ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/310907

กฎหมายว่าด้วย‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ‘นิยามไม่ชัด’กระทบประชาชน
เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2560 มีคดีหนึ่งที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง กับกรณีที่ตำรวจไปควบคุมตัวเนตไอดอลสาวคนดังรายหนึ่งในข้อหา“ครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยา” ซึ่งถือเป็น “สินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร” แล้วเกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้นกลายเป็นคำถามว่าตำรวจ “ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่?”เพราะบุหรี่ไฟฟ้า “ได้รับการรับรองตามกฎหมายไปทั่วโลก” ขณะที่ฝั่งของภาครัฐก็ย้ำว่า “ต้องทำตามกฎหมาย” และบุหรี่ไฟฟ้า “ไม่ใช่ของดี”ไม่ควรสนับสนุน
รายงาน “โครงการศึกษาผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเทศไทย และข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการจากภาครัฐ” ซึ่งจัดทำโดย โรงงานยาสูบ ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แบ่งบุหรี่ไฟฟ้าออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่1.ประเภท Mini “Cig-a-like” มีรูปร่างใกล้เคียงบุหรี่ทั่วไปที่สุดมีลักษณะเล็กและเบา พกพาสะดวก “ข้อดี” ราคาไม่แพง ไม่ต้องผสมหรือเลือกน้ำยาเอง “ข้อเสีย” มีแบตเตอรี่ไม่มาก ต้องชาร์จประจุเป็นประจำ
2.ประเภท Mid-size e-cigarettes (eGo) เป็นแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ “ข้อดี” มีลักษณะไม่ใหญ่จนเกินไป สามารถใช้ได้ในระยะเวลาที่นานขึ้น ราคาอยู่ในระดับปานกลาง ผู้สูบสามารถควบคุมการทำงานเองได้ และมีการผลิตไอน้ำที่ดีกว่าแบบ Mini แต่ “ข้อเสีย” ไม่สามารถดัดแปลงชิ้นส่วนประกอบได้ตามที่ต้องการ
และ 3.ประเภท Advanced Personal Vaporizers (APVs) “Mods” มีลักษณะหลากหลายรูปแบบแล้วแต่ผู้สูบจะปรับแต่ง แต่ส่วนใหญ่จะเหมือนกับแท่งขนาดใหญ่คล้ายกับไฟฉาย (Tubemod) หรือแบบที่มีลักษณะคล้ายกับกล้องบุหรี่ทั่วไป (Boxmod) บุหรี่ไฟฟ้าประเภทนี้ส่วนใหญ่ใช้ถ่านแบบถอดเปลี่ยนได้ที่มีขนาดปานกลางถึงใหญ่ “ข้อดี” มีความคงทน มีความสามารถมากกว่าบุหรี่ไฟฟ้าแบบอื่นๆ เช่น การควบคุมและการผสมของน้ำยาที่แตกต่าง การอ่านค่าแบบดิจิตอล การควบคุมการทำงานแบบปรับได้ และความแรงของการทำงาน เป็นต้น
แต่ “ข้อเสีย” ผู้ที่จะสามารถใช้บุหรี่ไฟฟ้าประเภทนี้ได้ ต้องมีประสบการณ์ในการใช้พอสมควร อีกทั้งบุหรี่ไฟฟ้าประเภทนี้มีราคาแพงและไม่สะดวกในการพกพา อนึ่ง..บุหรี่ไฟฟ้ายังแบ่งได้เป็นประเภท “ใช้แล้วทิ้ง” ไม่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ โดย 1 มวนของบุหรี่ไฟฟ้าแบบนี้เฉลี่ยแล้วเท่ากับการสูบบุหรี่จริง 1-2 ซอง กับประเภท “ชาร์จแบตได้” เหมือนอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป โดยผู้ใช้ต้องเติมน้ำยาเป็นประจำ
สำหรับประเทศไทย มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าอยู่หลายฉบับ อาทิ พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ซึ่งใน มาตรา 5 (1) ได้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอให้สินค้าใดๆ เป็น “สินค้าต้องห้าม” ส่งออกไปนอกประเทศหรือนำเข้ามาในประเทศ โดยหากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ดำเนินการ ก็ให้ออกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา
ซึ่งก็มี ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2557 โดยนิยามของบุหรี่ไฟฟ้าตามประกาศนี้ หมายถึง “อุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ทำให้เกิดละอองไอน้ำในลักษณะ
คล้ายควันบุหรี่ไม่ว่าจะกระทำขึ้นด้วยวัตถุใด ซึ่งใช้สำหรับสูบในลักษณะเดียวกับการสูบบุหรี่” ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทย่อย 8543.70.90
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ “สาร สารสกัด หรือสิ่งอื่นใด ที่ใช้เป็นแหล่งกำเนิดควันหรือละอองไอน้ำ เพื่อการสูบแบบบารากู่และบารากู่
ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า” ซึ่งนำเข้ามาพร้อมสินค้าตามวรรคหนึ่งเพื่อใช้ร่วมกัน เป็นสินค้าห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้ที่ฝ่าฝืนประกาศห้ามดังกล่าวมาตรา 20 ของ พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 กำหนดบทลงโทษไว้ที่จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของมูลค่าสินค้าดังกล่าว หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบสินค้า บรรจุภัณฑ์ รวมถึงพาหนะที่ใช้ขนสินค้านั้นด้วย
รวมถึง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 ระบุว่า ผู้ใดนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร หรือส่งของดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักร “หรือนำของเข้าเพื่อการผ่านแดนหรือการถ่ายลำ โดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งริบของนั้นก็ได้ ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตาม
คำพิพากษาหรือไม่
และ มาตรา 246 ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิด “(วรรคสาม) หากเป็นการกระทำโดยรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 244” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งในมาตรานี้ ทนายความคนดัง เกิดผล แก้วเกิด กล่าวกับผู้สื่อข่าว “แนวหน้าออนไลน์” ว่าคงเป็น “เรื่องยาก”หากจะอ้างเหตุ “ไม่รู้” โดยเฉพาะกับคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทย
เพราะหลักการใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 เขียนไว้ชัด “บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้” การยกเหตุผลต่อสู้ในประเด็นนี้คงมีได้ไม่กี่เรื่อง เช่น ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นเวลานานมาก พอกลับมาเมืองไทยก็เผลอพกพากลับมาด้วย เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องย้ำว่า “ไม่ว่าจะเป็นตัวบุหรี่ไฟฟ้าหรือน้ำยาสำหรับเติม หากเป็นสินค้าจากนอกประเทศ” จะมีความผิดทั้งผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย และผู้ครอบครอง
อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “IQOS” ซึ่งแตกต่างออกไปคือ “ไม่ได้ใช้น้ำยาเติม” อย่างบุหรี่ไฟฟ้า 3 ชนิดข้างต้น แต่จะใช้ “ใบยาสูบจริง” เป็นยาสูบชนิดแท่ง เมื่อโดนความร้อนจะสามารถผลิตควัน “แต่จะไม่เกิดการเผาไหม้เหมือนบุหรี่ปกติ” กรณีแบบนี้ ทนายเกิดผล มองว่า “ไม่น่าจะเข้าข่ายความผิดตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์” เพราะประกาศดังกล่าวไม่ได้ระบุเรื่องการห้ามใช้ใบยาสูบจริง
“ข้อกฎหมาย หรือประกาศของกระทรวงพาณิชย์สั้นเกินไป ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการเผาไหม้ อุปกรณ์ที่ใช้ ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเอาผิดกับประชาชนได้นั้น กฎหมายต้องมีความละเอียดกว่านี้ ชัดเจนกว่านี้ ไม่ใช่ให้ประชาชนมาตีความข้อกฎหมายเอง เช่น กรณี IQOS ผมคงไม่ฟันธงว่า IQOS เข้าข่ายเป็นบุหรี่ไฟฟ้า หรือบารากู่หรือไม่ แต่เมื่อยังไม่สามารถตีความให้เข้าข่ายได้ และข้อกฎหมายยังเกิดข้อสงสัยในหลายๆเรื่อง ก็ต้องยกประโยชน์ให้ประชาชน” ทนายเกิดผล ตั้งข้อสังเกต
บทสรุปของเรื่องนี้มิได้มุ่งหมาย “ฟันธง” ว่าบุหรี่ไฟฟ้าสมควรแบนถาวรหรือปลดล็อกให้ขายได้อย่างนานาประเทศ นั่นเป็นเรื่องที่ยังคงต้อง
ถกเถียงกันต่อไป เพียงแต่ต้องการให้เห็น “ปัญหาของข้อกฎหมาย” ที่เปิด “ช่องว่าง” ให้สามารถตีความกันไปได้หลายทาง ฉะนั้นแล้วก็ต้องฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
วอน “กำหนดนิยามให้ชัดเจน” เพื่อที่ประชาชนจะได้เข้าใจอย่างถูกต้อง!!!