ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/309254

ตุ๊กแกเงินล้าน!! แต่ขอโทษ ไม่ได้มีไว้ขาย .. เปิดใจปู่สนธิ์ คนรักตุ๊กแก.. แล้วจะเลี้ยงเพื่อ???
ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเยือนที่ดินกว่า 10 ไร่ ในบริเวณบ้านเลขที่ 119 บ้านนาโพธิ์ ม. 11 ต.เขวาสินรินทร์ อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ ที่ นายโกศล จำเริญบุญ อายุ 53 ปี หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “ปู่สนธิ์” ใช้เป็นพื้นที่อยู่อาศัย และทำการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก้าวตามรอยพระบาทศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9 จากเดิมอาศัยอยู่ตามป่าเขาบำเพ็ญธรรม หันกลับเข้าสู่วิถีการครองชีวิตคนปกติ ที่มีแบบแผนการดำเนินชีวิตในธรรมชาติ
ทั้งนี้ ปู่สนธิ์ ได้พาผู้สื่อข่าวไปดูที่กรงแต่ละกรงพบว่ามีตุ๊กแกอยู่หลายรุ่น ตั้งแต่รุ่น เล็กจนถึงรุ่นใหญ่ ความยาว16 และ 17 นิ้ว นอกจากในกรงแล้ว ยังแยกเลี้ยงในกระบอกไม้ไผ่หรือเรียกกันว่าคอนโดตุ๊กแก แต่ละกรง จะมีขันน้ำที่แช่ด้วยหินภูเขาไฟ ช่วยให้ตุ๊กแกได้เสริมสร้างธาตุเหล็ก และมีจิ้งหรีดไว้สำหรับให้ตุ๊กแกกินเป็นอาหาร ในการเลี้ยงจะเลี้ยงแบบธรรมชาติ 3-4 วัน จะมาดูแล 1 ครั้ง หากตัวไหนกัดกันก็จะแยกไปไว้กรงถัดไปที่เตรียมไว้
ปู่สนธิ์ บอกว่า เป็นผู้คิดและผู้ออกแบบการเลี้ยงขึ้นมาเอง โดยปัจจุบันมีตุ๊กแกขนาดใหญ่ อยู่กว่า 80 ตัว เป็นผู้เลี้ยงเองและเพาะพันธุ์เองได้อีกกว่า 100 ตัว ซึ่งตัวใหญ่สุดมีน้ำหนักอยู่ที่ 4 ขีด ส่วนตัวที่ยาวที่สุด อยู่ที่ 16 นิ้ว โดยตุ๊กแกทุกตัวเป็นตุ๊กแกสายพันธุ์ไทยทั้งหมด 6 สายพันธุ์ จะไม่ไปเอาพันธุ์ของต่างประเทศมา เพราะต้องการอนุรักษ์พันธุ์ไทยแท้
ส่วนวิธีการเลี้ยงอาหารตุ๊กแก ก็ให้จิ้งหรีดเป็นอาหาร ไม่ต้องไปหาอาหารเสริมเรื่องโปรตีนหรืออย่างอื่น เพราะไม่ต้องการทำเป็นการค้า ตนต้องการเซลล์ที่แท้จริงกับตุ๊กแกเท่านั้น ตนเห็นเขาลือกันว่าตุ๊กแกนั้นเป็นยา ก็เลยอยากจะทดสอบดูว่า เมื่อตุ๊กแกอายุ 5 ปีขึ้นไป มันจะเป็นยาจริงไหม ก็อยากจะเอาไว้ทำกินเอง กฎหมายบ้านเมืองเราเขาก็ไม่ได้สงวน เป็นสัตว์ที่มีอยู่ทุกหลังคาเรือน โดยตนเลี้ยงมา 5 ปีแล้ว เริ่มเลี้ยงตอนที่ไปบำเพ็ญอยู่บนเขาอยู่บนภูเขาซึ่งตอนนั้น มีอยู่ 10 ตัว แต่เริ่มทำกรงแบบนี้ มา 3 ปีแล้ว
“เคยมีคนจากต่างจังหวัดมาถามซื้อตุ๊กแก แต่ต้องให้หมอมาตรวจซึ่งมีขั้นตอนยุ่งยาก ผมก็เลยบอกไปว่าไม่ขายหรอก เพราะเราเองก็ต้องการอยากจะทดสอบเหมือนกัน ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยลองกินดูแล้ว โดยการตัดส่วนหางของตุ๊กแกที่ตัวโตประมาณ 3 ขีดขึ้นไป ซึ่งส่วนหางจะมีน้ำมันก็นำเอาน้ำมันไปผสมบดกับโสมแดงและโสมขาวกิน แต่ผมจะเอาเฉพาะตัวที่ใกล้จะหมดอายุขัยแล้วมาทำยา โดยการนำไปย่างและนำไปตากแดด เพื่อดูว่าวิธีไหนที่จะได้น้ำมันจากตุ๊กแกเยอะมากที่สุด ซึ่งเมื่อทดลองกินดูแล้วก็รู้สึกว่าร่างกายมีพละกำลังเวลาไปทำงานก็จะแตกต่างกันคือไม่เหนื่อยง่าย”
ปู่สิทธิ์ กล่าวต่อว่า ยังคงต้องศึกษาไปเรื่อยๆ ซึ่งยังไม่รู้ว่าการผสมออกมาเป็นตัวยานั้น สัดส่วนความสมดุลที่แท้จริงจะอยู่ตรงไหน ขณะที่ราคาขายตุ๊กแกในตลาด เท่าที่ทราบ คือ ตัวยาวที่ 16 นิ้ว มีราคาเปิดที่ 50,000 บาท บางเจ้าก็ให้แสนกว่าบาท แต่ถ้ามาเสนอตนราคาเป็น 1 ล้าน ก็ไม่ขาย เพราะกว่าจะเลี้ยงมาโตขนาดนี้ใช้เวลา 5 ปี หมดจิ้งหรีดไปเท่าไหร่แล้ว อีกอย่างก็สงสารเขา เพราะคนที่ซื้อไปเขาก็คงนำไปฆ่าแน่ๆ ที่ตนเลี้ยงตุ๊กแกไว้ก็เพราะว่าแต่ก่อนตนเห็นชาวบ้านฉีดยาฆ่าหญ้าแล้วตุ๊กแกก็ไปกินแมลงที่ถูกยา ตุ๊กแกมันเลยตาย ตนก็คิดว่าสัตว์เหล่านี้มันไม่มีพิษ ไม่มีภัย ไม่มีโทษ บางทีไปตามบ้านเขาก็เกลียดมัน เลยตัดสินใจนำเขามาเลี้ยงเองให้เขามีที่ของเขาในกรง มันก็ไม่เห็นเหม็น เวลาเขาทะเลาะกันเราก็เอาไม้ไผ่ใส่ให้แยกกันอยู่ ตุ๊กแกเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย
ส่วนที่ขึ้นป้ายว่า “รุ้งเจ็ดสีกับแก้” ซึ่งคำว่า กับแก้ หมายถึง แก้โรค แก้ภัย แก้ความเหน็ดเหนื่อย แก้ปวดแข้งปวดขา หากชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นใกล้หรือไกลมีความสนใจ จะเข้ามาดูศึกษาและขอคำปรึกษา เกี่ยวกับการเลี้ยงตุ๊กแก ตนก็ยินดีให้ความรู้หรือโทรศัพท์ มาสอบถามได้ที่ เบอร์ 098-4954545 ได้ตลอดเวลา
ด้าน นางรุ้งอำไพ เหลาอุดม อายุ 54 ปี เจ้าของที่ดิน กล่าวว่า เมื่อก่อนนี้ตนจะเป็นที่กลัวตุ๊กแกมาก กลัวผิวเขา กลัวตาเขา ที่โต ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆว่า ถ้าถูกตุ๊กแกกัดถ้าฝนไม่ตก ฟ้าไม่ร้องก็จะไม่ปล่อย ทำให้กลัวมาไม่กล้าเขาใกล้ พอ ปู่สนธิ์ จับมาเลี้ยง ได้คลุกคลีได้สัมผัสกับตุ๊กแก แม่เคยบอกว่า คนโบราณถ้าเป็นภูมิแพ้ ก็จะให้กินตุ๊กแก ซึ่งพอโตมาแต่งงาน ลูกป่วยบ่อย ก็เลยบอกสามีว่า ทำเหมือนคุณยายบอก คือ ให้กินตุ๊กแกไหม แฟนก็ไปจับตุ๊กแกเอามาลอกหนัง เอามาปิ้งให้ลูกสาวกิน พอเขากินก็อร่อย พอเห็นจิ้งจกเขาก็ชี้ ให้พ่อเอาตุ๊กแกมาให้เขากิน อาการป่วยก็ดีขึ้นมาตามลำดับ และไม่เป็นโรคภูมิแพ้อีกเลย จากนั้นเป็นต้นมาก็รู้ว่า ตุ๊กแกเป็นยา ที่คนโบราณพูดต่อกันมาถูกแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากการเลี้ยงตุ๊กแกแล้วยังพบว่า ปู่สนธิ์ ยังทำเกษตรแบบผสมผสานตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นเล้าไก่ซึ่งมีไก่หลายสิบตัว พบว่า แม่ไก่กำลังกกไข่แบบธรรมชาติ ส่วนอาหารไก่ จะเอาข้าวเปลือกไว้ในถุงปุ๋ย หากไก่หิวอาหารก็เข้ามาเจาะถุง โดยไม่ต้องใส่อาหาร ทำให้ประหยัด เพราะไม่เหลือจากที่ไก่กินทิ้งไว้ ส่วนแปลงนาด้านข้างหลังบ้าน มีการนำสายยางปล่อยน้ำเข้านา โดยจากการเจาะน้ำบาดาล เมื่อมองไปที่แปลงนาจะเห็นปลาธรรมชาติที่ยังคงเหลือตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก แถมมีการปล่อยน้ำเข้านา เพื่อให้ปลาธรรมชาติ ที่ตกค้างในนาข้าวหลังการเกี่ยวข้าว ได้มีชีวิตอยู่ถึงฤดูกาลหน้าฝนต่อไป
ขณะเดียวกัน ยังมีการเลี้ยงกบ และเพาะพันธุ์ไว้ด้วย ปลูก ต้นกล้วยน้ำว้า ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก สารพัดพืชผักสวนครัว ข้าวโพด ดำรงชีวิตอย่างสมถะ บนวิถีแห่งความพอเพียง คือวิถีแห่งความสุขที่ ปู่สนธิ์ ได้เดินตามรอยพ่อแบบพอเพียงนั่นเอง