ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/311153

‘คลองไทย 9A’ ความหวังชาวใต้-เศรษฐกิจไทย
ถือว่าเป็นโครงการที่ถูกพูดถึงกันมาหลายยุคสมัยกับ “คลองไทย” หรือในชื่อเดิมคือ “คอคอดกระ” เชื่อม 2 ฝั่งทะเล “อ่าวไทย-อันดามัน” เข้าด้วยกันเพื่อร่นระยะเวลาเดินทางของเรือขนส่งสินค้า ดังล่าสุดเกิดเป็นโครงการที่เรียกว่า “คลอง 9A” ตัดผ่าน 5 จังหวัดคือ ตรัง กระบี่ นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา ซึ่งเชื่อว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดจากหลายๆ เส้นทางที่คิดกันไว้
ในงานประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องคลองไทย เมื่อเดือน ก.ย. 2560 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่มีอธิการบดีคือ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์วันดังกล่าวมีนักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติมาประชุมกันและได้บทสรุปคือ “คลองไทยที่มีความยาว 135 กม. นั้นถ้าขุดและสร้างตามแผนการสำเร็จจะสามารถสร้างงานให้แก่คนไทยทั่วประเทศทุกๆ ภาคได้ถึง 5 ล้านตำแหน่ง” โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างครบโครงการประมาณ 4 ปี หรือ 48 เดือน นับตั้งแต่ปี 2561 ไปจนถึง 2564 หรือถ้าตีค่าผลประโยชน์ให้ชัด
..คลองไทย 9A ที่เป็นคลองใหญ่ 2 คลองหรือคลองแฝด คาดว่าจะดึงเรือเดินสมุทรให้แล่นผ่านคลองไทยได้วันละ 150 ลำในช่วง 5 ปีแรกหลังจากนั้นจะมีเรือผ่านเข้าออกวันละ 300 ลำ ไทยจะมีรายได้จากเรือผ่านวันละ 3 พันล้านบาท เดือนละ 90,000 ล้านบาท ปีละ1 ล้านล้านบาท หลังจากนั้นคาดว่าจะทำรายได้ปีละ 2 ล้านล้านบาท..
สำหรับกระบวนการก่อสร้าง บริเวณคลองไทยนี้จะมีการสร้าง “เกาะเทียม” จากดินของการขุดคลอง 2 เกาะ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งสร้างคลังสินค้าใหญ่ นอกจากนี้ยังต้องสร้างสะพานเชื่อมแผ่นดิน 2 ฝั่ง พร้อมทั้งการสร้างท่าอากาศยาน 1 แห่งที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ 2 จุด ที่ จ.ตรัง กับ จ.สงขลา ส่วนเงินทุนที่จะนำมาใช้ก่อสร้างนั้น ควรตั้งเป็นบริษัทมหาชนนานาชาติด้วยการระดมทุนจากธนาคารนานาชาติ
อาทิ โนริโอะ ยามาโมโต้ (Norio Yamamoto) ประธาน Global Infrastructure Fund Foundation ประเทศญี่ปุ่น ได้แสดงทัศนะว่าการหาทุนมาสร้างคลองไทยนั้นไม่น่ายาก เพราะธนาคารขนาดใหญ่มีความเชื่อมั่นว่า “การสร้างคลองไทยจะสามารถคืนทุนได้ภายในเวลาแค่ 5-6 ปี” ความได้เปรียบที่คลองไทย 9A จะดึงเรือสินค้ายักษ์เข้ามาไทยนั้นมีความเป็นไปได้มาก เพราะ “ร่นเวลาในการเดินทางไปทางช่องแคบมะละกาได้ถึง 3 วันเต็ม” และจะมีผลให้เรือ “ลดภาระค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้วันละ 4 – 5 ล้านบาท” รวม 3 วันจะลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 12 -13 ล้านบาท
ประเทศไทยมีรายได้ประชาชาติปี 2560 ประมาณ 38 ล้านล้านบาท ซึ่งมากเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มอาเซียน เป็นรองเพียงอินโดนีเซีย แต่ปัญหาใหญ่ของไทยในเวลานี้คือผลผลิตจาก “ภาคเกษตรกรรม” มีราคาที่ “ตกต่ำ” กันถ้วนหน้าไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ทำให้ฉุดรายรับของเกษตรกรซึ่งมุมหนึ่ง “เป็นกลุ่มแรงงานที่มีจำนวนมากที่สุด” กว่าสิบล้านคนทั่วประเทศ และอีกมุมหนึ่งยัง “เป็นประชากรกลุ่มรากหญ้า” ที่เดิมก็มีรายได้ไม่มั่นคงอยู่แล้วให้ร่วงลงไปอีก จนกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
โดยเฉพาะสำหรับ “ชาวใต้” ทั้ง 14 จังหวัด นอกจากราคาผลผลิตที่เป็นสัญลักษณ์ของภาคใต้อย่างยางพาราและปาล์มน้ำมันจะร่วงดิ่งลงอย่างมากแล้ว ยังต้องเผชิญปัญหา “น้ำท่วม” ที่เกิดซ้ำๆ ซากๆ ติดต่อกันหลายปี ยิ่งทำให้ชีวิตเกษตรกรชาวใต้ยากลำบากขึ้นเป็นทวีคูณ ดังนั้นวันนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า คลองไทยหรือคลอง 9A นั้นคือ“ความหวังใหม่” ที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจของภาคใต้ให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามหากโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง ผู้ที่ได้ประโยชน์จะไม่ได้มีเฉพาะชาวใต้เท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย
..การลงทุนตามที่นักวิชาการเคยคำนวณไว้ที่ 1.2-1.8 ล้านล้านบาทจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่า เพราะมั่นใจได้ว่าจะมีเรือสินค้าจำนวนมากมาใช้บริการ เนื่องจากช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดาและช่องแคบลอมบ็อกมีเรือเดินสมุทรเดินทางผ่านจนล้นช่องแคบถึงวันละมากกว่า 400 ลำ หนึ่งเดือนมีเรือสินค้ามากกว่า 12,000 ลำ ตลอดปีมากถึง 144,000 ลำ ปริมาณเรือเดินสมุทรที่ว่านี้มากเกินปริมาณที่ 3 ท่าเรือใหญ่ 3 จุด 2 ประเทศจะรองรับไหว ได้แก่ท่าของสิงคโปร์ ท่าเรือปอร์ตคลัง (Port Klang) และท่าเรือปีนัง (Penang) ของมาเลเซีย..
ตลอดปีที่ผ่านมา มีการขับเคลื่อนเรียกร้องให้รัฐบาลศึกษาโครงการขุดคลองไทย 9A อย่างต่อเนื่อง นำโดย พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป นายกสมาคมคลองไทยเพื่อการศึกษาและพัฒนา พร้อมด้วย กำนันยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย และ ดร.สุเมต สุวรรณพรหม รองประธานมูลนิธิร่วมพัฒนาภาคใต้ โดยได้เปิดเวทีหลายจังหวัดในภาคใต้ และภาคตะวันออก รวมถึงล่าสุดก็ไปขอแรงสนับสนุนจากภาคอีสานเพื่อผลักดันโครงการดังกล่าวอีกทางหนึ่ง
นอกจากผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับในฐานะเจ้าของคลองแล้ว หากมองออกไปในระดับนานาชาติ คลองไทยยังจะกลายเป็น “จุดเชื่อมประสาน” กับยุทธศาสตร์“เส้นทางสายไหมทางทะเล” (One Belt One Road) ที่จีนกำลังผลักดัน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า “คลองไทยจะช่วยให้เศรษฐกิจโลกตะวันออกเติบโตขึ้น” เพราะทั้งจีน รวมไปถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ล้วนเป็นชาติมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้
ในขณะนี้ชาวใต้ในพื้นที่ 14 จังหวัดต่างใจจดใจจ่อกับคลองไทย 9A เป็นอย่างมาก เพราะโครงการนี้จะพลิกฟื้นสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ หมายความว่า “การว่าจ้างงานจะมีมหาศาลแม้ราคายางพาราตกต่ำตามราคาน้ำมันดิบ ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ต่างๆ รวมไปถึงประมงทะเลที่ล้วนรายได้ลดลง” คลองไทย 9A จะสร้างผลผลิตให้ชาวใต้และคนไทยทั้งประเทศโดยรวม
รายได้ประชาชาติ 5 ปีแรกจะได้เพิ่มปีละ 5 แสนล้านบาท 5 ปีต่อไปจะเป็นปีละ 1 ล้านล้านบาท 10 ปีต่อไปจะเป็นปีละ 2 ล้านล้านบาท ส่วนการทำลายสภาวะแวดล้อมในพื้นที่ 2 ฝั่งมหาสมุทรและอาณาบริเวณที่คลองผ่าน 5 จังหวัดนั้น มีการประเมินโดยนักวิชาการว่าจะไม่มากนัก “ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว” ทางเศรษฐกิจทันทีอย่างไม่มีอะไรน่าสงสัย
อนึ่ง..การขุดคลองร่นระยะเวลาเดินเรือในอดีตที่ทำสำเร็จมาแล้วนั้นได้แก่คลองสุเอซ (Suez) ประเทศอียิปต์ คลองปานามา (Panama)ประเทศปานามา และคลองคีล (Kiel) ประเทศเยอรมนี ดังนั้นคลองไทย 9A จึงน่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยนำมาพิจารณา โดยเปิดหนทางให้เอกชนนานาชาติเข้ามาลงทุน
รัฐบาลไทยไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐไปสร้างคลองแต่อย่างใด!!!