ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/309424

กฎหมายห้ามชุมนุมในรัฐทหาร
หากยังมีใครเชื่อว่ากฎหมายห้ามชุมนุม หรือ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 เป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้ชุมนุมอยู่อีก เขาผู้นั้นก็คงจะหูหนวกและตาบอดสนิท เทียบไม่ได้กับชาวบ้านธรรมดาๆ ที่มองเห็นโลกตามความเป็นจริงเสียยิ่งกว่า ดังเสียงสะท้อนแผ่วเบาของชาวบ้านคนหนึ่งในพื้นที่คัดค้านการทำเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย พูดเอาไว้ได้น่าสนใจว่า
“ก่อน คสช. ทำการรัฐประหาร พวกนายทุนหรือบริษัทฟ้องคดีเรา แต่พอหลัง คสช. รัฐประหาร รัฐกลับเป็นผู้ฟ้องคดีเรา”
นั่นคือเสียงสะท้อนจากรูปธรรมในพื้นที่ที่ผู้หญิง 7 คน ถูกรัฐกลั่นแกล้งโดยกฎหมายห้ามชุมนุมพ่วงกฎหมายอาญา โดยมีการกระทำเป็นขบวนการเริ่มจากสมาชิก อบต.เขาหลวง ในเขตหมู่บ้านโซนบนของตำบล แจ้งข้อหา ตำรวจทำสำนวน และอัยการจังหวัดเลยส่งฟ้องศาลในวันสตรีสากลปี 2560 พอดิบพอดี ในข้อหา หนึ่ง-เป็นผู้จัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งการชุมนุม สอง-เป็นผู้เข้าร่วมการชุมนุมโดยไม่ชอบตามกฎหมาย
และสาม-กระทำการบังคับและข่มขืนใจสมาชิก อบต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย จำนวน 16 คนในเขตหมู่บ้านโซนบนของตำบลในระหว่างการประชุมสภาโดยบังคับและข่มขืนใจไม่ให้มีมติอนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้และ ส.ป.ก. เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด และน่าจะมีคดีใหม่ตามกฎหมายห้ามชุมนุมเกิดขึ้นอีกในเร็วๆ นี้ เป็นคดีคล้ายกันแต่ต่างกรรมต่างวาระอันเนื่องมาการประชุมสภา อบต. เขาหลวงหลายครั้งหลายหนในช่วงสามปีที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาวาระการอนุญาตขอใช้พื้นที่ป่าไม้และพื้นที่ ส.ป.ก. เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ
ซึ่งชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านได้เข้าร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง และก็เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนแทบทุกครั้งเหตุเพราะสมาชิก อบต. เขาหลวงในเขตหมู่บ้านโซนบนของตำบลดื้อรั้นและดันทุรังผลักดันวาระการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้และพื้นที่ ส.ป.ก. เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำเข้าสภา ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าการผลักดันเรื่องดังกล่าวจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและผลกระทบรุนแรงกับชาวบ้านในเขตหมู่บ้านโซนล่างของตำบลที่ตั้งอยู่ใกล้เขตเหมืองแร่
หญิงชาว ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย แสดงสัญลักษณ์ไม่ยอมรับข้อหาขัด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ขณะไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ อบต.เขาหลวง ฟ้องทั้ง 7 คน เมื่อ 18 มิ.ย. 2560 ซึ่ง อบต. กับชาวบ้าน มีความขัดแย้งเรื่องการขอต่ออายุใบอนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้และส.ป.ก. เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทเอกชน
ที่มา : https://www.citizenthaipbs.net/node/20675
ข้อความในเครื่องหมายคำพูด “ไม่ได้หมายความว่าพวกนายทุนฟ้องคดีชาวบ้านน้อยลง แต่หมายถึงว่าชาวบ้านเจอคดีมากขึ้น จากการที่พวกนายทุนมีผู้ส่งเสริมและสนับสนุน คือรัฐที่ออกมาจากที่ซ่อนชัดเจนขึ้น” เหตุที่รัฐฟ้องคดีชาวบ้านมากขึ้นก็เนื่องจากรัฐบาล คสช. ประกาศใช้กฎหมายห้ามชุมนุม ซึ่งแทนที่จะเป็นกฎหมายที่คุ้มครอง อำนวยความสะดวก ส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน แต่กลับกลายเป็นกฎหมายที่มีไว้ใช้ปกป้องนายทุนไปเสีย
กฎหมายฉบับนี้ได้ปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การชุมนุมและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาโครงการ นโยบายและกฎหมายร่วมกับรัฐ ด้วยการห้ามทำกิจกรรมแทบทุกรูปแบบที่เป็นการรวมตัวกันของประชาชน เช่น ยื่นหนังสือ ประชุม พิธีกรรม งานบุญ เดินขบวน ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้ถูกตีความว่าเข้าข่ายการชุมนุมตามกฎหมายดังกล่าว
โดยบังคับให้ “ต้องแจ้งการชุมนุม” (ถ้าชุมนุมโดยไม่แจ้งก็มีความผิด) ซึ่ง “ตามหลักการแล้วเพียงแค่แจ้งให้ทราบ แต่กลับกลายเป็นว่าเป็นการแจ้งเพื่อขออนุญาต และส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่อนุญาต” หรือถ้าอนุญาตก็จะมีเงื่อนไขต่างๆ เต็มไปหมดจนทำให้การชุมนุมไม่มีพลังกดดันและต่อรองกับรัฐได้ จึงส่งผลให้ชาวบ้านหลายพื้นที่ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้คัดค้านโครงการพัฒนา นโยบายและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ ต้องโดนกฎหมายฉบับนี้เล่นงาน
นอกเหนือจากคดีของชาวบ้านที่ต่อสู้คัดค้านเหมืองทองคำจังหวัดเลยที่หยิบยกขึ้นมาแสดงให้เห็นไปแล้ว ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่โดนคดีจากกฎหมายฉบับนี้ อาทิเช่น (1) ชาวบ้าน 27 คน จากพื้นที่เหมืองทองคำจังหวัดพิจิตรถูกฟ้องโดยอัยการในข้อหาร่วมกันชุมนุมปิดกั้นทางสาธารณะ ใส่หมวกหรือคลุมใบหน้าเพื่อปิดบังอำพรางตน และเป็นผู้จัดการชุมนุมแต่ไม่ควบคุมดูแลผู้ชุมนุมและไม่แจ้งการชุมนุมด้วย และข้อหาบุกรุกและข่มขืนใจตามกฎหมายอาญา จากกรณีที่ไปขวางรถขนแร่ทองคำที่ลักลอบใช้ถนนสาธารณประโยชน์ขนแร่
(2) ชาวบ้านและนักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน 9 คน ถูกฟ้องโดยรัฐข้อหาชุมนุมโดยไม่ขออนุญาตและบุกรุกสถานที่ที่ใช้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบาราจังหวัดสตูลในยามวิกาล (3) ประชาชน 7 คนที่ชุมนุมคัดค้านการย้ายสถานีขนส่งจังหวัดขอนแก่นถูกฟ้องโดยอัยการฐานร่วมกันจัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง และกีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการใช้บริการในสถานีขนส่งสาธารณะและในสถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น
ชาวบ้าน 27 คนใน จ.พิจิตร ถูกฟ้องข้อหาขัด พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 และข้อหาในกฎหมายอาญา กรณีไปขัดขวางรถขนแร่ทองคำจากเหมือง เมื่อ 20 มี.ค. 2560
ที่มา : http://www.tlhr2014.com/th/?p=3767
ยังไม่นับรวมการถูกข่มขู่คุกคามที่ไม่เป็นคดีอีกจำนวนมาก จนทำให้ประชาชนไม่สามารถลุกขึ้นมาทำการชุมนุมได้ แต่เพียงแค่คดีความที่ยกตัวอย่างให้เห็นก็พอจะบ่งบอกได้ชัดเจนว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มุ่งคุ้มครองผู้ชุมนุม เพราะถ้ามุ่งคุ้มครองผู้ชุมนุมจริง คงไม่มีผู้ชุมนุมรายใดต้องเจอการฟ้องคดีจากรัฐเยี่ยงนี้ ในทางตรงกันข้าม นับตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้บังคับยังไม่มีฝ่ายเจ้าพนักงานถูกฟ้องคดีแม้สักรายเดียวโทษฐานละเลยในการทำหน้าที่คุ้มครองผู้ชุมนุม
..กลับกลายเป็นว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อฟ้องคดีกลั่นแกล้งประชาชนไปเสีย ด้วยกฎหมายฉบับนี้ ทำให้รัฐบาล คสช. เดินหน้าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว โดยไร้การตรวจสอบและตั้งคำถามจากประชาชน..
โดยเนื้อหาสาระแล้ว กฎหมายฉบับนี้มีลักษณะปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพการชุมนุมของประชาชนหลายประการ ดังนี้ ประการแรก “มาตรา 7″ เปิดโอกาสให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจประกาศห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกินห้าสิบเมตรรอบรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และศาลทั้งหลายแหล่ ทั้งนี้ ถึงแม้กฎหมายจะกำหนดให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ต้องคำนึงถึงจำนวนของผู้เข้าร่วมชุมนุมและพฤติการณ์ในการชุมนุมว่าจะอนุญาตให้ชุมนุมรอบสถานที่เหล่านั้นได้หรือไม่ก็ตาม
แต่ก็เป็นดุลพินิจกว้างขวางที่อิงอยู่กับด้านของผู้ใช้อำนาจรัฐหรือผู้ปกครองที่มองสถานการณ์และความอ่อนไหวต่าง ๆ ในด้านของรัฐด้านเดียวเป็นหลัก โดยไม่มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการที่เป็นมาตรฐานใดกำหนดไว้ ยกเว้นก็แต่เอกสาร “คู่มือการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ไม่มีสถานะทางกฎหมาย เป็นเพียงแค่คู่มือแนะนำแก่เจ้าพนักงานเพื่อการบริหารจัดการชุมนุมและแนวทางการสอบสวนดำเนินคดีที่เกิดจากการชุมนุมเท่านั้น
ประการที่สอง “มาตรา 8″ จงใจที่จะทำให้การชุมนุมเกิดขึ้นไม่ได้ (หรือเกิดขึ้นได้แต่เป็นการชุมนุมแบบติด ๆ ขัด ๆ จนไร้พลังการต่อรอง) ในสถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐทุกแห่งทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงระดับท้องถิ่น อันได้แก่ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การของรัฐบาล องค์การมหาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยยกเรื่องการกีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการปฏิบัติงาน หรือการใช้บริการสถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐมาเป็นข้ออ้างหรือข้อห้ามไม่ให้เกิดการชุมนุม
ประการที่สาม “มาตรา 10-มาตรา 11” บังคับให้ขออนุญาตทำการชุมนุม ไม่ใช่เพียงแค่แจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงตามที่เข้าใจกันทั่วไป กล่าวคือ ในด้านผู้ชุมนุมถูกบังคับให้ต้องแจ้งการชุมนุมพร้อมเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดที่ไม่อาจปิดบังอำพรางแผนการชุมนุมที่สร้างแรงกดดันและพลังต่อรองกับรัฐได้เลย เช่น ต้องระบุวัตถุประสงค์ วัน ระยะเวลา สถานที่ชุมนุม จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม การขอใช้เครื่องขยายเสียงที่ต้องระบุกำลังขยายและระดับเสียงที่จะใช้สำหรับการชุมนุมให้ชัดเจน การขอชุมนุมแบบอยู่ประจำที่หรือจะเคลื่อนไหว/เคลื่อนย้ายไปบริเวณอื่น ฯลฯ แก่ผู้รับแจ้งการชุมนุม
เพราะเดือดร้อนจึงต้องมา : ผู้ชุมนุมคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ เดินทางมาชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ เมื่อ 17 ก.พ. 2560
ที่มา : http://www.naewna.com/politic/256995
ในส่วนของด้านผู้รับแจ้งการชุมนุมกลับเปิดโอกาสให้สามารถมีคำสั่งห้ามชุมนุมได้หากเห็นว่าการชุมนุมที่ได้รับแจ้งนั้นอาจขัดต่อมาตรา 7 และมาตรา 8 ที่เข้าไปชุมนุมในพื้นที่ของรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาลหรือศาล หรือฝ่าฝืนรัศมีห้าสิบเมตรของพื้นที่เหล่านั้นที่ถูกประกาศห้าม หรือกีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการสถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษา ศาสนสถาน สถานทูตหรือสถานกงสุลของรัฐต่างประเทศ หรือสถานที่ทำการองค์การระหว่างประเทศ และสถานที่อื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
ทั้งๆ ที่ควรปล่อยให้เป็นดุลพินิจหรือการตัดสินใจของผู้แจ้งการชุมนุมเป็นด้านหลัก แต่กลับใช้หลักการ “หวงห้ามไว้ก่อน” จนแทบไม่เหลือพื้นที่สาธารณะใดๆ ให้แก่ผู้ชุมนุมจัดการชุมนุมเพื่อเรียกร้องต่อรองและกดดันรัฐหรือเอกชน ให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองหรือต่อนโยบายสาธารณะใดๆ ได้อีกต่อไปเลย บทบัญญัติสองมาตรานี้ยิ่งสะท้อนความลำเอียง ไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรมของรัฐ โดยเลือกคุ้มครองผู้รับแจ้งการชุมนุมและเจ้าพนักงานเป็นด้านหลักด้วยการให้งดการชุมนุมไว้ก่อนระหว่างมีคำสั่งห้ามชุมนุม การอุทธรณ์และพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
..ซ้ำร้ายยิ่งไปอีกตรงที่หากผู้แจ้งการชุมนุมไม่เห็นชอบด้วยกับคำสั่งห้ามชุมนุม ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือผู้รับแจ้งการชุมนุมขึ้นไปหนึ่งชั้น “ซึ่งเป็นตำรวจ ไม่ใช่ศาล” โดยให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นเป็นที่สุด..
ประการที่สี่ “มาตรา 14” ถูกบังคับให้แจ้งการชุมนุมเพื่อขออนุญาตตามมาตรา 10 ถ้าไม่ปฏิบัติถือว่ามีความผิด รวมถึงการที่ผู้แจ้งการชุมนุมไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้รับแจ้งหรือที่ผู้รับแจ้งมีคำสั่งห้ามการชุมนุมตามมาตรา 11 หรือที่จัดขึ้นโดยไม่แจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง แต่แจ้งการชุมนุมภายหลังพร้อมคำขอผ่อนผันแล้วได้รับหนังสือแจ้งว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะให้จัดการชุมนุมได้ตามมาตรา 12 ให้ถือว่าเป็นการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น
ประการที่ห้า ความสำคัญของการชุมนุมสาธารณะก็คือ “ต้องใช้เสียงในการควบคุม ปลุกเร้า แจ้งรายละเอียดและสั่งการมวลชน และใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันและต่อรองกับรัฐ” แต่มาตรา 15 (7) กลับห้ามใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าที่มีขนาดหรือระดับเสียงตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศกำหนด เมื่อดูลงไปในรายละเอียดของประกาศตามกฎหมายฉบับนี้[1] ในการชุมนุมกรณีต่างๆ จะใช้เครื่องขยายเสียงได้ที่ค่าระดับเสียงสูงสุดไม่เกิน 115 เดซิเบลเอ ซึ่งเป็นระดับเสียงใกล้เคียงกับเสียงขุดเจาะถนน
หรือถ้าดังกว่านี้อีกเล็กน้อยก็คือเสียงฟ้าผ่า แต่ก็ใช่ว่าจะใช้เสียงที่ระดับ 115 เดซิเบลเอตลอดเวลาของการชุมนุมได้ “ในการชุมนุมตลอดวันหรือ 24 ชั่วโมงจะต้องใช้ระดับเสียงเฉลี่ยอยู่ที่ 70 เดซิเบลเอ ซึ่งเป็นระดับเสียงของเครื่องซักผ้า” ไม่เพียงเท่านี้ประกาศฯดังกล่าวยังกำหนดระดับเสียงอันเป็นการรบกวนผู้อื่นไว้ที่ 10 เดซิเบลเอ ซึ่งเป็นเสียงของการหายใจปกติ
“เครื่องขยายเสียง” อุปกรณ์ที่อยู่คู่กับการชุมนุมทุกครั้ง
ที่มา : กิจกรรมงานวันที่อยู่อาศัยโลก 6 พ.ย. 2560 โดยเครือข่ายสลัม 4 ภาค
ประการที่หก กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานใช้กำลังสลายการชุมนุมได้สองกรณี กรณีแรก-สลายการชุมนุมได้ในระหว่างรอคำสั่งศาลให้ยุติการชุมนุม ในมาตรา 21 เปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานสลายการชุมนุมได้ในระหว่างรอคำสั่งศาลในกรณีการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 14 หรือไม่เลิกการชุมนุมภายในระยะเวลาที่ได้แจ้งไว้ต่อผู้รับแจ้งตามมาตรา 18 และกรณีผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ชุมนุมฝ่าฝืนมาตรา 7 หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 8 มาตรา 15 มาตรา 16 หรือเดินขบวนเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมโดยไม่แจ้งล่วงหน้าตามมาตรา 17
เมื่อประกาศให้ผู้ชุมนุมแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้วไม่ปฏิบัติตาม ให้เจ้าพนักงานเริ่มต้นกระบวนการโดยร้องขอต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมเพื่อมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุม ในระหว่างรอคำสั่งศาลให้เจ้าพนักงานมีอำนาจกระทำการที่จำเป็นตามแผนหรือแนวทางการดูแลการชุมนุมได้โดยให้เจ้าพนักงานหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง แต่ในกรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการใช้กำลังได้ ให้ใช้กำลังและเครื่องมือควบคุมฝูงชนได้เพียงเท่าที่จำเป็น
ซึ่งเครื่องมือควบคุมฝูงชน 48 รายการตาม ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง เครื่องมือควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะ ประกาศ ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ที่อันตรายก็มีอยู่หลายรายการที่สามารถนำมาใช้ได้เพียงเท่าที่จำเป็นตามดุลพินิจของเจ้าพนักงานฯ ไม่ว่าจะเป็นกระบองยาง แก๊สน้ำตา อาวุธปืนลูกซองสำหรับยิงกระสุนยางหรือแก๊สน้ำตา เครื่องช็อตไฟฟ้า เป็นต้น
กรณีที่สอง-สลายการชุมนุมได้หลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ยุติการชุมนุม หลังจากที่ผู้ชุมนุมไม่ยุติการชุมนุมภายในระยะเวลากำหนดตามคำสั่งศาลตามมาตรา 22 และเมื่อพ้นระยะเวลาที่ประกาศให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ควบคุมตามมาตรา 23 หากยังมีผู้ชุมนุมอยู่ในพื้นที่ควบคุมโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานให้ถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดซึ่งหน้า ให้สามารถจับกุม ค้น ยึด รื้อถอนทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อการชุมนุมและสลายการชุมนุมได้ตามมาตรา 24
“กระสุนยาง” อุปกรณ์ควบคุมฝูงชนตามหลักสากล : ตำรวจสวิตเซอร์แลนด์ ยิงกระสุนยางสลายการชุมนุมของประชาชนที่เรียกร้องให้สหภาพยุโรป (EU) เปิดรับผู้อพยพมากขึ้น 4 ก.ย. 2558
ที่มา : https://www.rt.com/news/314539-zurich-refugee-protest-police/
จากที่กล่าวมาทั้งหมด ประกอบกับบทลงโทษทั้งจำทั้งปรับที่ค่อนข้างรุนแรงต่อบุคคลและกลุ่ม/องค์กรประชาชนที่ประสงค์จะทำการชุมนุมเพื่อเรียกร้องคัดค้านความไม่เป็นธรรมกรณีต่างๆ ทำให้รัฐใช้กฎหมายฉบับนี้ควบคุมความสงบเรียบร้อยของสังคมจนทำให้แทบไม่เกิดการเคลื่อนไหวที่มีพลังต่อรองและกดดันรัฐและเอกชนได้อีกแล้วในยุคสมัยปัจจุบัน “แต่กลับพบว่าในรัฐทหารแบบ คสช. ยังไม่พอใจต่อกฎหมายฉบับนี้มากนัก” เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ที่กำหนดให้ตำรวจทำหน้าที่หลักเป็นทั้งผู้รับแจ้งการชุมนุม
เจ้าพนักงานและผู้ควบคุมสถานการณ์ยังขาดมุมมองเกี่ยวกับ “ภัยคุกคามด้านความมั่นคง”แบบทหารที่ชอบใช้การทำงานเชิงรุกด้วยการเข้าไปสอดส่องและคุกคามชีวิตประจำวันของประชาชนอยู่อีกมาก จึงพบเห็นแทบทุกกรณีในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้จะมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาแทรกแซงอยู่เป็นประจำ พร้อมกับการบังคับข่มขู่ผู้ชุมนุมที่เกินเลยไปจากบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้
โดยยก คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ที่ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปพ่วงเข้ามาเพื่อกระทำการข่มขู่คุกคามต่อประชาชนให้หนักข้อยิ่งขึ้น โดยที่กฎหมายห้ามชุมนุมเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับเฉพาะบริเวณพื้นที่ที่ขออนุญาตการชุมนุม แต่คำสั่งดังกล่าวเปิดโอกาสให้ทหารเข้ามาแทรกแซงการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้
..ด้วยการก้าวล่วงเข้าไปในเคหสถานของผู้ชุมนุมเพื่อตรวจค้นหรือทำการข่มขู่คุกคามให้หวาดกลัวจนต้องเปลี่ยนใจหรือหลบหนีไม่ยอมออกมาชุมนุมตามวันเวลาที่ตั้งใจได้..
บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาสื่อสารเพื่อให้เข้าใจผิดว่าการบังคับใช้กฎหมายห้ามชุมนุมโดยตำรวจดีกว่าทหารแต่อย่างใด เพราะโดยเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ “ไม่ว่าจะบังคับใช้โดยใครก็เลวร้ายด้วยกันทั้งสิ้น” เพราะมุ่งให้ความคุ้มครองผู้รับแจ้งการชุมนุม เจ้าพนักงานและผู้ควบคุมสถานการณ์เป็นหลัก เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายห้ามชุมนุมในยุครัฐทหารแบบ คสช. มีความเลวร้ายมากไปกว่าตัวบทกฎหมายที่ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายฉบับนี้
เพราะใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงฉบับอื่นๆ เข้ามาพัวพันเกี่ยวข้องในการตัดสินใจที่จะให้หรือไม่ให้ชุมนุมกรณีต่างๆ ของประชาชน มีความเกี่ยวเนื่องอีกประเด็นหนึ่งก็คือถึงแม้โดยหลักการผู้รับแจ้งการชุมนุม เจ้าพนักงานและผู้ควบคุมสถานการณ์จะต้องใช้ดุลพินิจและวิจารณญาณที่สมควรแก่เหตุในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้แก่ผู้ชุมนุม ไม่ลุแก่อำนาจมากเกินไป แต่สิ่งเหล่านี้ก็มี “ตัวแปรอื่น” เข้ามาเกี่ยวข้อง
นั่นก็คือ “การทำหน้าที่ที่ไม่สอดคล้องกันของบทบัญญัติในกฎหมายกับอำนาจรัฐ” โดยเฉพาะในยุคสมัยของรัฐทหาร แบบ คสช. ที่ผู้รับแจ้งการชุมนุม เจ้าพนักงานและผู้ควบคุมสถานการณ์ตามกฎหมายฉบับนี้ “ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำรวจที่ต้องทำงานรับใช้ทหาร” อาจมีดุลพินิจและวิจารณญาณที่เกินเลยหรือไม่ผูกพันบทบัญญัติได้ ซึ่งเกิดจากอุปนิสัยส่วนตัวและองค์กรของผู้ใช้อำนาจรัฐ ที่ต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อข่มขู่คุกคามประชาชนไม่ให้ออกมาชุมนุมเพื่อสร้างพลังต่อรองและกดดันรัฐได้
ข้อถกเถียงในเรื่องที่ว่ากฎหมายฉบับนี้คุ้มครองผู้ชุมนุมจริงหรือไม่ ไม่สามารถถกเถียงกันบนโต๊ะประชุม หรือไม่สามารถผุดหลักการหรือข้อคิดเห็นออกมาจากการจัดเวทีหรือเอกสารได้อีกต่อไป มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือต้องเอาชีวิตและร่างกายเข้าเสี่ยงด้วยการออกมาชุมนุมบนท้องถนนและพื้นที่สาธารณะต่างๆ เพื่อผลักดันหลักการไปให้สุดหนทางเท่าที่ยังพอมีอยู่ เพื่อดูว่าการคุ้มครองผู้ชุมนุมจะเป็นจริงได้หรือไม่
ท่ามกลางสภาวะความตีบตันของสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมสุดบรรยายในยุคสมัยนี้!!!
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์
17 ธันวาคม 2560
หมายเหตุ : เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ เป็นนักเคลื่อนไหวประเด็นฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ ผู้ประสานงานโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา, ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
อ้างอิง
[1] ประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง กำหนดระดับเสียงของเครื่องขยายเสียงที่ใช้ในการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ประกาศ ณ วันที่ 23 กันยายน 2558http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/E/236/24.PDF