ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/312948

‘ARSA’นักรบโรฮิงญา เพราะถูกบีบคั้น..จึงจับอาวุธสู้?
8 ม.ค. 2561 สำนักข่าว BBC ของอังกฤษ นำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง “Myanmar Rohingya militants Arsa vow to fight on after attack” (นักรบโรฮิงญากับการเอาคืนรัฐบาลเมียนมา) สืบเนื่องจากเหตุโจมตีรถบรรทุกขนส่งทหารของกองทัพรัฐบาลเมียนมา (พม่า) ที่รัฐยะไข่ เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ม.ค. ทำให้มีทหารเมียนมาได้รับบาดเจ็บ 5 นาย ซึ่งในเวลาต่อมา ตัวแทนกลุ่ม ARSA ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของชาวโรฮิงญา ออกมาอ้างว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้
ARSA หรือชื่อเต็มๆ คือ Arakan Rohingya Salvation Army เป็นกลุ่มติดอาวุธที่เกิดขึ้นมาจากความไม่พอใจของชาวโรฮิงญา กลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูก “ปฏิเสธการมีตัวตน” จากรัฐบาลเมียนมา และย้ำทุกครั้งเสมอมาว่า “ชาวโรฮิงญาไม่ใช่ชนพื้นเมืองบนแผ่นดินเมียนมา” หากแต่เป็น “ผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย” ที่มาจาก บังกลาเทศ ประเทศเพื่อนบ้านทางตะวันตกของเมียนมา
เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าการปะทะกันระหว่างกองทัพรัฐบาลเมียนมากับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ นั้นเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ทว่าในปีที่ผ่านมา กลุ่มติดอาวุธของชาวโรฮิงญาเติบโตขึ้นอย่างที่ต้องจับตามอง โดยปฏิบัติการครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2560 ที่กลุ่ม ARSA โจมตีป้อมตำรวจและทหาร 30 แห่ง นำไปสู่การตอบโต้ของรัฐบาลเมียนมาอย่างรุนแรง ด้วยการให้กองทัพเปิดปฏิบัติการกวาดล้างขับไล่ชาวโรฮิงญา จนมีผู้อพยพหลายแสนคนหนีตายข้ามฝั่งไปยังบังกลาเทศ

สงครามกลางเมือง : แผนที่ตั้งของกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่สู้รบกับกองทัพรัฐบาลเมียนมา (พม่า) มานานหลายสิบปี
ที่มา : https://worldwideimpact.wordpress.com/2010/05/03/burma-on-the-brink-of-civil-war-the-politic/
มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับกลุ่ม ARSA อาทิ รายงานของ โจนาธาน เฮด (Jonathan Head) ผู้สื่อข่าว BBC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เรื่อง “Rohingya crisis : Finding out the truth about Arsa militants” (วิกฤติโรฮิงญา : ความจริงเกี่ยวกับกลุ่มติดอาวุธ ARSA) เล่าว่า ผู้นำของกลุ่ม ARSA คือ อตา อัลลาห์ (Ata Ullah) ผู้ตระเวนไปตามชุมชนชาวโรฮิงญาในเมียนมาเพื่อ “หาแนวร่วม” ที่เป็นเด็กหนุ่มหรือชายฉกรรจ์ ก่อนพาไปฝึกฝนการประกอบวัตถุระเบิด
อดีตสมาชิกกลุ่ม ARSA รายหนึ่งที่ปัจจุบันลี้ภัยอยู่ในบังกลาเทศ ให้ข้อมูลว่า นายอัลลาห์เคยมาชักชวนตนเมื่อปี 2556 โดยบอกกับคนในหมู่บ้านว่า “มันถึงเวลาต้องตอบโต้ความโหดร้ายทารุณที่ชาวโรฮิงญาถูกกระทำ” และคนในหมู่บ้านก็ให้การสนับสนุนด้วยการจัดหาเสบียงอาหารให้กับผู้ที่ “เข้าป่า” ไปฝึกยุทธวิธีการรบแบบกองโจร อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า “ไม่เคยเห็นอาวุธปืน” มีเพียงการลาดตระเวนด้วยหอกไม้ไผ่เหลาให้แหลมเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีความพยายามให้ทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมในมัสยิด สถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้นับถือศาสนาอิสลาม
ขณะที่ผู้ใช้ชื่อว่า “อาเมียร์” (Amir) ซึ่งเป็นสมาชิก ARSA ระดับแกนนำในพื้นที่ กล่าวว่า ปฏิบัติการของ ARSA เกิดขึ้นเพื่อต้องการให้ชาวโลกหันมาสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญา พร้อมทั้งย้ำกว่าปฏิบัติการของ ARSA ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงจากต่างประเทศ ส่วนปืนและกระสุนนั้นนักรบ ARSA จะพยายามหาเอาด้วยการปล้นชิงจากกองทัพรัฐบาลเมียนมา

อตา อัลลาห์ (กลาง) และนักรบกลุ่ม ARSA ของเขา
หลังเหตุการณ์วันที่ 25 ส.ค. 2560 นายอัลลาห์ ชาวโรฮิงญาที่เกิดในปากีสถาน ผู้ซึ่งก่อตั้งกลุ่ม ARSA ในปี 2555 ได้เผยแพร่คลิปวีดีโอในเว็บไซต์ยูทูป (Youtube) โดยมีนายอัลลาห์ยืนอยู่ตรงกลาง ขนาบข้างด้วยนักรบคลุมโม่งปิดบังใบหน้าพร้อมอาวุธปืนเล็กยาว 2 นายอัลลาห์กล่าวว่า ปฏิบัติการของ ARSA นั้นเป็นไปเพื่อ “ตอบโต้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ที่รัฐบาลเมียนมาทำกับชาวโรฮิงญา พร้อมร้องขอการสนับสนุนจากนานาชาติ และย้ำว่ารัฐยะไข่เป็นที่อยู่อาศัยโดยชอบธรรมของชาวโรฮิงญา รวมถึง ARSA ไม่ต้องการเป็นศัตรูกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในรัฐยะไข่แต่อย่างใด
ทางด้าน พล.อ.มี่น ออง ไลง์ (Min Aung Hlaing) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา ได้กล่าวหลังเหตุโจมตีป้อมตำรวจและทหารโดยกลุ่มARSA ในครั้งนั้นว่า กองทัพจะไม่ยอมสูญเสียดินแดนให้กับกลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรงสุดโต่ง “ชาวเบงกาลี” ซึ่งเป็นชื่อที่ทางการเมียนมาใช้เรียกชาวโรฮิงญา และยังกล่าวอีกว่าภารกิจของกองทัพเมียนมานั้นยังไม่เสร็จสิ้นมาตั้งแต่ปี 2485 ที่ครั้งนั้นแผ่นดินเมียนมากลายเป็นสมรภูมิระหว่างกองทัพอังกฤษกับญี่ปุ่น ในช่วงสงครามโลกครั้งโลกครั้งที่ 2 (ปี 2484-2488)
อนึ่ง..ในขณะที่ชาวโรฮิงญามีกลุ่ม ARSA ชาวพม่าและชาวยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธ ก็มีกลุ่มเคลื่อนไหวในแนวทางรุนแรงให้การสนับสนุนปฏิบัติการของกองทัพรัฐบาลเมียนมา โดยทั้งชาวพม่าและชาวยะไข่พุทธมองว่าชาวโรฮิงญาเป็น “คนนอก” ผู้มาจากบังกลาเทศ ทั้งนี้ปฏิบัติการขับไล่กวาดล้างชาวโรฮิงญากว่าครึ่งให้ออกไปจากรัฐยะไข่ได้ในเวลาเพียง 4 สัปดาห์ ทำให้จำนวนประชากรที่นับถือและไม่นับถือศาสนาอิสลามมีความสมดุลกัน

ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่พักอาศัยในค่ายผู้อพยพ ณ บังกลาเทศ
ที่มา : http://www.bbc.com/news/world-asia-38799586
สำหรับสิ่งที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นหลังเหตุโจมตีรถบรรทุกขนส่งทหารของกองทัพรัฐบาลเมียนมา เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ม.ค. 2561 นั้น โจนาธาน เฮด ทิ้งท้ายไว้ว่า ด้านหนึ่งกองทัพเมียนมามองว่ากลุ่ม ARSA เป็นกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรง ส่วนอีกด้านกลุ่ม ARSA ก็ยืนยันว่าจะจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลเมียนมาต่อไปโดยย้ำว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรม ทั้งหมดนี้กลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงพื้นที่รัฐยะไข่ ไม่ว่าจะกับองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงสื่อมวลชน และเรื่องการส่งผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาจากบังกลาเทศกลับเมียนมาคงเป็นไปได้ยาก
ความหวังที่จะเห็น “สันติภาพ” บนแผ่นดินเมียนมา ที่มีการสู้รบกันระหว่างกองทัพพม่า กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ยืดเยื้อยาวยานมาหลายสิบปี วันนี้ดูแล้วยังคง “เลือนราง”!!!
เรียบเรียงจาก