ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/311520

แรงงานไทยในต่างแดน เพื่อชีวิตที่ดี..ลำบากก็ต้องเสี่ยง
“เขียนป้ายไปปักไว้ บอกคนทั้งหลายว่าอยากขายที่นา นำทรัพย์สินเงินตรา จากขายที่นาตีตั๋วเครื่องบิน จะไปซาอุ, บอกเมียและลูกน้อย คอยพี่หน่อยพ่อหน่อยเถิดหนา อีกไม่นานกลับมา เยี่ยงราชาเงินทองล้นกาย จะมีโทรทัศน์ วิทยุ สเตอริโอ บ้านตึกหลังโตโต โอ้ฮะโอ นั่งกินนอนกิน”
บทเพลง ซาอุดร ผลงานของวงคาราบาว สะท้อนชีวิตคนไทยจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ภูมิภาคที่ถูกจัดว่า “ยากจน” ที่สุดของประเทศไทย ผู้มุ่งหมายจะบินลัดฟ้าไป “ขุดทอง” ในประเทศแถบตะวันออกกลางอย่าง ซาอุดีอาระเบีย ก่อนจะจบท้ายด้วยการ “ถูกหลอกลอยแพ” ไม่ได้ไปตามที่ฝันทั้งที่เสียเงินเสียทองไปแล้ว ซึ่งบทเพลงนี้เผยแพร่ครั้งแรกในปี 2528 แต่แล้ว ณ ปัจจุบันผ่านไป 3 ทศวรรษ ก็ยังมีข่าวแรงงานไทยตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพที่โฆษณาชักชวนไปทำงานต่างแดนอยู่เนืองๆ
เป็นธรรมดาที่ “ประเทศร่ำรวย” จะถูกมองเป็น “ปลายทาง” สำหรับผู้คนจากประเทศที่ยากจนกว่าจะไขว่คว้าหาทางไปทำงาน “กลิ่นเงินมันหอมหวาน” ดังที่ผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมา (พม่า) ลาวและกัมพูชา ก็ทำทุกวิถีทางไม่ว่าถูกหรือผิดกฎหมายเพื่อที่จะได้เข้ามาทำงานในประเทศไทย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีคนไทยดิ้นรนจะไปทำงานในต่างแดนบ้าง โดยปัจจุบันความนิยมของคนไทยได้หันเหจากซาอุฯ ไปยังหลายประเทศ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ อิสราเอล หรือแม้แต่ข้ามฝั่งไปประเทศเพื่อนบ้านทางใต้อย่างมาเลเซีย
ที่งานประชุมเชิงปฏิบัติการ “สถานการณ์การย้ายถิ่นข้ามชาติ องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการและการคุ้มครองดูแลคนไทยในต่างประเทศ” ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ณ รร.โนโวเทล ย่านสยามสแควร์ กรุงเทพฯ ผศ.ดร.สุทธิพร บุญมาก อาจารย์สาขาวิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ บอกเล่าเรื่องราวการศึกษาวิถีชีวิตคนไทยในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่ข้ามฝั่งไปทำงานในมาเลเซียไว้อย่างน่าสนใจ
อย่างที่ทราบกันดีว่าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) เผชิญเหตุความไม่สงบมากว่าทศวรรษและยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อใด สภาพแบบนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อพื้นที่เต็มไปด้วยความรุนแรง การลงทุนประกอบการบริษัทห้างร้านต่างๆ ก็น้อย การหางานทำในละแวกบ้านจึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะกับคนที่มีระดับการศึกษาไม่สูงนัก
ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ที่แม้จะได้จะเรียนสูงๆ แต่ด้วยค่านิยมในท้องถิ่นที่นิยมส่งบุตรหลานไปเรียนในตะวันออกกลาง แม้จะสำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาชีพชั้นสูงอย่างแพทย์ แต่ก็ไม่สามารถมาทำงานเป็นแพทย์ในไทยได้ หรืออีกไม่น้อยก็เรียนหนังสือในมาเลเซียอยู่แล้ว ทว่าในเมื่อบ้านเกิดไม่มีงานให้ทำ “มาเลเซียจึงเป็นจุดหมายปลายทางของคนปลายด้ามขวาน” ไม่ว่าจะมีพื้นเพครอบครัวแบบใด
อาจารย์สุทธิพร เล่าต่อไปว่า แม้นโยบายการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของมาเลเซียจะยุ่งยากซับซ้อน เช่น นายจ้างต้องรับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการนำเข้าและใช้แรงงานข้ามชาติทั้งหมด มีการเข้มงวดเป็นพิเศษกับแรงงานระดับล่าง (Unskilled Labour) หรือแม้กระทั่งกำหนดแบบ “เจาะจงชาติพันธุ์” ว่างานอะไรให้คนชาติใดทำ เช่น งานบางประเภทให้เฉพาะคนอินเดีย คนฟิลิปปินส์ ฯลฯ แต่นั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับคนไทยชายแดนใต้ ที่เข้าไปทำงานใน “ร้านต้มยำกุ้ง” ที่ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการก็เป็นคนไทย แต่ก็มีชาวมาเลเซียที่เห็นว่าธุรกิจนี้ดีเลยหันมาเปิดกิจการบ้าง
“จริงๆ ร้านต้มยำก็คือร้านขายอาหารไทย หรือ Thai Halal Food แต่เนื่องจากคำว่าไทยในสังคมมุสลิม มีความหมายถึงศาสนาพุทธ จึงไม่สามารถใช้คำว่าร้านอาหารไทยได้ จึงใช้คำว่าต้มยำที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เคยมีงานวิจัยของ สกว. บอกว่ามีร้านต้มยำแบบนี้ถึง 5 พันร้านในมาเลเซียฝั่งตะวันตก แล้วก็มีแรงงานนอกระบบประมาณ 1 แสนกว่าคน มันเป็นเครือข่ายที่ใหญ่มาก และช่วยให้ 3 จังหวัดชายแดนใต้มีเงินเข้ามาหมุนเวียนในประเทศ เป็นแหล่งจ้างงานของเยาวชนคนรุ่นใหม่” อาจารย์สุทธิพร กล่าว
อีกด้านหนึ่ง สมาน เหล่าดำรงชัย นักวิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาอย่างหนึ่งของการส่งแรงงานไทยไปทำงานอย่างถูกกฎหมายในต่างแดน คือ “คนงานไทยไม่เคยได้รู้เกี่ยวกับลักษณะงานอย่างละเอียด” ทำให้หลายกรณีแรงงานไทยเมื่อไปแล้วเจอนายจ้างบางรายที่ “เป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว” ก็ไม่สามารถทำงานได้ตามความคาดหวังของนายจ้างดังกล่าว จบลงด้วยการ “ถูกส่งกลับ” ทั้งที่ทำงานไปได้เพียงไม่กี่เดือน
เช่นเดียวกับ “การอบรมภาษาต่างประเทศ” ที่พบว่าแม้จะอบรมไปแล้วแต่ไม่สามารถใช้ภาษาสื่อสารกับคนในประเทศปลายทางได้ จนกระทบกับการทำงาน อาทิ เคยเจอแรงงานไทยไปทำงานที่ เกาหลีใต้ ยอมรับว่า “ที่อบรมมานั่นแค่พอผ่าน” เมื่อไปอยู่ที่หน้างานจริงๆ กลับพูดคุยกับนายจ้างหรือเพื่อนร่วมงานไม่รู้เรื่อง “ฟังไม่ทัน” จึงอยากฝากไปยังหน่วยงานที่จัดอบรม “ขอให้เรียนกันแบบจริงจัง” คนสอนควรเป็นคนเกาหลีแท้ๆ และการสอบก็ต้อง “เข้มงวด” ในระดับที่ผลสัมฤทธิ์คือสามารถพูดคุยกับคนที่เป็นเจ้าของภาษาได้
สมาน กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ จากประสบการณ์ที่ทำวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยที่ไปทำงานในต่างแดน อาทิ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ยังพบปัญหาอีกประการคือ “แรงงานไทยจำนวนไม่น้อย แม้จะขยันทำงานแต่ไม่สามารถเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัวได้” ซึ่งเหตุผลสำคัญคือ “เมื่อส่งเงินกลับมายังประเทศไทย กลับกลายเป็นญาติพี่น้องที่บ้านของตัวแรงงานนำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยจนหมด” ดังนั้นบทบาทภาครัฐคงไม่ใช่แค่ให้ความรู้กับคนที่จะไปทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมไปถึงพ่อแม่พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหายของแรงงานด้วย
“เคยเจอคนไทยไปทำงานต่างประเทศ เขาร้องไห้เลย บอกว่าส่งเงินกลับบ้านแต่ไม่เหลือเงินสักบาท พอหมดสัญญาจ้าง เดินทางกลับเมืองไทยไปถึงบ้านเหลือไว้ให้แค่ 2 หมื่นบาท มันเป็นเรื่องที่เราจะต้องให้ความรู้เรื่องการจัดระบบการใช้จ่ายในครัวเรือน แต่ถ้าจะทำผมว่ามันต้องเป็นนโยบายระดับประเทศ คือครัวเรือนในไทยมีเยอะ ถ้าทำได้คนไทยก็จะมีเงินเก็บ แล้วหนี้สินก็จะลดลง” สมาน ให้ความเห็น
นอกจากนี้ สมาน ยังกล่าวอีกว่า จากที่เคยทำโครงการแรงงานไทยคืนถิ่น พบว่า “คนไทยจำนวนมากชีวิตต้องวนเวียนอยู่กับการดิ้นรนออกไปทำงานในต่างประเทศ” เนื่องจากไม่สามารถนำความรู้และประสบการณ์จากต่างแดนที่มีกลับหางานแบบเดียวกันในเมืองไทยทำได้ “เพราะเทคโนโลยีที่มีอยู่ในประเทศไทยในงานประเภทนั้นๆ ด้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่เคยไปทำงาน” เท่ากับว่าไทยเสียบุคลากรในการร่วมพัฒนาประเทศไปโดยปริยาย
“ในต่างประเทศเขาใช้ทักษะสูงกว่าในไทย เคยเจอคนไทยไปสมัครทำงานด้านอิเล็กทรอนิกส์ในเมืองไทย ปรากฏว่าทำไม่ได้เพราะเครื่องไม้เครื่องมือไม่เหมือนกัน ก็เลยต้องกลับไปทำงานที่ไต้หวันใหม่”สมาน ยกตัวอย่าง
บทสรุปของเรื่องนี้ “เพราะทุกคนต้องการอยู่รอดและมีชีวิตที่ดีขึ้น” ดังนั้นหากอยู่ที่บ้านเกิดเมืองนอนแล้วหางานที่ดีทำไม่ได้ ก็ไม่แปลกและไม่ผิดอะไรที่คิดจะ “ไปตายเอาดาบหน้า” ยังต่างแดน แต่ก็อย่างที่มีคนว่าไว้ “การลงทุนมีความเสี่ยง” ในที่นี้คือตั้งแต่เสี่ยงเสียเงินไปฟรีๆ โดยไม่ได้ไปทำงานจริง หรือได้ไปแต่ไปเจอสภาพการทำงานที่ไม่ได้สุขสบาย โดยที่บางทีทางบ้านก็ไม่ได้รับรู้ เมื่อส่งเงินกลับมาให้ก็ใช้กัน “มือเติบ” ไม่เกรงใจ และสุดท้ายคือระบบเศรษฐกิจไทยไม่สามารถนำสิ่งที่แรงงานกลุ่มนี้ได้เรียนรู้จากต่างแดนกลับมาขับเคลื่อนประเทศ
จะแก้ไขกันอย่างไร? วันนี้คงต้องโยนไปให้ภาครัฐ ที่คงไม่ใช่เพียงกระทรวงแรงงานเพียงหน่วยงานเดียว แต่ต้องบูรณาการกันหลายภาคส่วน เป็นผู้ร่วมกันหาคำตอบ!!!

“ข้อมูล “จำนวนแรงงานไทยที่ยังคงทำงานอยู่ในต่างประเทศ” รวบรวมโดย กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน ระบุว่า คนไทย
ที่ยังคงทำงานในต่างประเทศ ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 170,576 คน โดย 3 ประเทศที่มีแรงงานไทยไปทำงานมากที่สุด อันดับ 1 ไต้หวัน 77,567 คน อันดับ 2 อิสราเอล 27,311 คน และอันดับ 3 เกาหลีใต้ 23,543 คน”