ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/313063

‘สารเคมีเพื่อการเกษตร’ อันตรายแน่..หรือแค่ใช้ไม่เป็น?
“กระดูกสันหลังของชาติ” เป็นนิยามของอาชีพ “เกษตรกร” โดยเฉพาะกับผืนแผ่นดินไทยที่ได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่งของโลก
คนไทยจึงผูกพันกับการเกษตรมาก ดังรายงาน การสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2559ที่จัดทำโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปีดังกล่าว ประเทศไทยมีแรงงานในภาคเกษตรถึง 11.8 ล้านคน และส่วนใหญ่หรือราว 11 ล้านคนเป็นแรงงานนอกระบบ แน่นอนว่าภาคเกษตรก็ไม่ได้แตกต่างจากภาคอื่นๆ ที่มีการปรับปรุงกระบวนการทำงานไปตามยุคสมัย จากวิธีธรรมชาติเพื่อยังชีพ ก็มีการใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตเชิงการค้า
ดังที่ เปรม ณ สงขลา บรรณาธิการวารสารเคหการเกษตร ซึ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทั้งแบบ GAP และเกษตรอินทรีย์มาเกือบ 30 ปี กล่าวในเวทีเสวนา “สารเคมีกำจัดศัตรูพืช…อุปสรรคหรือตัวช่วยไทยแลนด์ 4.0?” เล่าย้อนไปในยุคทศวรรษที่ 1920’s-1930’s (ปี 2463-2482) เวลานั้นทั่วโลกยังเผชิญปัญหา “ความอดอยาก” ไม่ว่าในบราซิล เม็กซิโก อินเดีย มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากเพราะไม่สามารถหาอาหารมารับประทานได้
กระทั่งในเวลาต่อมา ช่วงทศวรรษที่ 1960’s(ปี 2503-2512) ชายชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อว่า นอร์แมน บอร์ล็อก (Norman Borlaug) ค้นพบวิธีการพัฒนา “พันธุ์พืชลูกผสม” เช่น ข้าวสาลี และได้นำไปปลูกในพื้นที่ต่างๆ พบว่าสามารถให้ผลผลิตที่มากขึ้นกว่าการทำเกษตรในอดีต ทำให้นอร์แมนได้รับ“รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ” (Nobel Peace Prize) ในปี 2513 อีกทั้งยังถูกยกย่องในฐานะ “บิดาแห่งการปฏิวัติเขียว” (Green Revolution) เพราะการค้นพบของเขาได้ช่วยให้มนุษยชาติไม่ต้องอดตายอย่างที่ผ่านมา
แต่การเพิ่มผลผลิตให้พอเลี้ยงคนจำนวนมหาศาล “สิ่งแลกเปลี่ยน” คือการเปิดยุคสมัยของ “เกษตรเคมี” โดยเริ่มจาก “ปุ๋ย” เป็นอย่างแรกควบคู่ไปกับการปรับปรุงระบบชลประทานให้พื้นที่เกษตรมีน้ำเพียงพอ โดยประเทศไทยนั้นก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเกษตรสมัยใหม่ในช่วงทศวรรษ 1960’s เช่นกัน เมื่อเพื่อนบ้านอาเซียนอย่าง ฟิลิปปินส์ มีการก่อตั้ง สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International Rice Research Institute “IRRI”) และไทยก็ไปรับพันธุ์ข้าวจากที่นั่นมาพัฒนาต่อยอดให้เหมาะสมกับการปลูกในประเทศอีกทอดหนึ่ง
“เราทำพันธุ์ข้าวของเราจากไวแสงเป็นไม่ไวแสง สามารถปลูกช่วงไหนก็ได้ นั่นคือวิวัฒนาการการปฏิวัติเขียวในประเทศไทย อย่างตอนนี้การปฏิวัติเขียวในข้าวก็ได้มาถึงยุคที่ 3 โดยยุคที่ 2 คือข้าวที่มีวิตามินทั้งหลาย และยุคที่ 3 ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากบิล เกตส์ (Bill Gates-มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัท Microsoft) ก็คือการเปลี่ยนพันธุ์ข้าวที่ต้องการน้ำเยอะ ไปเป็นแบบข้าวโพดหรือข้าวฟ่างที่ใช้น้ำใช้ปุ๋ยน้อย แต่ให้ผลผลิตสูงขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์” เปรม ระบุ
คำถามต่อมา…ในเมื่อทั่วโลกต่างก็ใช้สารเคมีเกษตรกันทั้งนั้น แต่เหตุใดประเทศไทยถึงมีปัญหา “สารพิษตกค้าง” ให้ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง? เกษตรกรอาวุโสผู้นี้ กล่าวว่า ปัญหาคือ “ภาคเกษตรไทยไม่ใช่สังคมค้นคว้า แต่เป็นสังคมบันเทิง” นิยมสนุกสนานกันไปวันๆ หนึ่ง เช่น การนำตำรานำสื่อไปแจกจ่าย ที่ผ่านมาเท่าที่เคยไปร่วมประชุมจะพบว่า “มีเกษตรกรเพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่สนใจศึกษาหาความรู้อย่างจริงจัง” แต่ในทางกลับกันเกษตรกรจะ“เชื่อร้านค้าที่ขายสารเคมีทางการเกษตร” มากที่สุด
นอกจากนี้เขายังเสนอแนะด้วยว่า สำหรับการยกระดับการผลิตในภาคเกษตรของไทยในภาพรวมให้ได้ “มาตรฐานเกษตรปลอดภัย” เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภค หรือ “GAP” (Good Agriculture Practices) ภาครัฐควรนำร่องจากกลุ่มที่มีศักยภาพก่อน นอกจากนี้ควรทำในรูปแบบสหกรณ์ที่ใช้ต้นทุนน้อยกว่าแต่ได้คนเข้าร่วมมากกว่าและทำในพื้นที่ที่มีความพร้อม โดยดึงภาครัฐอย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาช่วย ต้องทำให้เกิดการมีส่วนร่วม หากทำได้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยจะสะอาดและปลอดภัยอย่างแท้จริง การส่งออกก็จะทำได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน เกษตรกรที่เลือกทำเกษตรแบบอินทรีย์ ซึ่งจัดเป็น “วิถีอีกรูปแบบหนึ่ง” ที่แตกต่างไปจากเกษตรทั่วไป เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มี
ความรักความชอบในการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิดจริงๆ ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค การสนับสนุนของภาครัฐคือ “ต้องมีตลาดที่ชัดเจน” ให้กับเกษตรกรกลุ่มนี้ รวมถึงต้องมีแหล่งวัตถุดิบสนับสนุน เพราะต้นทุนเกษตรอินทรีย์จะสูงกว่าเกษตรแบบทั่วไปที่ใช้สารเคมีถึง 3 เท่า
อีกด้านหนึ่ง จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า หากจะแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย “ต้องทำทั้งระบบ” ในมุมหนึ่งแม้จะเป็นความจริงที่เกษตรกรขาดความรู้ แต่อีกมุม “ความรู้ได้ไปถึงอย่างตรงจุดแค่ไหน?” ดังตัวอย่างที่พบมา อาทิ เคยไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการใช้สารเคมีกับนาข้าวก็ไปพบเกษตรกร 2 ราย มานั่งฟังแบบไม่สนใจคุยกันไปเล่นกันไป
ซึ่งเมื่อเข้าไปสอบถามก็ทราบว่า “ทั้ง 2 คนไม่ได้ปลูกข้าว แต่ปลูกต้นชะอม” ส่วนที่มางานของชาวนาข้าว “เพราะมีผู้อื่นส่งมา” โดยทั้ง 2 รายนี้มักจะได้รับมอบหมายให้ไปฟังการอบรมต่างๆ เป็นประจำเรื่องนี้แม้จะเป็นจุดเล็กๆ แต่ตนมองว่าสำคัญ เพราะคนที่ควรจะได้รู้เรื่องเกี่ยวกับอาชีพของเขาจริงๆ กลับไม่ได้มารับรู้ ปัญหาก็จะตกอยู่กับเกษตรกรเอง เช่น สารเคมีแต่ละชนิดก็ใช้ “หัวฉีดพ่น” ที่แตกต่างกันไปด้วย
จรรยา ยกอีกตัวอย่างหนึ่งคือ “การแยกแยะศัตรูพืชแต่ละชนิด” เช่น ความแตกต่างระหว่าง “เพลี้ย” เป็นสัตว์ประเภท “แมลง”มี 6 ขา ส่วน “ไรแดง” นั้นเป็น “แมง” มี 8 ขาเมื่อไรแดงระบาดแต่เกษตรกรแยกไม่ออกก็ไปบอกร้านขายสารเคมีทางการเกษตรขอซื้อยากำจัดเพลี้ยมาใช้ ผลคือไรแดงระบาดหนักกว่าเดิมเพราะยากำจัดเพลี้ยนอกจากจะไม่ได้ฆ่าไรแดง ยังไปฆ่าสัตว์บางชนิดที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติของไรแดงอีกต่างหาก
นักวิชาการด้านเกษตรผู้นี้ ยังกล่าวต่อไปถึง “ร้านค้า” ที่จำหน่ายเคมีภัณฑ์เกษตร แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเคยอบรมให้ความรู้เจ้าของร้านไปแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ “เจ้าของร้านไม่ได้ขาย…ให้ลูกจ้างมาเฝ้าแทน” ทั้งที่ลูกจ้างไม่เคยผ่านการอบรม ก็จะเกิดปัญหาเช่นกัน อาทิ เคยไปขอซื้อสารเคมีเกษตรที่ร้านค้าแห่งหนึ่งจะนำไปใช้ทำการทดลอง ลูกจ้างที่เฝ้าร้าน “เถียงคอเป็นเอ็น” ว่าที่ร้านไม่มีสารเคมีชนิดนั้นจำหน่าย และพยายาม “ยัดเยียด” ให้ซื้อสารอีกชนิดหนึ่งที่ “คิดเอาเองว่าคล้ายกัน” ทั้งที่ก็ชี้ให้ดูว่าสารเคมีที่ต้องการวางอยู่ในตู้หน้าร้านนั่นเอง
และนอกจากความไม่รู้แล้ว “ความไม่ตระหนัก” ก็เป็นอีกปัญหา อาทิ ใช้หมดก็โยนภาชนะบรรจุทิ้งตรงไหนก็ได้ตามสะดวก ไม่สวมชุดป้องกันสารเคมีโดยอ้างว่าร้อนบ้างอึดอัดบ้าง หรือฉลากระบุให้ใช้ 1 ส่วน ก็ขอแถมใส่เพิ่มเป็น2 ส่วน 3 ส่วน จึงเป็น “ที่มา” ของทั้งอันตรายต่อตัวเกษตรกรเองและทั้งกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงเสนอแนะว่า “สารเคมีเกษตรที่มีผลข้างเคียงเป็นอันตราย ผู้มีสิทธิ์ซื้อต้องผ่านการอบรมและสอบวัดความรู้ความเข้าใจ” เช่นใน สหรัฐอเมริกา ที่กำหนดให้ พาราควอต (Paraquat) เป็นสารที่ผู้ซื้อต้องได้รับใบอนุญาต
“เคยเชิญอดีตรัฐมนตรีเกษตรของญี่ปุ่นมาเป็นวิทยากร ก็ถามท่านว่าทำไมญี่ปุ่นใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากกว่าไทย 2-3 เท่า แต่ทำไมคนเชื่อว่าสินค้าเกษตรญี่ปุ่นปลอดภัย ท่านก็บอกคนญี่ปุ่นใช้สารเคมีเยอะจริง แต่เขาใช้อย่างถูกต้อง และเขาเริ่มจากระบบสหกรณ์ชุมชน เช่น สตรอเบอร์รี่จากหมู่บ้านนี้ ลงบาร์โค้ดเรียบร้อยก็ต้องปลอดภัย ถ้าปลายทางไปสุ่มตรวจเจอเกินค่ามาตรฐานก็โดนตีกลับทั้งหมู่บ้าน ทีนี้คนในหมู่บ้านเขาก็ตรวจสอบกันเอง พวกที่จะไปซื้อสารมาพ่นกันมั่วๆ ก็จะไม่เกิด ถามว่ามีพวกนอกคอกไหม มีแต่สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้” จรรยา กล่าว
แม้จะเป็นความจริงที่ว่าการเกษตรแบบธรรมชาตินั้นปลอดภัยที่สุด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่าการที่จะมีอาหารเลี้ยงคนจำนวนมาก
ในราคาถูก ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้สารสังเคราะห์ หรือก็คือเคมีเกษตร “ทว่าการใช้ก็ต้องใช้ตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วให้ความสำคัญ” ดังนั้นหากประเทศไทยมุ่งหวังจะพัฒนาภาคเกษตรสู่ความเป็น “Smart Farmer” นอกจากเรื่องเทคโนโลยีล้ำยุคทั้งหลายแล้ว
อย่าลืม “พื้นฐาน” หรือก็คือ “ความรู้ความเข้าใจ” ในการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องด้วย!!!
ข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (www.oae.go.th) ระบุว่า ในปี 2559 ประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งสิ้น 885,419 ตัน มูลค่า 12,654 ล้านบาท และนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืชทั้งสิ้น 160,824 ตัน มูลค่า 20,618 ล้านบาท