ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/314279

นโยบาย‘เด็ก-เยาวชน’ มอง‘เทศ’แล้วย้อนดู‘ไทย’
ผ่านพ้นไปแล้วกับ “วันเด็กแห่งชาติ” ซึ่งประเทศไทยนั้นกำหนดให้ “วันเสาร์สัปดาห์ที่ 2 ในเดือนมกราคมของทุกปี” เป็นวันเด็ก โดยในปี 2561 นี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 13 ม.ค. 2561 ทั้งนี้ตลอดวันดังกล่าว หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้จัดกิจกรรมให้เด็กๆ เข้าร่วมสนุก พร้อมกับเป็นธรรมเนียมทุกปีที่ นายกรัฐมนตรี จะต้องมอบ “คำขวัญวันเด็ก” และสำหรับในปี 2561 “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี” เป็นคำขวัญวันเด็กที่ “นายกฯ ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ไว้กับเด็กไทย
สำหรับประเทศไทย “นิยาม” ของวันเด็กทุกๆ ปีคงเน้นหนักไปที่ “ความสนุก” อย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อวันเด็กเวียนมาถึง สื่อมวลชนทุกสำนักจะกระจายกันไปทำข่าวในจุดที่มีการจัดกิจกรรม เช่น ที่ตั้งของหน่วยทหารและตำรวจที่จะมีการนำอาวุธยุทโธปกรณ์ออกมาจัดแสดงรวมถึงสาธิตปฏิบัติการทางยุทธวิธีต่างๆ ให้เด็กๆ และผู้ปกครองได้ชม หรือทำเนียบรัฐบาลที่เด็กๆ จะได้เข้าไปเยี่ยมชมห้องทำงานของนายกรัฐมนตรี เป็นต้น
แล้วประเทศอื่นๆ เขาให้ความสำคัญกับเด็กๆ อย่างไร? เรื่องนี้นักวิชาการคนดังที่สนใจปัญหาด้านเยาวชนและการศึกษามายาวนานอย่าง ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว และอาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีคำตอบ โดยอาจารย์สมพงษ์ กล่าวในงานเสวนา “วันเด็ก…ขอนโยบายดีกว่าคำขวัญ” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ถึงผลการศึกษา “นโยบายด้านเด็กและเยาวชนใน 11 ประเทศ” ได้แก่
1.ฝรั่งเศส ที่นี่ให้ความสำคัญกับปัญหา “เด็กก้าวร้าว อ้วน เหนื่อยง่าย สมาธิสั้น ไม่วิ่งเล่น” ล่าสุดมีการออกประกาศ “ห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน” ตั้งแต่ระดับชั้นประถมและมัธยมต้น หรือระหว่างอายุ 6-15 ปี 2.ไอซ์แลนด์ ให้ความสำคัญกับปัญหา “เครื่องดื่มมึนเมา ยาสูบ และสิ่งเสพติด” มีการตั้งงบประมาณสำหรับ “กิจกรรมทางเลือกของเยาวชน” ไว้ที่ 11,000 บาทต่อหัวต่อปี พร้อมทั้งให้
คำแนะนำกับพ่อแม่ผู้ปกครอง
3.อังกฤษ ให้ความสำคัญกับการ “ปั้นเด็กและเยาวชน อายุ 10-20 ปี ให้เป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคม” มีเงินกองทุนสนับสนุนมากถึง 1,753 ล้านบาท สำหรับเป็นทุนตั้งต้นของผู้ที่คิดกิจกรรมที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อสังคม 4.ลัตเวีย ให้ความสำคัญกับ “การศึกษา” มีการปรับปรุงหลักสูตร แก้ไขกฎหมายกฎกระทรวงที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาด้านการศึกษา และ “ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน” ของเด็กๆ จากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ
5.สหรัฐอเมริกา ให้ความสำคัญกับ “ปัญหาวัยรุ่น” มากเป็นพิเศษ ทั้งยาเสพติด พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ รวมถึงการฆ่าตัวตาย ส่งเสริมบทบาทผู้ใหญ่ตามนิยาม “รับฟังแบบเพื่อน แนะนำแบบพ่อแม่” เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพเชิงบวก 6.โรมาเนีย ให้ความสำคัญกับปัญหา “ความรุนแรงในโรงเรียน” ที่น่าสนใจคือ“ให้เด็กๆ มีส่วนร่วม ตั้งแต่สะท้อนปัญหาไปจนถึงคิดหาทางออก” ส่งผลให้ระดับความรุนแรงของปัญหาลดลง
7.สวีเดน ให้ความสำคัญกับ “เสียงเด็กและเยาวชน” มีการสำรวจความคิดเห็นประชากรระหว่างอายุ 12-16 ปี และไปไกลถึงขั้นให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสได้ปรึกษาหารือประเด็นปัญหาของเด็กและเยาวชนกับนักการเมืองระดับชาติ 8.เยอรมนี ให้ความสำคัญกับ “สิทธิเด็ก” เป็นอย่างยิ่ง ในทางการเมืองระดับชาติ คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อจะออกกฎหมายหรือนโยบายต่างๆ จะนำเรื่องสิทธิเด็กเข้าไปพิจารณาด้วยว่าอาจมีผลกระทบหรือไม่?
9.ฟินแลนด์ ให้ความสำคัญกับเด็กตั้งแต่แรกเกิด “ถือประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ” อีกทั้งยังทำอย่าง “ทั่วถึงและเท่าเทียม” ทั้งประเทศ 10.แคนาดา ให้ความสำคัญกับ “ความเท่าเทียม” แม้จะเป็นเด็กและเยาวชนแต่ก็มีสิทธิแสดงความคิดเห็นสำหรับให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปตัดสินใจด้านนโยบายต่างๆ อีกทั้งยังมีการให้ “นักการเมืองต้องไปเยี่ยมโรงเรียนในพื้นที่ของตน” อีกด้วย และ 11.ออสเตรเลีย ให้ความสำคัญกับปัญหา “การกลั่นแกล้งกันบนโลกออนไลน์” (Cyber Bullying) มีสายด่วนแจ้งเหตุ รวมถึงให้คำปรึกษาตั้งแต่เด็กอายุ 5 ปี ไปถึงวัยรุ่น
ตอนปลายอายุ 25 ปี
มองเมืองนอกแล้วย้อนดูเมืองไทย..อาจารย์สมพงษ์ ชี้ว่า ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองเด็กมากมาย อาทิ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546, พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539, พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. 2550 นอกจากนี้สิทธิเด็กก็ยังถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทว่าก็เป็นอย่างที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยไว้นานแล้วคือ “กฎหมายไทยดีทุกอย่าง เยี่ยมยอดไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่เสียเพียงเรื่องเดียวคือการบังคับใช้” ทำให้การปฏิรูปหรือการพัฒนาประเทศไทย “ไปไม่สุดทาง” อย่างที่ควรจะเป็น
เมื่อมาดู “สิทธิเด็ก 4 ด้าน” ตามมาตรฐานสากล ประกอบด้วย 1.สิทธิในการมีชีวิตรอด ที่หมายถึงเด็กทุกคนต้องได้รับปัจจัย 4 ครบถ้วนอย่างมีคุณภาพ พบว่า เด็กไทย 1 ใน 10 คน ยังมีปัญหาเตี้ยแคระแกร็น แต่หากเป็นลูกของแม่ที่การศึกษาน้อย อัตราส่วนจะเพิ่มเป็น 2 ใน 10 คน นอกจากนี้ ร้อยละ 10.5 ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หรือราว 3.9 แสนคน มีปัญหาทุพโภชนาการ
2.สิทธิที่จะได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งร่างกาย จิตใจ รวมถึงด้านการศึกษา พบว่า เด็ก 2 ใน 10 คน ไม่ได้เข้าเรียนในระดับปฐมวัย และแม้ 8 ใน 10 คน ได้เข้าเรียนระดับปฐมวัยก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะได้เรียนอย่างมีคุณภาพหรือไม่? นอกจากนี้ มีเด็กเพียง 4 ใน 10 คน ที่มีหนังสือสำหรับเด็กในบ้านตั้งแต่ 3 เล่มขึ้นไป และมีเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่มีมากกว่า 10 เล่ม โดยเด็กที่มีหนังสือสำหรับเด็กในบ้าน ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในครอบครัวที่ค่อนไปทางมีฐานะดี
3.สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากภยันตรายต่างๆ พบว่า พ่อแม่ผู้ปกครองไทย ร้อยละ 47.5 หรือ “เกือบครึ่ง” ยังเชื่อว่า “การลงโทษเด็กทางกายเป็นเรื่องจำเป็น” นอกจากนี้ เด็กไทยร้อยละ 55.9 เคยถูกลงโทษทางร่างกาย เช่น ตี ตบ และร้อยละ 61.5 เคยถูกลงโทษทางจิตใจ เช่น การใช้คำพูดรุนแรง ด่าทอ หรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ซึ่งเป็นการทำร้ายจิตใจ
และ 4.สิทธิในการมีส่วนร่วม สำหรับเรื่องนี้ “สอบตกทั้งไทยและอาเซียน” เพราะได้พยายาม “กันเด็กออกไปจากการเมือง” โดยสำหรับประเทศไทยนั้น ค่านิยมของผู้ใหญ่ไทยเชื่อว่า “เด็กมีหน้าที่เรียนอย่างเดียว” เรียนให้เก่งที่สุด สอบให้ได้เกรดดีๆ จนขาดความเข้าใจสิ่งอื่นๆ รอบตัว นอกจากนี้ยังเน้น “วัฒนธรรมแบบเชื่อฟัง” ไม่ชอบให้มีการโต้เถียง ทำให้เด็กไม่ได้รับการส่งเสริมให้คิดนอกกรอบ
ทั้งนี้บทสรุปของผลการศึกษาดังกล่าวคือ “ไม่อยากให้วันเด็กเป็นเพียงกิจกรรม” แต่ควรปฏิรูปงานวันเด็กให้มีนโยบายและทิศทางสำหรับเด็ก ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็กอย่างแท้จริง และที่สำคัญ “ใส่ใจเด็กและเยาวชนในทุกๆ วัน” ไม่ใช่เฉพาะในวันเด็กวันเดียว โดยอาจไม่ต้อง “ยิ่งใหญ่อลังการ” อย่างกิจกรรมในวันเด็กแห่งชาติของทุกปีก็ได้
แต่ขอเพียง “ให้ได้สักครึ่งหนึ่ง” ก็เพียงพอที่คุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนไทยจะดีขึ้นอย่างแน่นอน!!!
หมายเหตุ : แนวหน้าวาไรตี้ ฉบับวันที่ 11 ม.ค. 2561 เรื่อง “บุหรี่ไฟฟ้า” กับสังคมไทย “หนุน-ต้าน” วิวาทะนี้ยังอีกยาว มีการกล่าวถึงแนวหน้าวาไรตี้ เรื่อง กฎหมายว่าด้วย “บุหรี่ไฟฟ้า”“นิยามไม่ชัด” กระทบประชาชน โดยระบุวันที่ตีพิมพ์คลาดเคลื่อนจากฉบับวันที่ 26 ธ.ค. 2560 เป็นฉบับวันที่ 27 ธ.ค. 2560 ทางทีมงานต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย