยในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ส่งผลให้ได้รับรางวัล Prime Minister Road Safety Awards ด้านความปลอดภัยทางถนนและได้รับการยกย่องเป็นแบบอย่างที่ดี เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับ นพ.วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ผู้จัดการแผนงานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก ด้านความปลอดภัยทางถนน ที่กล่าวย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายถือเป็นมาตรการสำคัญที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนของ จ.ภูเก็ต ลดลง โดยระยะแรกในปี 2553 ได้ใช้มาตรการสวมหมวกนิรภัย ร้อยละ 100 บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ควบคู่การประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางทำให้อัตราการสวมหมวกนิรภัยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การบาดเจ็บที่ศีรษะลดลงจาก ร้อยละ 37.1 ในปี 2554 เหลือ ร้อยละ 20.6 ในปี 2558
“จุดเด่นคือมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีผู้กระทำผิดกฎจราจร สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและลดข้อจำกัดของกำลังคนที่ไม่เพียงพอได้มาก” ผจก.แผนงานความร่วมมือ รบ.ไทย-WHO ระบุ
อีกด้านหนึ่ง นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์คณะกรรมการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลกให้เป็นต้นแบบให้แก่นานาประเทศในเรื่อง “ระบบการดูแลหลังเกิดอุบัติเหตุ (Post crash care)” ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 เสาหลักขององค์การสหประชาชาติตามแผนทศวรรษความปลอดภัยทางถนน ปี 2554-2563 การทำงานของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) จ.ภูเก็ต
“ในปี 2560 มีรถพยาบาล 101 คัน มีจุดปฏิบัติการ 32 จุดทั่วจังหวัด มีเจ้าหน้าที่กู้ชีพทุกระดับรวม 650 คน มีศักยภาพรับมือทั้งในภาวะปกติและภาวะภัยพิบัติ โดยสถิติปี 2560 สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุหลังรับแจ้งเหตุได้ภายใน 10 นาทีสูงถึง ร้อยละ 79.2 ซึ่งการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว มีส่วนในการลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ” นพ.คำนวณ กล่าว
ปัจจุบันแนวโน้มกระแสโลกมีการยอมรับแล้วว่า วิธีการแบบ “เสื้อเหมาโหล” (One Size Fit All) ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะแต่ละพื้นที่มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน จึงต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีแบบ “เสื้อสั่งตัด” (Customize) ที่ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์สภาพปัญหาในพื้นที่นั้นๆ ให้เห็นชัดเจนก่อนหามาตรการแก้ไข ซึ่งเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนก็เช่นกัน ที่ “คนในท้องถิ่นย่อมเข้าใจพื้นที่ของตนดีที่สุด” ดังที่ จ.ภูเก็ต สามารถลดสถิติอุบัติเหตุได้จากการริเริ่มของผู้บริหารหน่วยงานในระดับท้องถิ่นเอง และบูรณาการการทำงานร่วมกัน
ถ้าแนวคิดนี้สามารถขยายไปยังทุกๆ ท้องถิ่นทั่วประเทศ ความสูญเสียนับหมื่นศพต่อปี คงลดลงได้ในสักวันไม่ช้าก็เร็ว!!!