ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/309775

3ปี‘พรบ.คุ้มครองสัตว์’ ดีแล้ว..แต่ยังไปไม่สุดทาง!
“เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง เหมือนนกยูงมีดีที่แววขน ถ้าใจต่ำเป็นได้แต่เพียงคน ย่อมเสียทีที่ตนได้เกิดมา” ส่วนหนึ่งจากบทกลอน “เป็นมนุษย์หรือเป็นคน” ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของ พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ) หรือที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยรู้จักท่านในนาม “พุทธทาสภิกขุ” โดยบทกลอนดังกล่าวได้รับการบรรจุให้เป็น “บทอาขยาน”สำหรับให้เด็กนักเรียนท่องประกอบวิชาภาษาไทยด้วย
ด้วยความที่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถคิดในสิ่งที่ซับซ้อนในขณะที่สัตว์อื่นๆ ไม่สามารถทำได้ คำว่ามนุษย์จึงมีความหมายประการหนึ่งคือเป็น “สัตว์ประเสริฐ” สามารถรู้ผิดรู้ชอบ รู้อะไรควรไม่ควร สามารถยับยั้งชั่งใจไม่ทำอะไรตามสัญชาตญาณดิบแบบสัตว์อื่นๆ ทำให้เกิดการคิดค้น “หลักศีลธรรม-คุณธรรม-จริยธรรม” เพื่อขัดเกลาความประพฤติของมนุษย์ด้วยกันให้ดีงาม ซึ่ง 1 ในนั้นคือ “ความเมตตากรุณา” ที่ไม่เฉพาะต่อมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น แต่ยังเผื่อแผ่ไปถึงสรรพสัตว์อื่นๆ ด้วย
ดังจะเห็นได้จากโลกยุคใหม่ หลายประเทศมีการออกกฎหมาย “ห้ามทารุณกรรมสัตว์” แม้กระทั่ง “การฆ่าสัตว์เพื่อนำมาทำเป็นอาหารก็มีการรณรงค์ให้ใช้วิธีที่สัตว์เจ็บปวดน้อยที่สุด”
เท่าที่จะเป็นไปได้ รวมถึงประเทศไทยเองที่เมื่อ 3 ปีก่อนมีการออก พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 26 ธ.ค. 2557 ซึ่งมีบทลงโทษสูงสุดถึงจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุลรักษาการเลขาธิการ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) เขียนบทความ “3 ปี พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์” เล่าประวัติศาสตร์การส่งเสริม “สิทธิสัตว์” ไว้อย่างน่าสนใจว่า เริ่มต้นขึ้นในปี 2454 ที่ประเทศ อังกฤษ โดยมีการออก พ.ร.บ.ปกป้องสัตว์ พ.ศ. 2454 (Protection of Animals Act 1911) ซึ่งเป็นต้นแบบของกฎหมายคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ทั่วโลกในเวลาต่อมา
สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวคือ “คุ้มครองไม่ให้คนทำร้ายสัตว์ด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งจะต้องรักษาสัตว์เมื่อยามสัตว์นั้นเจ็บป่วย นอกจากนั้นยังควบคุมการขนส่งและจะต้อง
ไม่ทารุณสัตว์” โดยครอบคลุมถึงสัตว์ทุกชนิดที่มนุษย์สามารถใช้งานได้ เช่น ม้า แกะ แพะ หมู สุนัข แมว รวมถึงสัตว์ปีกด้วย จากนั้นการส่งเสริมสิทธิสัตว์ในอังกฤษก็มีความก้าวหน้ามาตามลำดับ
อาทิ มีการออกกฎหมายตามมาหลายฉบับ อาทิ พ.ร.บ.สุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2527 (Animal Health and Welfare Act 1984) และอีกราว 2 ทศวรรษต่อมา ได้ออก พ.ร.บ.สวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2549 (Animal Welfare Act 2006) โดยปรับปรุงบทลงโทษและปรับให้ทันยุค เช่น กรณีเจ้าของสัตว์ทำร้ายสัตว์เลี้ยงโดยไม่จำเป็น จะต้องถูกจำคุก เป็นเวลาไม่เกิน 51 สัปดาห์ หรือปรับเงินเป็นจำนวน 20,000 ปอนด์ (ราว 8.6 แสนบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม..ที่น่าทึ่งคือก่อนหน้าที่อังกฤษจะมีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ฉบับแรกเพียงไม่กี่ปี ประเทศไทย (หรือชื่อเดิมคือสยาม) มีการบรรจุความผิดฐานทารุณกรรมสัตว์ไว้ใน กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 (พ.ศ.2451) ซึ่งถือเป็น “ประมวลกฎหมายอาญาเล่มแรกของรัฐไทยตามแบบโลกสมัยใหม่” แล้ว โดยบัญญัติไว้ใน มาตรา 335 (16)ความว่า “ผู้ใดทรมานสัตว์เดียรฉานด้วยความดุร้าย หรือมันฆ่าสัตว์เดียรฉานให้ตายโดยความลำบากโดยมิจำเป็น ท่านว่ามันมีความผิดต้องรวางโทษชั้น 3” (“เดียรฉาน-รวาง” คือคำว่า “เดรัจฉาน-ระวาง” เป็นภาษาสมัยโบราณ)
และใน มาตรา 335 (17) ความว่า “ผู้ใดทำให้ปสุสัตว์ หรือสัตว์พาหนะถึงตายหรือมีบาดเจ็บ เพราะมันขี่ขับหรือบรรทุกสัตว์นั้นจนเหลือขนาดใช้ ท่านว่ามันมีความผิดต้องรวางโทษชั้น 3” (“ปสุสัตว์” คือคำว่า “ปศุสัตว์” เป็นภาษาสมัยโบราณ) ซึ่งใน มาตรา 332 ได้ระบุประเภทโทษของกลุ่มความผิดลหุโทษไว้ว่า โทษชั้น 3
หมายถึงการจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน50 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จากนั้นเมื่อได้มีการใช้ ประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ (2499) ความผิดฐานทารุณกรรมสัตว์ก็ถูกบรรจุไว้ใน มาตรา 381 การทารุณต่อสัตว์ หรือฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็น และ มาตรา 382 การใช้ให้สัตว์ทำงานจนเกินสมควรหรือใช้ให้ทำงาน อันไม่สมควร เพราะเหตุที่สัตว์นั้นป่วยเจ็บ ชราหรืออ่อนอายุ ความผิดตามมาตราทั้ง 2 คือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน1 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต่อมาได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 22)พ.ศ.2558 ในส่วนโทษปรับหมวดความผิดลหุโทษเป็นไม่เกิน 1 หมื่นบาท
สำหรับนิยาม “การทารุณกรรม” ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 หมายความว่า การกระทำหรืองดเว้นการกระทำใดๆ ที่ทำให้สัตว์ได้รับความทุกข์ทรมานไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ ได้รับความเจ็บปวด ความเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรืออาจมีผลทำให้สัตว์นั้นตาย และให้หมายความรวมถึงการใช้สัตว์พิการ สัตว์เจ็บป่วย สัตว์ชราหรือสัตว์ที่กำลังตั้งท้อง เพื่อแสวงหาประโยชน์ ใช้สัตว์ประกอบกามกิจ ใช้สัตว์ทำงานจนเกินสมควรหรือใช้ให้ทำงานอันไม่สมควร เพราะเหตุที่สัตว์นั้นเจ็บป่วย ชราหรืออ่อนอายุ
ดร.สาธิต กล่าวไว้ในบทความว่า หลังจากที่ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก็ปรากฏข่าวคดีคนทำร้ายสัตว์อย่างต่อเนื่อง “โดยในระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา คดีการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควรกว่า 200 คดีมีคำพิพากษาของศาลแล้วไม่ต่ำกว่า 20 คดี”และมีอีกหลายคดีกำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หลายคดีสามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษได้ทันที
ข้างต้นนั้นเป็นบทความในมุมของคนที่ต่อสู้เพื่อสิทธิสัตว์มานานจนวันนี้สมหวังแล้ว ทว่าสำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งยังคงมีคำถามจนปัจจุบัน นั่นคือ“แล้วจะทำอย่างไรกับคนที่เลี้ยงสัตว์อย่างไม่รับผิดชอบ?” ดังจะเห็นได้จากปัญหา “สุนัข-แมวจรจัด” ที่เห็นได้ทั่วไปทุกหัวระแหงของประเทศไทย จำนวนมากมาจากคนที่ไม่อยากเลี้ยงแล้วก็นำไปปล่อยสู่พื้นที่สาธารณะ สร้างความเดือดร้อนต่อบุคคลอื่นๆ ในสังคม เช่น ถ่ายมูลเปรอะเปื้อนส่งกลิ่นตามถนน ทางเท้า รวมถึงลานวัด หรือสุนัขจรจัดไล่กวดคนที่เดิน ขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ผ่านไปมาจนอาจเกิดอันตรายได้
ทั้งนี้แม้ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 จะมีบทบัญญัติใน มาตรา 23 ห้ามมิให้เจ้าของสัตว์ปล่อย ละทิ้ง หรือกระทำการใดๆ ให้สัตว์พ้นจากการดูแลของตนโดยไม่มีเหตุอันสมควร และมีบทกำหนดโทษใน มาตรา 32สำหรับผู้ฝ่าฝืนคือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ยังไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ” อย่างในหลายประเทศที่ต้อง “ขึ้นทะเบียน” ทั้งสัตว์เลี้ยงและผู้เลี้ยง บางประเทศถึงขั้นต้อง “เสียภาษี”อีกต่างหาก เช่น เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ที่มีการเก็บภาษีผู้เลี้ยงสุนัข ทำให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการได้ตั้งแต่แรก
ในเมื่อรัฐบาลโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำให้คนรักสัตว์สมหวังไปแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน วันนี้ในห้วงเวลาไม่ถึง 1 ปีหากยึดตาม Road Map ที่จะต้องมีการเลือกตั้งภายในปี 2561 รบกวน “ขออีกครั้ง” คือช่วย “คืนความสุข” ให้กับประชาชนที่ต้องเผชิญปัญหาสัตว์จรจัดที่ถูกคนไร้ความรับผิดชอบนำมาปล่อยทิ้ง
ด้วยการออกกฎหมาย “จัดระเบียบ” ทั้งผู้เลี้ยงและผู้ประกอบกิจการจำหน่ายสัตว์เลี้ยงทีเถิด!!!
ก่อนที่จะมี กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) ที่มีบทบัญญัติความผิดฐานทารุณกรรมสัตว์ ประเทศไทยหรือสยาม ได้ออก พ.ร.บ.สัตว์พาหนะ ร.ศ.119 (พ.ศ.2443) จากนั้นได้มี พ.ร.บ.สัตว์พาหนะ พ.ศ.2482 มาบังคับใช้แทน นอกจากนี้เมื่อประชาคมโลกตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ ประเทศไทยเองก็ได้เริ่มออก พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 ซึ่งในเวลานั้นไทยกำลังประสบปัญหาสัตว์ป่าต่างๆ ถูกล่าเพื่อความสนุกสนานของมนุษย์จนแทบสูญพันธุ์ และต่อมาได้มี พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาใช้แทนจนปัจจุบัน