ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/309586

เก็บเงินประกันสังคมเพิ่ม อย่าลืมทำให้ประชาชนเชื่อมั่น
เป็นข่าวที่ทำเอาบรรดา “มนุษย์เงินเดือน” เครียดไปตามๆ กัน เมื่อช่วงปลายเดือนต.ค. 2560 กับกรณีที่ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยเมื่อ 19 ต.ค. ว่า สปส. มีแนวคิดที่จะ “เพิ่มเพดานการเก็บเงินสมทบ” จากเดิมไม่เกินเดือนละ 750 บาท เป็นไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท โดยเพดานใหม่นั้นจะเก็บตามขั้นบันได ตั้งแต่ผู้มีเงินเดือน 16,000 บาทขึ้นไปตามลำดับ จนไปสุดเพดานที่เดือนละ 1,000 บาท สำหรับผู้ที่มีเงินเดือนมากกว่า 20,000 บาทขึ้นไป เนื่องจากอัตราเดิมใช้มานานถึง 27 ปี จึงไม่สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน
ทว่าทันทีที่เรื่องนี้กลายเป็นข่าว ก็เช่นเดียวกับ “ทุกๆ การเก็บเงินโดยรัฐ” ไม่ว่าค่าธรรมเนียมหรือภาษีใดๆ ก็ตาม สิ่งที่ตามมาคือ “แรงต้าน” จากประชาชน แม้ฝ่ายรัฐจะพยายามชี้แจงว่าการเก็บเงินดังกล่าวนั้นเพื่อประโยชน์ของประชาชนเองก็ตาม รวมถึงกรณีประกันสังคม ที่แม้ สปส. ย้ำว่าหากเก็บเพิ่มได้จริงจะสามารถเติมวงเงินสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของผู้ประกันตนให้มากขึ้นได้ แต่เสียงคัดค้านก็ยังดัง กระทั่ง 24 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมายืนยันว่า ยังไม่มีการเก็บเงินสมทบเพิ่ม โดยให้ไปทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน
ต้นเดือนธ.ค. 2560 วันเวลาผ่านไปเดือนเศษและข่าวดังกล่าวค่อยๆ เงียบหาย มีการจัดเวทีเสวนาเรื่อง “ขึ้นเบี้ยประกันสังคม ใคร
ได้ประโยชน์?” ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ถ.เสรีไทย ย่านบางกะปิ กรุงเทพฯ โดย ดร.ติญทรรศน์ ประทีปพรณรงค์ อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ NIDA กล่าวว่า แนวคิดการปรับเพดานเงินสมทบกองทุนประกันสังคม จาก 750 บาท เป็น 1,000 บาท เริ่มมีการพูดกันตั้งแต่เมื่อปี 2559
แต่เมื่อปรากฏเป็นข่าวแล้วมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน ทางฝ่าย สปส. ก็จะออกมาตอบโต้ ซึ่งมองว่า “วิธีการสื่อสารของรัฐมักมีปัญหาเสมอ” ในหลายๆ เรื่องที่ผ่านมา ยกตัวอย่างก่อนหน้านี้ที่สำนักโพลล์ต่างๆ รวมถึง NIDA POLL ไปสอบถามความคิดเห็นประชาชนในเรื่องการปรับเพดานเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้น พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ทว่าหลังจากนั้น ทาง สปส. ก็ตอบโต้ด้วยการเผยแพร่ผลโพลล์เช่นกันที่บอกว่าส่วนใหญ่เห็นด้วย อีกทั้งย้ำว่าได้รับฟังความคิดเห็นตลอดปี 2559 กว่า 2,000 เวที
จึงกลายเป็น “ความอลหม่านของข้อมูล” ที่เมื่อฝ่ายหนึ่งเสนอข้อมูลชุดหนึ่งอีกฝ่ายก็จะเอาข้อมูลอีกชุดมา “เกทับ” กันไป-มา ทั้งที่จริงๆ ยังมีอีกหลายภาคส่วนที่ไม่ได้ถูกรับเชิญไปร่วมแสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อเปรียบเทียบระหว่างประกันสังคมกับ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตร 30 บาท-บัตรทอง)” อาทิ ผู้หญิงไปตรวจมะเร็งเต้านม ประกันสังคมจะกำหนดเกณฑ์อายุไว้ในขณะที่บัตรทองไม่ได้กำหนด จึงเกิดคำถามว่า “เหตุประกันสังคมต้องมีข้อกำหนด..แต่บัตรทองไม่มี?” จนมีบางคนบอกว่าบัตรทองดีกว่าประกันสังคมเสียอีก เป็นต้น
“เวลารัฐจัดการรับฟังความคิดเห็น มักจะทำในรูปแบบที่เคยๆ ทำกันมา คือใครที่เคยมาก็จะมา แต่ใครที่ไม่เคยมาแล้วควรจะมา ก็อาจจะถูกละเลย ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่คนที่ไม่อยากจะให้เก็บเพิ่ม เขามองว่าประโยชน์ที่เขาจะได้มันไม่มากพอ มีความเห็น 2 ส่วนเท่าที่ได้ติดตามข้อมูลมา คนที่เห็นด้วยมักจะมองไปที่การเก็บออมบำนาญชราภาพ มองว่าระยะยาวมันคุ้ม แต่คนที่ไม่เห็นด้วยเขามองที่การรักษาพยาบาล”ดร.ติญทรรศน์ กล่าว
ขณะที่ ดร.ฌานิทธิ์ สันตะพันธุ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ NIDA เล่าย้อนถึงประวัติศาสตร์ของแนวคิด “สวัสดิการสังคม” ซึ่งประกันสังคมก็เป็น 1 ในนั้นว่า ในทวีปยุโรปเมื่อร้อยกว่าปีก่อนที่สังคมยุคนั้นเน้นอุตสาหกรรมเต็มตัวภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเริ่มมีการพบว่า “เศรษฐกิจเสรีอย่างเดียวก่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ” เพราะคนแต่ละคนมีโอกาสไม่เท่ากัน คนจำนวนน้อยกอบโกยได้มากแต่คนส่วนใหญ่แทบไม่ได้อะไรดังนั้น “รัฐจึงต้องเข้าไปแทรกแซงในบางเรื่อง” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าว
อาทิ มีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน รวมถึงมีระบบประกันสังคมที่ “นายจ้าง-ลูกจ้าง-รัฐบาล” สมทบเงินเข้ากองทุน ซึ่งแต่ละชาติจะกำหนดสัดส่วนของแต่ละฝ่าย และสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนแตกต่างกันออกไป เช่น ฝรั่งเศส ประเทศที่ ดร.ฌานิทธิ์ เคยไปเรียนต่อ ลูกจ้างจ่ายร้อยละ 0.75 ของรายได้ นายจ้างจ่ายร้อยละ 12.8 และรัฐบาลจ่ายอีกร้อยละ 12 ทั้งนี้สวัสดิการอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ “ประกันสังคมฝรั่งเศสช่วยเงินค่ารักษาพยาบาลถึงร้อยละ 75 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด” ส่วนอีกร้อยละ 25 จะมีประกันชีวิตภาคเอกชนที่แต่ละคนทำไว้มาสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย ดร.ฌานิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า “นโยบายด้านสวัสดิการสังคมเป็นนโยบายที่ภาครัฐของไทยให้ความสนใจค่อนข้างน้อย” ซึ่งสาเหตุอาจเป็นเพราะทำแล้วไม่เห็นผลเป็นตัวเลขชัดเจนอย่างนโยบายด้านเศรษฐกิจ เช่น การส่งออก มาตรการทางการเงินการคลัง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่รัฐบาลไทยจะนิยมทำเป็นเรื่องแรกๆ เสมอ แต่มาตรการทางสังคมจะเป็นเรื่องท้ายๆ และมักจะถูกละเลยมาตลอด
“ผมอยากตั้งข้อสังเกต คือมีคนถามผมว่าคนฝรั่งเศสคิดอย่างไรกับการเสียภาษี? ผมเห็นว่าคนบ้านเขาไม่ได้เห็นว่าการเสียภาษีเป็นเรื่องที่ต้องหลบเลี่ยง คือเป็นเรื่องที่เขาเต็มใจที่จะเสียภาษี เพราะเขารู้สึกว่าเขาได้อะไรกลับคืนจากรัฐเยอะ” ดร.ฌานิทธิ์ ระบุ
ซึ่งเรื่องของ “ความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ” ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ผศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก ผู้ช่วยคณบดีด้านสื่อสารองค์การและกิจการนานาชาติ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ NIDA กล่าวว่า ในมุมหนึ่งอีก 10 ปีข้างหน้าคนไทยจะเริ่มเกษียณอายุกันมาก เข้าสู่ “สังคมสูงวัย” ที่จะต้องใช้บริการจากภาครัฐมากขึ้น ก็จะต้องนำเงินจากประกันสังคมมาใช้เพิ่มขึ้น จึงอาจ “จำเป็น” ที่ต้องเร่งปรับเพิ่มการจ่ายเงินสมทบตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้มีเงินพอสำหรับอนาคต
แต่ในอีกมุมหนึ่ง เมื่อมีการปรับเพิ่มสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ประชาชนย่อมจะมีความคาดหวังสูงขึ้นด้วย” ว่าจะได้อะไรกลับมา มีความชัดเจนเรื่องคุณภาพการบริการที่ประชาชนรู้สึกพึงพอใจและทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงประเด็น “ความโปร่งใส” เช่น การแยกเงินออกเป็น 2 ส่วนคือ “เงินค่ารักษาพยาบาล-เงินชราภาพ” ซึ่งในต่างประเทศก็มีการแยกออกจากกัน
“ถ้าจะทำให้ชัดเจนขึ้นมันอาจจะต้องแบ่งเป็น 2 ระดับจากเงินที่เราเสียไป ก้อนหนึ่งคือค่ารักษาพยาบาล กับอีกก้อนคือเงินที่เราต้องใช้หลังเกษียณ ถ้าแบ่งแบบนี้แล้วให้คนที่เขาเสียเงินไปทุกๆ เดือนได้เห็นชัด แบบนี้ก็จะดี อย่างบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สิ้นปีเขาก็จะส่งสลิปมาระบุชัดเลยว่านายคนนั้นคนนี้มียอดสะสมเท่าไร ผลตอบแทนเท่าไร แต่ประกันสังคมเป็นการจ่ายแบบลงขัน เดือนละ 750 บาท 1,000 บาท สิ้นปีมาเราไม่รู้ว่าเงินตรงนี้ไปอยู่ที่ไหน มันเพิ่มขึ้นหรือเปล่า เพราะมันไม่ได้มีชื่อของเราไปติดไว้อยู่” ผศ.ดร.ดนุวัศ ให้ความเห็น
หากนับถึง ณ สิ้นเดือนก.ย. 2560 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นปีงบประมาณ 2560 ข้อมูลจากเว็บไซต์ สปส. มีผู้ประกันตน มาตรา 33 หรือลูกจ้างในสถานประกอบการ จำนวน 10,733,498 คน ซึ่งมนุษย์เงินเดือนเหล่านี้คือ “ลูกค้าหลัก” ของกองทุน ขณะที่การใช้สิทธิต่างๆ ก็พบว่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการปรับอัตราการจ่ายเบี้ยประกันสังคมเพิ่มขึ้น
แม้จะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้…แต่ก็ต้องสร้างความมั่นใจกับประชาชนด้วยเช่นกัน!!!