ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/310578

จาก‘3G’สู่‘ประกันภัยทะเล’ เปิดมุมคิด‘สุทธิพล ทวีชัยการ’
“3G” 3rd Generation Mobile Telecommunications หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “โทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) ยุคที่ 3” เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้มือถือทำได้มากกว่าแค่โทร.เข้า-ออก กับรับ-ส่งข้อความสั้น(SMS) เพราะสามารถรับ-ส่งข้อมูลต่างๆ ด้วยอินเตอร์เนตไร้สายความเร็วสูง ดังที่เห็นกันในระยะหลังๆ ที่มือถือส่วนใหญ่เป็นแบบ “สมาร์ทโฟน” (Smartphone) ผลิตมาเพื่อใช้งานอเนกประสงค์ เช่น โทรศัพท์แบบเห็นหน้า พิมพ์ข้อความสนทนา เล่นเกมออนไลน์ ฯลฯ และปัจจุบันก้าวหน้าไปมากกว่านั้น เพราะเข้าสู่ยุค “4G” ที่ความเร็วอินเตอร์เนตบนมือถือสูงขึ้นไปอีกระดับ
แต่กว่าที่คนไทยจะได้ใช้บริการ 3G อย่างแพร่หลายแบบทุกวันนี้ ต้องบอกว่า “เหนื่อย” ดังที่หากใครจำกันได้กับ “มหากาพย์ประมูล 3G” ที่พอจะเริ่มประมูลก็มีความพยายาม “ตั้งข้อสังเกต” จนการประมูลต้องสะดุดเดินหน้าต่อไม่ได้ มีคดีความฟ้องร้องกันมากมายเป็นเวลานานนับปี กระทั่งทุกอย่างคลี่คลายเมื่อ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รับรองผลการประมูล 3G คลื่น 2100 MHz ในวันที่ 15 ต.ค. 2555 จึงนับเป็นการเปิดยุคใหม่ของวงการมือถือในไทยอย่างเป็นทางการ
5 ปีต่อมา..ช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันที่ 20 ธ.ค. 2560 ที่ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารจามจุรีสแควร์ สามย่าน มีการเปิดตัวหนังสือ “ทำดีที่สุด..ในจุดที่เป็น กับ ดร.สุทธิพล” ซึ่งเป็นบันทึกการทำงานที่ สุทธิพล ทวีชัยการ อดีตกรรมการ กสทช. ที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเขียนบอกเล่าขึ้นถึงสิ่งที่ทำให้ทีมงาน กสทช. “กล้าเดินหน้า” ประมูล 3G แม้จะมีหลากหลายปัญหาถาโถมเข้ามา
สุทธิพลที่เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. เมื่อ 7 ต.ค. 2554 หรือราว 1 ปี หลังเหตุการณ์การประมูลคลื่น 3G ในปี 2553 จบลงด้วยความล้มเหลว เปิดเผยว่า สิ่งแรกที่ตนตั้งเป้าต้องทำให้ได้เมื่อมาเป็น กสทช. คือต้องทำให้การประมูล 3G สำเร็จลุล่วง เพราะเห็นว่า “เมื่อมีคลื่นความถี่ถูกทิ้งไว้ ก็น่าจะนำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์จะดีกว่า” และสิ่งที่ตามมาหลังมีข่าวการประมูลครั้งใหม่ คือการถูกข่มขู่ว่าหากจัดประมูลก็อาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมายได้
“ผมถูกขู่ว่าอย่าจัดประมูล ไม่เช่นนั้นจะฟ้องให้การประมูลล่มเหมือนคราวที่แล้ว ผมก็ไปหาข้อมูลทุกอย่างจนครบถ้วน ดูแล้วว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แล้วก็เดินไป แล้วพอจัดประมูลก็เป็นจริง คือมีการถูกฟ้องเป็นคดีความเยอะแยะเต็มไปหมด แต่เราก็สู้ ต้องเรียนว่าตอนที่จัดประมูลก็มีคนไปปล่อยข่าวกันว่าราคามันจะต้องสูง แต่เราดูแล้วทั้งสภาพตลาดและตัวคลื่นความถี่ที่ถูกทิ้งไว้ ราคาได้ขนาดนี้มันสมเหตุสมผลแล้ว แต่สภาพการณ์ของประเทศไทยในขณะนั้นถูกชี้นำโดยบางแนวความคิด ซึ่งบอกว่าประมูลแล้วต้องได้ราคาสูง” สุทธิพล ระบุ
อดีต กสทช. ผู้นี้ กล่าวต่อไปว่า เมื่อการประมูลเสร็จสิ้นและราคาที่ออกมาต่ำกว่ากระแสสังคมพูดกันในขณะนั้น ยอมรับว่าในที่ประชุมกรรมการ กสทช. ค่อนข้างเครียดพอสมควร แต่ตนก็ย้ำกับทุกคนว่า “ขอให้มั่นใจ” ในสิ่งที่ร่วมทำกันมา เพราะได้ผ่านการพิจารณาอย่างละเอียด มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาให้คำแนะนำ และดำเนินการไป “ตามหลักมาตรฐานสากล” ดังนั้น “ไม่ต้องกังวล” กับอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“ผมเป็นคนที่บอกว่านี่คือความสำเร็จของเรา อย่าไปกลัว เนื่องจากที่เราบูรณาการการทำงานร่วมกัน พยายามทำให้มันดีที่สุด ใช้เหตุผล ในที่สุดเราก็สามารถเอาชนะอุปสรรคได้ อันนี้ก็จะเป็นบทหนึ่งที่ผมเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้”อดีต กสทช. ผู้ผลักดันให้การประมูล 3G จบลงด้วยดี กล่าวย้ำ
นอกจากการทำผลงานชิ้นใหญ่ข้างต้น สุทธิพลน่าจะเป็นเพียงไม่กี่คนที่ผ่านมาระดับบริหารมาหลากหลายองค์กร และล้วนแต่เป็นองค์กรที่มีความสำคัญระดับประเทศทั้งนั้น ไล่ตั้งแต่หลังเปลี่ยนเส้นทางจากอาชีพผู้พิพากษาที่เป็นมา 12 ปี ไปสมัครเป็นเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเมื่อ 15 พ.ย. 2549 ก่อนจะลาออกเมื่อ 18 ก.ย. 2554 มาเป็นกรรมการ กสทช. จากนั้นเมื่อ 22 ส.ค. 2557 ได้ประกาศลาออกจาก กสทช. เพื่อไปร่วมเป็น คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ในวันที่ 25 ก.ย. 2557
รวมถึงงานในปัจจุบันกับการดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สุทธิพลกล่าวว่า แม้สังคมไทยจะรู้จักการทำประกันภัย-ประกันชีวิต แต่เมื่อเกิดปัญหาการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม ชื่อของ คปภ. กลับไม่ถูกนึกถึงเท่าที่ควร ผู้บริโภคมักไปร้องเรียนกับหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงร้องกับสื่อมวลชนเสียมากกว่า
“มันเหมือนกับประชาชนไม่เชื่อมั่น ทั้งที่องค์กรทำเรื่องดีๆ เยอะ เพียงแต่การทำความเข้าใจและแก้ปัญหาให้ประชาชนผู้บริโภคทันการในเชิงรุกมันยังขาด ขณะเดียวกันที่ผมเข้าไปริเริ่มคือกฎหมายประกันภัยทางทะเล ประเทศไทยเรามีการขนส่งทางทะเล เรามีกฎหมายหลายฉบับ แล้วเราก็มีการประกันภัยทางทะเล แต่เวลาที่มีปัญหา เรากลับต้องไปใช้กฎหมายประกันภัยทางทะเลของอังกฤษ ทั้งๆ ที่เราไม่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ” สุทธิพล กล่าว
สุทธิพลเล่าต่อไปว่า ตนทราบเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยยังเรียนในมหาวิทยาลัยจนจบมาทำงานตั้งแต่รับราชการที่กระทรวงพาณิชย์ ก่อนจะมาเป็นผู้พิพากษา และผู้บริหารองค์กรอิสระต่างๆ ก็สงสัยมาตลอดว่าเหตุใดประเทศไทยไม่มีกฎหมายประกันภัยทางทะเลเป็นของตนเอง โดยล่าสุดขณะนี้ (ร่าง) พ.ร.บ.การประกันภัยทางทะเล พ.ศ. … ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังแล้ว รอเพียงเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เท่านั้น
ทั้งนี้หากจะให้แนะนำหลักคิดในการดำเนินชีวิต สุทธิพลฝากไว้ว่า การจะทำอะไร “ต้องมีหลักการ และต้องหาข้อมูลให้รอบด้าน” และที่สำคัญคือ “ต้องทำอย่างบริสุทธิ์ใจ” ถ้าทำได้ตามนี้ ถึงใครจะว่าอย่างไรสุดท้ายมันก็จะผ่านพ้นไปได้ หรือสรุปได้สอดคล้องกับชื่อหนังสือเล่มนี้ที่ตนเขียนขึ้นมา นั่นคือ
ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน..ก็ขอให้พยายามทำตรงนั้นให้ดีที่สุด!!!
SCOOP@NAEWNA.COM