ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/312019

‘เหลียวหลัง2560-แลหน้า2561’ ‘ปฏิรูป-เลือกตั้ง’อย่างไหนก็ไม่ชัด
ผ่านพ้นไปแล้วกับปีเก่า 2560 และเข้าสู่ปีใหม่ 2561 ซึ่งในทางการเมือง ปีนี้ถือเป็น “ช่วงเวลาที่ต้องจับตามอง” หลังจากในปีก่อน ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับทางการ (2560) ในเดือน เม.ย. สำหรับใช้แทนฉบับชั่วคราว (2557) จากนั้นตามด้วย พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในเดือน ก.ย. และ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ในเดือน ต.ค. ปีเดียวกัน โดยเหลือเพียง “กฎหมายลูก” ว่าด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็จะต้องเข้าสู่ “การเลือกตั้ง” ที่คาดว่าไม่น่าจะเกินเดือน พ.ย. 2561
แต่ขณะเดียวกัน ในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” อำนาจพิเศษตาม รธน.ชั่วคราว 2557 หรือ “มาตรา 44”ของรัฐบาลโดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งทั้งหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรียังดำรงอยู่ อีกทั้งยังมีการใช้เป็นระยะๆ ทว่าดูเหมือนระยะหลังๆ “เสียงวิพากษ์วิจารณ์” ต่อรัฐบาล คสช. จะดังขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากประชาชน นักวิชาการ หรือแม้แต่นักการเมือง
ชำนาญ จันทร์เรือง อดีตอาจารย์พิเศษคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ให้สัมภาษณ์กับ “แนวหน้าวาไรตี้”ถึงสิ่งที่ผ่านมาในปี 2560 และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2561 ว่า ในรอบปีที่ผ่านมา รัฐบาล คสช. คงจะเริ่มรู้แล้วว่า “แม้จะมีอำนาจพิเศษ แต่ก็ทำอะไรได้ไม่มากนัก” เช่น การห้ามนั่งท้ายรถกระบะ-นั่งในแค็บเมื่อช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ 2560 หรือกฎหมายแรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ที่ออกมาช่วงกลางปีเดียวกัน แล้วเกิด “แรงต้าน” จากประชาชนจนฝ่ายรัฐต้องยอม“ถอย” เรื่องเหล่านี้ทำให้รัฐบาล คสช. “เสียรังวัด” ไม่น้อย
เมื่อถามต่อไปถึงท่าทีของ “2 พรรคใหญ่” อย่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ที่ระยะหลังๆ เหมือนจะมีท่าที “สอดประสาน” เดินหน้าวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล คสช. ในหลายเรื่องโดยเฉพาะล่าสุดกับ “คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560” ที่ทั้ง 2 พรรค เห็นตรงกันว่า “สร้างปัญหากับพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมอย่างมาก” ประเด็นนี้ ชำนาญ มองว่า แม้เป็นไปได้ยากที่จะเห็น 2 พรรคจับมือกันตั้งรัฐบาล แต่หากเป็นการ “ร่วมมือกันชั่วคราว” เฉพาะเรื่องก็ “เป็นไปได้” เพราะธรรมชาติของการเมือง “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ขึ้นอยู่กับอำนาจและการต่อรองผลประโยชน์
อย่างไรก็ตาม สำหรับผลของคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ผู้นี้ มองว่า “ประชาธิปัตย์เจ็บหนักกว่าเพื่อไทย” เพราะพรรคเพื่อไทยนั้นคง “ทำใจ” แล้วว่าเลือกตั้งหนหน้า“ยากจะได้เป็นรัฐบาล” จึงน่าจะเตรียมตัวไปเป็นฝ่ายค้าน ตรงข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ภายในยังมี “ความขัดแย้ง” ระหว่างสมาชิกระดับนำของพรรคที่บางส่วนสวมหมวกกลุ่มการเมือง “กปปส.” อยู่อีกใบหนึ่ง แต่เมื่อ “ประชาธิปัตย์สาย กปปส.” ไม่สามารถสร้างอิทธิพลนำในพรรค จึงมีความเป็นไปได้ที่จะ “แยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่” ดังที่มีกระแสข่าวในระยะหลังๆ มานี้
“ประชาธิปัตย์จะแหว่งที่ภาคใต้ ซึ่งประชาธิปัตย์มีฐานเสียงสำคัญคือภาคใต้กับกรุงเทพฯก็อาจจะเหลือแค่กรุงเทพฯ แทนที่ประชาธิปัตย์จะเป็นพรรคลำดับ 2 ก็ไม่ได้เป็นแล้ว แต่จะไปเป็นลำดับ 3 4 5 ถึงได้เห็นคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ(หัวหน้าพรรค) ออกมาโวยเยอะ” ชำนาญ ระบุ
ชำนาญ กล่าวอีกว่า มาคราวนี้ “กองทัพ” หรือฝ่ายทหารคงศึกษา “บทเรียน” ในอดีตมาอย่างดี โดยเฉพาะการ “ตั้งพรรคเอง” ที่อย่างไรก็“ไม่คุ้ม” เพราะแทบไม่ได้ที่นั่ง สส. ในสภา ทำให้อาจเปลี่ยนไปใช้วิธี “หาเสียงสนับสนุนจากพรรคเล็ก”ทั้งนี้เมื่อรวมกับระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ “จัดสรรปันส่วน” ถึงแม้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่ก็จะไม่มีพรรคการเมืองใดได้จำนวน สส. เพียงพอจะจัดตั้งรัฐบาลได้เอง เพราะระบบใหม่ “พรรคไหนได้ สส.เขตมาก พรรคนั้นจะได้ สส.บัญชีรายชื่อน้อย” หรืออาจจะไม่ได้เลย เช่น ถ้ามีที่นั่ง สส. 500 ที่ ก็ไม่น่าจะมีพรรคใดได้ถึง 200 ที่นั่ง

แต่การจัดระบบเลือกตั้งแบบนี้ก็มี “ราคาที่ต้องจ่าย” ชำนาญ กล่าวว่า รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งคงมีสภาพเป็น “เป็ดง่อย” อย่าว่าแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ลำพังเพียงจะ “ผ่านกฎหมายอะไรสักฉบับก็ยากแสนยาก” หรือแม้แต่ถึงขั้น“ไม่สามารถทำได้” เพราะเสียงในสภา “แตกกระจาย”ไปไม่ได้รวมเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ๆ ทว่าสถานการณ์แบบนี้ก็อาจนำมาซึ่ง “ความเบื่อหน่ายและไม่พอใจ” ในหมู่ประชาชน จนนำไปสู่ “ความรุนแรงนอกสภา” ได้เช่นกัน
“โดยล็อกของรัฐธรรมนูญจะเลื่อนได้เต็มที่แค่กุมภาพันธ์ 2562 เว้นแต่ สนช.(สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) จะโหวตคว่ำกฎหมายลูก 1 ใน 4 ฉบับ (พรรคการเมือง กกต. สส. และ สว.)แต่แน่นอนว่าถ้าเลื่อนก็จะสูญเสียความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ เพราะมันไม่มีเหตุอะไรที่ต้องยื้อ ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าเลือกตั้งแล้วก็ชนะอยู่ดีแต่จะเป็นรัฐบาลได้ดีหรือเปล่าอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเลื่อนไปโดยไม่มีคำตอบคำอธิบาย แผ่นดินก็อาจจะเกิดการลุกฮือไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามแต่ เขาถึงฉลาดที่อย่างไรก็คงมีเลือกตั้งพฤศจิกายน 2561 แต่ก็ออกกฎมายื้อให้อึดอัดขัดข้อง” ชำนาญกล่าว
อีกด้านหนึ่ง สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตผู้ประสานงาน “กลุ่มเสื้อเหลือง” พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มองว่า รัฐบาลกับผู้คนในสังคม “เข้าใจคำว่าปฏิรูปไปคนละทาง” รัฐบาลและ คสช. อาจจะบอกว่าได้ลงมือทำการปฏิรูปประเทศแล้ว แต่สำหรับประชาชนจะเห็นตรงกันข้าม มองว่าผ่านไปแล้ว 3 ปีกว่า การปฏิรูปแทบไม่ได้เดินหน้าแต่อย่างใด
สุริยะใส กล่าวต่อไปว่า ในมุมหนึ่งพล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. มีความตั้งใจดีกับยุทธศาสตร์ “Thailand 4.0” แต่อีกมุมหนึ่งก็มีคำถามว่า “ได้ทำอะไรเพื่อนำไปสู่สิ่งนั้นหรือยัง?”โดยเฉพาะที่สำคัญมากคือ “การปฏิรูประบบราชการ” ซึ่งจริงๆ แล้วบุคลากรในภาครัฐ “เก่งๆ ดีๆ มีไม่น้อย” หลายคนเป็นนักเรียนนอกจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างประเทศ แต่เมื่อกลับมาเจอวัฒนธรรมองค์กรภาครัฐในไทย ก็ทำให้กลายเป็นคน “เฉื่อยชา” ได้แต่พูดแต่ไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ภาพอนาคตจึงดู “เลือนราง” มองไม่ออกว่าประเทศไทยเป็นยุค 4.0 ได้อย่างไร
“ความตั้งใจของท่านนายกเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ แต่ด้วยความที่ตัวทีมงานอาจจะไม่พร้อมในบางที หลายอย่างจึงอาจไม่ใช่อย่างที่ใจคิด แล้วเรื่องการใช้คน ผมไม่ค่อยเชื่อที่ท่านนายกฯบอกว่าอยากได้คนดีๆ เก่งๆ แต่เขาปฏิเสธ คือเขาอาจจะปฏิเสธเพราะเห็นว่าถึงเข้าไปก็ไม่มีพื้นที่ไม่มีเวทีไม่ได้ปรึกษาหารือกัน ก็ไม่รู้จะเข้าไปเปลืองตัวทำไม หรือว่าได้เชิญกันจริงๆ หรือเปล่า? อย่างโควตา ครม. (คณะรัฐมนตรี) ประยุทธ์ 1-5ก็เป็นทหารเสีย 60-70 เปอร์เซ็นต์ ผลงานมันเป็นตัวบอกอยู่แล้ว” สุริยะใส กล่าว
เมื่อถามถึงอนาคตข้างหน้า รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ระบุว่า “ไม่มั่นใจใน Road Map การเลือกตั้ง” ที่ปักหมุดไว้ในช่วงเดือน พ.ย. 2561 จะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่” โดยดูจากคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ที่ออกมา ส่งผลให้อาจต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปถึงต้นปี 2562 แต่ไม่ว่าจะเลือกตั้งปลายปี 2561 หรือต้นปี 2562 ปัญหาที่ตามมาแน่ๆ คือ “พรรคการเมืองอาจไม่พร้อม” เพราะกว่าจะเริ่มดำเนินการต่างๆ ได้ต้องรอช่วงเดือน เม.ย. 2561
ทั้งพรรคการเมืองที่มีสิ่งที่ต้องทำมากมาย เช่น การลงทะเบียนสมาชิกพรรค ตั้งสาขาพรรค คัดเลือกตัวแทน (Primary Vote) ในแต่ละเขตเพื่อลงสมัครเลือกตั้ง สส. เป็นต้น ระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนจะทำทันหรือไม่? ท้ายที่สุดรัฐบาล คสช. อาจต้องใช้วิธีแบบที่เคยทำมาคือ “ใช้มาตรา 44 แก้ไขเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นรายวัน” เพื่อคลี่คลายปัญหาที่จะเกิดขึ้นเมื่อเวลานั้นมาถึง
นอกจากนี้ยังมี “รากเหง้าของปัญหา” ที่หมายถึงหลักคิด “อำนาจนิยม” ของรัฐบาลไทยไม่ว่าจะมีรูปแบบใด มักเน้นการ “ทำบทบาทของระบบราชการให้ใหญ่โตมากกว่าแสวงหาความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคม” เน้นการใช้อำนาจเพื่อกำกับสังคม แต่การกำกับที่มากเกินไปก็เป็นแบบที่เห็นคือ “เดินกันแบบต้วมเตี้ยม” หรือไม่ก็เดินหน้าต่อไม่ได้ ดังนั้นความท้าทายคือจะจัด “สมดุล” ระหว่างรัฐกับภาคส่วนอื่นๆ อย่างไร?
“ถ้ารัฐบาลในอนาคตไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลผสมหรือรัฐบาลพรรคเดียว ปรับวิธีคิดใหม่ว่าคุณทำคนเดียวไม่ได้แล้วในการบริหารบ้านเมือง คุณต้องพึ่งพิงส่วนต่างๆ จะฟังแต่ข้าราชการไม่ได้แต่ต้องแชร์กับประชาชน แชร์กับสังคม หรือแม้แต่ภาคธุรกิจคุณก็ต้องจัดความสัมพันธ์ให้ดีจนไม่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนไป มันอยู่ที่กระบวนทัศน์ของฝ่ายการเมือง เพราะสังคมก็โตขึ้นมาเยอะ ก็พัฒนามาตามลำดับ แม้มันจะช้าบ้างแต่ถ้าฝ่ายการเมืองเข้าใจ มาร่วมไม้ร่วมมือกันผมว่ามันก็ไปได้” สุริยะใส กล่าวทิ้งท้าย