ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/310171

ขอ‘ลาตาย’ไปอยู่กับ‘คนดัง’ ต่างชาติมี…ไทยก็ใช่ว่าไม่เสี่ยง
เป็นอีกเหตุเศร้าโศกในรอบปีสำหรับวงการบันเทิง กับข่าวการเสียชีวิตของ จงฮยอน สมาชิกวง SHINee บอยแบนด์ดังจากเกาหลีใต้ โดยสื่อมวลชนเกาหลีใต้รายงานว่า พบศพของเขาในอพาร์ตเม้นต์ของตนเอง ประมาณหกโมงเย็นของวันที่ 18 ธ.ค. 2560 ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนจะได้รับการยืนยันในเวลาต่อมาว่าเป็นการ “ฆ่าตัวตาย” หลังพี่สาวของผู้ตายได้รับข้อความ “บอกลาครั้งสุดท้าย” และได้แจ้งให้ตำรวจไปตรวจสอบ แต่ก็ไม่ทันจนเกิดเรื่องเศร้าดังกล่าว
ลำพังเพียงการฆ่าตัวตายของใครคนใดคนหนึ่งก็เป็นเรื่องน่าหดหู่มากแล้ว เห็นได้จากการที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) บรรจุการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาทางสาธารณสุข ถึงขนาดมีการกำหนดให้วันที่ 10 กันยายนของทุกปีเป็น วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ ปฏิกิริยาของบรรดา “แฟนคลับ” หลังมีข่าวตามมาว่าบางรายตัดสินใจ “ขอตายตาม” ไปอยู่กับ “ไอดอล” ผู้เป็นที่รักของตนด้วย
กรณีแบบนี้ “ไม่ใช่เรื่องใหม่” หากย้อนไปดูข่าวเก่าๆ เมื่อมีคนดังฆ่าตัวตาย อาทิ ยูกิโกะ โอกาดะไอดอลสาวชาวญี่ปุ่น ฆ่าตัวตายในปี 2529 หรือ “ฮิเดะ” ฮิเดโตะ มัตสึโมโตะ มือกีตาร์วงร็อกระดับตำนานของญี่ปุ่น X-Japan ฆ่าตัวตายในปี 2541ในช่วงไล่เลี่ยกันก็มีข่าววัยรุ่นญี่ปุ่นฆ่าตัวตายตามเช่นเดียวกับในปี 2551 ที่ดาราสาวชื่อดังของเกาหลีใต้ชอยจินซิล ฆ่าตัวตาย ก็มีรายงานว่า สถิติการฆ่าตัวตายของชาวเกาหลีใต้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ดร.วัลลภปิยะมโนธรรม อธิบายกับทีมข่าว นสพ.แนวหน้า ว่า กลุ่มที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายมักจะมี “ภาวะซึมเศร้า” อยู่ก่อนแล้ว ยิ่งยุคหลังๆ ที่สังคมเป็นแบบ “ต่างคนต่างอยู่” ปฏิสัมพันธ์ผ่านหน้าจอมากกว่าพบเจอตัวตนจริงๆ ระดับความ “เหงา-เศร้า” ก็ยิ่งมาก แม้จะยังเปิดรับ “สื่อบันเทิง” ทว่านานเข้าก็ผูกพันกับดารา มองเห็นเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ “พอไอดอลคน
ที่เขารักมากๆ เกิดฆ่าตัวตายขึ้นมา เขาก็รู้สึกว่าเขาอยู่ไม่ได้ เพราะเขารู้สึกว่าที่อยู่ได้เพราะมีอารมณ์ร่วมกับไอดอล กับดารานักร้องคนนี้ พอดาราตายเขาก็ตายตาม” ดร.วัลลภ กล่าว
คำถามต่อมา “ทำไมกลุ่มเสี่ยงมักเป็นวัยรุ่น?”นักจิตวิทยาท่านนี้ อธิบายว่า ด้วยปัจจัยทางฮอร์โมน ทำให้วัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่ “อารมณ์รุนแรง” ความเสี่ยงก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย ยิ่งถ้ารวมกับ “ปัจจัยทางสังคม”หมายถึงสังคมใดที่มีการ “ตีกรอบบังคับ-แก่งแย่งแข่งขัน” อย่างเข้มข้น โอกาสที่คนจะตัดสินใจฆ่าตัวตายก็ยิ่งมาก ดังที่ทราบกันดีว่าทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีสถิติการฆ่าตัวตายของประชากรสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเสมอมารวมถึงในกลุ่มเยาวชน (Youth, Teen Suicide) ด้วย ถึงขนาดที่มีการศึกษาปัญหานี้กันอย่างเป็นวาระแห่งชาติ
“เมืองไทยอิสระมากไป ไม่มีวินัย แต่ญี่ปุ่นนั้นมีวินัยมากไป ไม่มีอิสระ ไม่มีอารมณ์ เมื่อไม่มีก็ต้องปลดปล่อยอารมณ์ เกาหลีก็มาแนวเดียวกัน คือพยายามสร้างวินัยชีวิต ญี่ปุ่นกับเกาหลีมี IQ (สติปัญญา) สูง แต่เป็นแบบอย่างที่อันตราย คือผิดนิดก็ฆ่าตัวตาย ออกจากงานหน่อยก็ฆ่าตัวตาย อยู่ในสังคมไม่ได้เพราะรู้สึกอับอาย” ดร.วัลลภ ระบุ
จากต่างแดนย้อนกลับดูเมืองไทย ดร.วัลลภ แสดงความเป็นห่วงประเด็น “ท่าทีของผู้ใหญ่” เพราะผู้ใหญ่ไทยจำนวนมากยังนิยมใช้วิธี “บังคับ” กับเด็กและวัยรุ่น ซึ่งจากประสบการณ์ที่เคยช่วยเหลือผู้มีปัญหาทางจิตมา พบว่าจำนวนไม่น้อยมี “ปม” ฝังใจมาจาก “ครอบครัว” โดยเฉพาะกับ “พ่อแม่” ที่พอรู้ว่าลูกมีปัญหา แทนที่จะพูดดีๆ กลับ “ดุด่า” กลายเป็นการ “ซ้ำเติม” คนที่สภาพจิตใจกำลังเปราะบางอยู่แล้วให้ทุกข์หนักขึ้นไปอีก “ถ้าพูดจริงจังบังคับเขาจะยิ่งต่อต้าน คือคำว่าห้าม อย่า ไม่ มันเป็นคำพูดด้านลบ คือต้องสอนไม่ใช่เอาแต่สั่ง” ดร.วัลลภ กล่าวย้ำ
นักจิตวิทยาชื่อดังผู้นี้ ยังฝากวิธีสังเกตและประเมินความเสี่ยงของผู้ที่มีแนวโน้มจะฆ่าตัวตายไว้ด้วยว่าถ้าเมื่อใดที่เปรยขึ้นมาว่า “อยากฆ่าตัวตายด้วยวิธีนั้นวิธีนี้” อย่างชัดเจน ระดับนี้ถือว่า “ต้องระวัง” คนใกล้ชิดต้องเข้าไปถามไถ่ดูแล เพราะมีโอกาสที่จะลงมือฆ่าตัวตายจริงๆ ตามวิธีที่พูดไว้ถึงร้อยละ 50 และสำคัญที่สุด “ห้ามยั่วยุ” ใช้ถ้อยคำประเภทไล่ให้ไปตายโดยเด็ดขาด
เช่นเดียวกับ นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงพฤติกรรมการฆ่าตัวตายตามผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสังคม ซึ่งมีศัพท์ทางวิชาการว่า “Copycat Suicide” โดยการฆ่าตัวตายลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นกับคนที่ไม่มีความคิดฆ่าตัวตายอยู่ก่อน แต่สำหรับคนที่คิดฆ่าตัวตายอยู่แล้ว อาจจะทำให้เห็นช่องทางหรือวิธีการที่จะฆ่าตัวตายมากขึ้นมีผลให้คนมีความคิดที่จะฆ่าตัวตายตามได้ ทั้งนี้ต้องดูความเปราะบางด้านจิตใจ หรือผูกพันกับผู้ตายขนาดไหน หากผูกพันมากก็จะทำให้หวั่นไหวตามมาก
“แม้ในเมืองไทยกระแสการฆ่าตัวตายเลียนแบบบุคคลมีชื่อเสียงจะยังมีไม่มากนัก ก็ไม่ควรชะล่าใจ เรื่องนี้ต้องระวัง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ต้องช่วยกันไม่ให้เกิดขึ้น อย่างสื่อเอง ในการพาดหัวหรือการแจงรายละเอียดการฆ่าตัวตายก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะหากบรรยายมากเกินไปอาจเกิดผลกระทบได้ แต่ให้เน้นไปที่แนวทางการป้องกัน ดูแล ช่วยเหลือ ผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายให้มากขึ้น” นพ.บุญเรือง กล่าว
อธิบดีกรมสุขภาพจิต ยังฝากเตือนไปยังพ่อแม่ผู้ปกครอง หากบุตรหลานมีพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ร้องไห้บ่อย เก็บตัว ไม่พูด เหม่อลอยบางครั้งพูดถึงเรื่องฆ่าตัวตาย บ่นไม่อยากมีชีวิต ชีวิตไม่มีคุณค่า นี่เป็น “สัญญาณเตือน” ที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ “อย่าคิดว่าเป็นการพูดเล่น” เพราะเท่ากับปล่อยโอกาสการช่วยเหลือให้ลดน้อยลง รวมไปถึงเด็กที่เคยฆ่าตัวตายมาแล้วต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะโอกาสที่จะกลับไปฆ่าตัวตายซ้ำมีมาก
“สำหรับแฟนคลับ ก็ขอให้ชื่นชมในความสามารถของบุคคลนั้น การฆ่าตัวตายไม่ใช่ทางออกของปัญหา ขอให้มองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์มองเป็นบทเรียน ไม่มีใครอยากฆ่าตัวตาย และคง
ไม่หวังที่จะให้คนอื่นฆ่าตัวตายตาม การฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ ส่วนภาวะซึมเศร้าก็สามารถรักษาให้หายได้เช่นกัน หากเกิดภาวะซึมเศร้าคิดสั้น ทำใจไม่ได้ ให้พูดคุยกับคนใกล้ชิด หรือปรึกษาจิตแพทย์ ซึ่งการปรึกษาจิตแพทย์ไม่จำเป็นว่าต้องป่วย ทุกคนสามารถปรึกษาเพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้” นพ.บุญเรือง ฝากทิ้งท้าย
แม้ท้ายที่สุดจะมีรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีแฟนคลับชาวไทยของ จงฮยอน แห่งวง SHINee โพสต์ข้อความทิ้งท้ายก่อนลาตายตามไอดอลชาวเกาหลีดังกล่าวนั้นเป็นเพียง “เรื่องแต่ง” ที่ทำเอาชาวเนตเมืองไทยไม่พอใจไปตามๆ กัน เพราะเล่นกับความรู้สึกเป็นห่วงของคน แต่ก็ต้องย้ำว่ากรณีแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง ดังที่มีตัวอย่างในต่างประเทศ
ฉะนั้นหากไม่อยากสูญเสียคนใกล้ตัว “อย่าละเลย” เห็นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย!!!
ในปี 2559 ประเทศไทยมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายทั้งหมด 4,131 คน หรือเฉลี่ย 6.35 คน ต่อประชากรแสนคน โดยคนไทยกลุ่มอายุ 30-39 ปี ฆ่าตัวตายมากที่สุด 930 คน รองลงมาคือช่วงอายุ 40-49 ปี 861 คน และอันดับ 3 ช่วงอายุ 50-59 ปี 760 คน ส่วนกลุ่มวัยเด็ก-วัยรุ่น อายุ 10-19 ปี มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 193 คน (ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต)
