ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/310720

‘นักโทษล้น’สู่‘ส่วยคนคุก’ ปัญหาที่มากกว่าแค่งานราชทัณฑ์
“นักโทษล้นคุก” เป็นอีกปัญหาที่นานาชาติจับตามองประเทศไทย ดังที่ สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) ออกรายงาน “หลังกำแพง : ส่องสภาพเรือนจำไทยภายหลังรัฐประหาร” ซึ่งแม้ชื่อรายงานจะเน้นไปที่รัฐบาลที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อหาสะท้อนชัดเจนว่าไทยนั้นมีปัญหานักโทษล้นคุก “เรื้อรังยาวนานนับสิบปี” อาทิ มีการกล่าวถึงข้อห่วงใยของหลากหลายองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในนามองค์การสหประชาชาติ (UN) ว่าด้วยความหนาแน่นของจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ มาตั้งแต่เดือนก.ค. 2548
และข้อกังวลอีกครั้งในเดือนมิ.ย. 2557 หรือเพียงประมาณ 1 เดือนหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. ปีเดียวกัน ครั้งนี้มีการระบุปัญหาอย่างละเอียดหลายเรื่อง เช่น การขาดระบบตรวจสอบที่เป็นอิสระในสถานที่ควบคุมตัวทุกแห่ง มีรายงานว่าผู้ต้องขังไม่ค่อยกล้าร้องเรียนปัญหาเพราะกลัวถูกเจ้าหน้าที่ในเรือนจำทำร้าย รวมถึงไม่มีการจัดทำฐานข้อมูลแยกเกี่ยวกับการเสียชีวิตในขณะควบคุมตัว จากนั้นในเดือนมิ.ย. 2558 คณะทำงาน UN มีข้อสรุปว่า สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำของไทย “ต่ำกว่ามาตรฐาน” โดยเฉพาะเรื่องความแออัดและสุขอนามัยที่ไม่ดี
รายงานฉบับนี้ยังกล่าวอีกว่า “คุกไทยแออัดเป็นอันดับ 6 ของโลก และอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)” ตัวเลข ณ วันที่ 1 ม.ค. 2560 ประเทศไทยมีผู้ต้องขังทั้งสิ้น 289,675 คน และในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขัง “คดียาเสพติด” มากที่สุดถึง 208,391 คน หรือคิดเป็น “ร้อยละ 72” ของผู้ต้องขังทั้งหมด อีกทั้งหากแยกเป็นรายเพศ ผู้ต้องขังชายจะเป็นคดียาเสพติดร้อยละ 70 ส่วนผู้ต้องขังหญิงจะมีมากกว่า คืออยู่ที่ร้อยละ 82 นอกจากนี้ ยังมีผู้ถูกคุมขังระหว่างที่คดียังไม่ยุติอีก 59,070 คน ซึ่งทางเรือนจำไม่สามารถแยกออกมาได้เพราะมีพื้นที่ไม่เพียงพอ
ในทางหลักการ การลงโทษผู้กระทำผิดด้วยการคุมขังนั้น นอกจากจะเพื่อป้องกันไม่ให้ไปก่อความเดือดร้อนกับสุจริตชนทั่วไปแล้ว ยังต้องการ “ฟื้นฟู” ปรับทัศนคติเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้นด้วย ทว่าในความเป็นจริงแทบจะไม่สามารถทำได้เลยจากปัญหาความแออัด ดังที่นักสังคมสงเคราะห์จากกรมราชทัณฑ์ ดร.วริศรา ศิริสุทธิเดชา เคยเปิดเผยในงานเสวนา “ประวัติอาชญากรรม : จำกัดสิทธิคนหรือเพื่อสังคมที่ปลอดภัย” ว่ากรมราชทัณฑ์มีนักสังคมสงเคราะห์เพียง 150 คน และนักจิตวิทยาเพียง 20 คน เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ต้องขังเกือบ 3 แสนคนข้างต้น

เมื่อสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำเลวร้ายเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากจะมีปัญหา “ส่วยคนคุก” ตามมา ดังเรื่องเล่าจาก ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ในเวทีเสวนา “ตามหาคน (โกง) หาย” ว่าในฐานะที่ตนเป็นทนายความ เคยเข้าไปพบเห็นและพูดคุยกับผู้ต้องขังอยู่บ้าง ก็พอจะทราบชีวิตในนั้นหลายเรื่อง อาทิ ในเรือนจำจะแบ่งออกเป็นแดนต่างๆ โดยมี “แดน 1” เป็นแดนแรกรับ สำหรับผู้ต้องขังที่เพิ่งถูกส่งมาจำคุกใหม่ๆ แดน 1 นี้สภาพภายในจะ “ค่อนข้างดีกว่าแดนอื่นๆ” ไม่แออัดมากนัก
ซึ่งเท่าที่เห็นพบว่า “ผู้ต้องขังที่มีฐานะดี มีชื่อเสียงในสังคม หรือมีอิทธิพล จะได้อยู่ในแดนนี้ค่อนข้างนานกว่าจะส่งไปแดนอื่นๆ หากเทียบกับผู้ต้องขังทั่วไป” หรือบางคนอาจจะไม่ถูกส่งไปแดนอื่นๆ ก็มี ด้วยสาเหตุต่างๆ นานา หรือมีแม้กระทั่งไม่ได้เข้าไปอยู่ในแดนไหนๆ เลย แต่อยู่ในที่ที่เรียกว่า “หน้าแดน” คืออยู่ในเรือนจำก็จริงแต่เป็นอาคารอื่นๆ พื้นที่หน้าแดนดังกล่าวแม้จะไม่มีเครื่องปรับอากาศ และยังควบคุมเรื่องสิ่งของต้องห้าม เช่น ห้ามนำเครื่องมือสื่อสารเข้าไปตามกฎระเบียบเรือนจำ แต่ก็ยังดีตรงที่ไม่ต้องอยู่อย่างแออัดร่วมกับผู้ต้องขังทั่วไป
ยิ่งชีพ กล่าวต่อไปว่า “การเข้าถึงโรงพยาบาลในเรือนจำทำได้ยากมาก” มีการจำกัดคิวแต่ละวัน อาทิ เข้าได้เพียงวันละ 20-30 คน ต่อผู้ต้องขัง 1,000 คน บางคนอาจต้องอดทนรอ 3-4 วัน เพราะบุคลากรและเครื่องมือมีจำกัด และ “จะยิ่งยากถ้าต้องออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำ” เนื่องจากมี “ระเบียบการกำหนดสัดส่วนผู้คุมตัวผู้ต้องขังเพื่อนำพาออกไป” บางครั้งแม้ผู้ต้องขังจะป่วยจริงและเจ้าหน้าที่ในเรือนจำก็รับรู้ แต่ไม่สามารถพาออกไปรักษาได้เพราะอาจสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดระเบียบ
ไม่เพียงเท่านั้น “เรือนจำบางแห่งแทบไม่มีน้ำสะอาด มีที่ตากผ้าจำกัดทำให้ต้องตากผ้าติดๆ กัน ผลคือเสื้อผ้ามีกลิ่นอับชื้น เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง เมื่อรวมกับการที่ผู้ต้องขังต้องนอนเบียดตัวติดกันก็ทำให้โรคผิวหนังสามารถติดต่อกันได้” หรืออาหารในเรือนจำไม่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ ความเป็นอยู่แบบนี้จึงทำให้ “ผู้ต้องขังที่พอจะมีกำลังทรัพย์ เลือกที่จะจ่ายเพื่อที่จะได้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น” แม้จะยังคงอยู่ในเรือนจำนั้นตามโทษที่ได้รับก็ตาม
ผจก.iLaw ย้ำว่า หลักการของโทษจำคุกคือการจำกัดอิสรภาพไม่ให้ไปไหนมาไหนได้เสรีอย่างคนทั่วไป “เป็นการทรมานจิตใจ แต่ไม่ใช่ทรมานร่างกาย” จึงเสนอแนะว่าต้องปรับปรุงสุขอนามัยในเรือนจำให้มีมาตรฐานในระดับที่พอรับได้ เช่น อาหารไม่ต้องหรูหราแต่ต้องมีคุณค่าทางโภชนาการ มีน้ำสะอาดเพียงพอ ได้รับการรักษาพยาบาล มีห้องน้ำถูกสุขลักษณะ “อาจจะไม่มีแอร์ อาจจะนอนเบียดกันบ้าง แต่ก็ยังพออยู่กันได้” แล้วการพยายามจ่ายเพื่อให้ได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ก็จะลดลง เพราะเมื่อมองหน้าผู้ต้องขังด้วยกันแล้วเชื่อว่าต้องละอายใจกันบ้าง
อีกด้านหนึ่ง “การป้องกันไม่ให้คนต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ” ก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่การป้องกันนั้นมีความหมายมากกว่าการกำหนดบทลงโทษให้รุนแรงอย่างเดียว ดังที่พิสูจน์แล้วว่า “ไม่ได้ผลเสมอไป” เห็นได้จากคดียาเสพติดที่มีโทษสูง แต่กลับกลายเป็นคดีที่มีผู้ต้องโทษมากที่สุด ประเด็นนี้ รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวไว้ในเวทีสัมมนาวิชาการ “การลงโทษทางอาญากับหลักสิทธิมนุษยชน” ระบุว่า
“ในคดียาเสพติดซึ่งผู้กระทำผิดประกอบด้วยผู้มีบทบาทหลายส่วน ทั้งผู้ผลิต ผู้ขนส่ง ผู้ขายรายใหญ่ ผู้ขายรายย่อย หรือผู้เสพ ซึ่งนอกจากจะมีบทบาทต่างกันแล้ว ยังมีความต่างกันด้านสถานะทางสังคมด้วย แต่การลงโทษผู้กระทำผิดทุกคนเท่ากันจากพฤติการณ์ของความผิดเช่นเดียวกัน” เช่น ดูจากจำนวนยาเสพติดที่ครอบครอง ย่อมทำให้ผู้กระทำผิดทุกรายไม่ว่ารายเล็กหรือรายใหญ่ ไม่มีโอกาสได้รับการฟื้นฟูแก้ไข นำไปสู่ปัญหาปริมาณนักโทษล้นเรือนจำที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังในคดียาเสพติดตามที่เป็นข่าว
อาจารย์ปกป้อง เสนอให้ในการทำสำนวนสอบสวน “มีการสืบเหตุอัตวิสัย เช่น ประวัติ สถานะเศรษฐกิจ และที่มาแห่งการกระทำผิด” เพื่อให้ทราบว่าบุคคลนั้นเป็นตัวการสำคัญหรือตัวประกอบแห่งความผิด “เพื่อสร้างการลงโทษที่เป็นธรรม” และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลที่เน้นให้ผู้กระทำผิดได้รับโอกาสฟื้นฟูแก้ไขตนและกลับเป็นคนดีของสังคมต่อไป
เช่นเดียวกับ “การป้องกันไม่ให้คนพ้นโทษต้องกลับไปทำผิดซ้ำ” ก็สำคัญไม่แพ้กัน ประเด็นนี้แม้ในส่วนของกรมราชทัณฑ์จะพยายามทำอย่างเต็มที่ ด้วยการทั้งเปิดหลักสูตรฝึกอาชีพ ทั้งจัดการเรียนการสอนหนังสือจนผู้ต้องขังมีทั้งใบรับรองคุณวุฒิ หรือหลายรายสามารถเรียนจบปริญญาตรีระหว่างถูกจองจำ แต่ทุกอย่าง “ไร้ค่า”เมื่อก้าวเท้าออกจากเรือนจำ เพราะ “โลกภายนอกไม่ยอมรับ” สมัครงานก็ไม่ได้ จะประกอบกิจการเองก็ไม่มีทุน สุดท้ายเพื่อความอยู่รอดก็ต้องกลับไปทำผิดอีก จนมีคำพูดประชดว่า “อย่างน้อยอยู่ในคุกก็ยังมีข้าวกิน มีที่นอน มีคนเข้าใจ” เป็นต้น
เรื่องนี้ กุลภา วจนสาระ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เคยกล่าวไว้ในงานเสวนา “สานพลังชุมชนเพื่อคืนคนดีสู่สังคม แต่กฎหมายกลับห้ามคนพ้นโทษทำงาน” ว่าหลายอาชีพ มีข้อกำหนด “ห้าม” ไม่ให้คนเคยต้องโทษสามารถทำงานได้ และเป็นการห้ามแบบ “ปิดประตูตาย” คือห้ามตลอดชีวิต “ไม่มีโอกาสที่สอง” อย่างการถูกจำคุกในเรือนจำที่แม้จะ 3 ปี 5 ปี 10 ปี หรือกี่ปีก็ตาม แต่ก็ยังมีกำหนดวันพ้นโทษแน่นอน
นอกจากนี้ในงานเดียวกัน รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์ นักวิชาการอิสระ ยังตั้งข้อสังเกตว่า “ลักษณะต้องห้าม” ในอาชีพต่างๆ สามารถมีได้ “แต่ต้องสมเหตุสมผลด้วย” อาทิ ถ้าแม้แต่อาชีพ “นวดแผนไทย” ยังมีการออกกฎหมายห้ามผู้เคยต้องคดีมาทำงาน แล้วจะรับประกันได้อย่างไรว่าต่อไปในอนาคต อาชีพอื่นๆ จะไม่พากัน“เอาอย่าง” ขอกำหนดข้อห้ามดังกล่าวบ้าง
ทั้งหมดนี้คงพอให้เห็นภาพได้บ้างว่า ปัญหานักโทษล้นคุกนำไปสู่ปัญหาส่วยในเรือนจำ แต่ต้นตอของความแออัดในเรือนจำ คือทัศนคติประเภท “ทำผิดอะไรก็เรียกร้องรัฐให้เอาไปขังคุกให้หมด” ดังจะเห็นได้จาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ซึ่งเปิดช่องให้ศาลลงโทษได้อย่าง “ยืดหยุ่น” มากขึ้น ไม่ให้ “รายย่อย” ผู้เสพหรือผู้กึ่งค้ากึ่งเสพ ถูกจับไปรวมกับนักค้ายารายใหญ่ กว่าจะออกมาได้ก็ต้องเผชิญแรงต้านจากสังคมอย่างมาก
เป้าหมายที่จะทำให้ “ภาพลักษณ์” ของไทยด้านนี้ดีขึ้นในสายตาชาวโลก..จึงยังอีกยาวไกล!!!