ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/310632

พลิกชีวิตนางฟ้าชุดขาว สู่เกษตรอินทรีย์ปลูกข้าวคุณภาพปลอดสารพิษ
24 ธ.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณนงค์ลักษณ์ อัศวสกุลชัย อายุ 50 ปี ในฐานะประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปข้าว เลขที่ 138 หมู่ 10 บ้านสุขเจริญ ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม เล่าถึงความเป็นมาว่า อดีตตนเป็นนางพยาบาลอยู่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ในแต่ละวันต้องเจอผู้ป่วย ส่วนใหญ่ล้มป่วยจากทานอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี จึงคิดจะหาวิธีแก้ไขปัญหาการเจ็บป่วยที่ต้นเหตุ โดยพื้นเพเป็นลูกชาวนาเป็นต้นทุน มีพื้นที่เกษตรกว่า 70 ไร่ อยู่บ้านเกิดนครพนม จึงสลัดชุดพยาบาลมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว ด้วยแนวคิดปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารพิษ 100 %
ปี 2554 “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปข้าวตำบลบ้านผึ้ง” ได้ก่อตั้งขึ้น เป็นการรวมตัวของสมาชิกกลุ่มส่งเสริมอาชีพ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และผู้สนใจการปลูกข้าวปลอดภัยจากสารพิษ และการผลิตข้าวอินทรีย์ ที่จะเป็นการปรับเปลี่ยนการทำนาแบบดั้งเดิม ซึ่งการทำนาแบบเก่านั้น ชาวนามุ่งเน้นการผลิตเพื่อจำหน่ายข้าวเปลือกอย่างเดียว ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ ผลผลิตล้นตลาด พลอยทำให้ราคาผลผลิตก็ตกต่ำไปด้วย สมาชิกกลุ่มจึงได้ประชุมกันปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวรูปแบบใหม่ โดยการสนับสนุนให้สมาชิกเครือข่ายหันมาทำนาข้าวให้ปลอดภัยจากสารพิษ และต่อมาพัฒนาเป็นการทำนาข้าวอินทรีย์ในที่สุด จนได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ GAP จากกรมวิชาการเกษตร จากนั้นกลุ่มได้รับการพัฒนาโดยรับการอบรม และศึกษาดูงานการผลิตและการแปรรูปข้าว เช่น การทำข้าวสารบรรจุถุง การทำข้าวกล้อง การทำข้าวฮางงอก ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปข้าวตำบลบ้านผึ้งได้ผลิตข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวฮางงอกบรรจุถุง และผลิตภัณฑ์จากข้าวเช่น จมูกข้าว น้ำมันรำข้าว ขนมอบกรอบไรซ์เบอร์รี่ จำหน่ายภายใต้แบรนด์ “ข้าวสุข”(khaowsook) เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ
คุณนงค์ลักษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มีสมาชิก 498 ครอบครัว ที่ทำเกษตรอินทรีย์ถึง 80 % มีเครือข่ายภายในจังหวัดถึง 28 เครือข่าย และเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรอินทรีย์ภาคอีสาน 8 จังหวัด สามารถลดการออกไปทำงานต่างถิ่นของชาวบ้าน ที่สำคัญกลุ่มสมาชิกตรวจเลือดหาสารเคมีในเลือด ผลออกมาเป็น”ศูนย์” เพราะเอาใจใส่ทุกขั้นตอนการผลิต เช่นสมาชิกห้ามนำถุงปุ๋ย หรือถุงหัวอาหารสัตว์ บรรจุข้าวเปลือกมาส่งโรงสี หากตรวจพบจะคัดออกทันที และสิ่งที่สมาชิกภาคภูมิใจที่สุด คือ น้อมเกล้าถวายข้าวแด่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ถึงสามครั้งสามคราวเมื่อเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่จังหวัดนครพนม

ต่อมา นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อการเกษตร พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามคุณภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์ ภายใต้ตราสัญลักษณ์”ข้าวสุข” ที่กลุ่มเกษตรกรจังหวัดนครพนม ส่งจำหน่ายยังตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ขององค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) เพื่อยกระดับมาตรฐานการเกษตรของไทยให้เติบโตสู่ตลาดโลก พร้อมเปิดเผยว่า ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ภายใน อ.ต.ก. เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์แบบถาวรแห่งแรกในประเทศไทย มีพื้นที่กว่า 450 ตารางเมตร โดยจะมีเกษตรกรนำสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่หลากหลายมาจำหน่าย ถือเป็นการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านการเกษตรอินทรีย์แก่ผู้บริโภค เรียกได้ว่าเป็นการยกระดับทั้งมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยและผู้บริโภคไปพร้อมๆกันให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ได้มาตรฐานและพร้อมแข่งขันกับตลาดโลก
โดยเกษตรกรในจังหวัดนครพนมก็ได้นำเอาสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปจำหน่าย นั้นคือข้าวอินทรีย์จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปข้าวตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมืองจังหวัดนครพนม ในตราข้าวสุข ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภค ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์ข้าวสุข ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปข้าวตำบลบ้านผึ้ง มีมาตรฐาน ได้คุณภาพและมีความปลอดภัยไร้สารเคมี ตั้งแต่ขั้นตอนของการเตรียมดิน การคัดเมล็ดพันธ์ การเพาะปลูกข้าว การกำจัดศัตรูข้าว การเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการบรรจุหีบห่อ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จึงได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามในครั้งนี้

และจากการลงพื้นที่นอกจากจะได้เห็นถึงขั้นตอนการผลิตที่มีความปลอดภัย ภายใต้การนำเอาองค์ความรู้ และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปรับใช้กับพื้นที่เพื่อให้เกิดการผลิตข้าวอินทรีย์แบบมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ที่สำคัญคือช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้ทุกคนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังพบว่ากลุ่มเกษตรกรจังหวัดนครพนมได้มีการร่วมกลุ่มกันปลูกพืชอินทรีย์ชนิดอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีก ไม่ว่าจะเป็นผักสลัด เห็ดชนิดต่างๆ รวมไปถึงการเลี้ยงหมู การเลี้ยงปลาดุก ซึ่งคาดว่าในอนาคตก็คงจะมีผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ไปจำหน่ายในตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ขององค์การตลาดเพื่อการเกษตรเพิ่มอีกอย่างแน่นอน นับเป็นการพัฒนาต่อยอดการเกษตรแบบอินทรีย์อย่างยั่งยืนอีกด้วย
