ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/315138

ขึ้นค่าโดยสารรถเมล์ ต้นทุนขสมก.และแรงต้าน
กรุงเทพมหานคร (กทม.) เมืองหลวงของประเทศไทย ด้วยเนื้อที่ 1.5 พันตารางกิโลเมตร แบ่งการบริหารออกเป็น 50 เขต และมีผู้คนใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มากกว่า 10 ล้านคน ทำให้ความต้องการบริการสาธารณะต่างๆ มีมาก และความคาดหวังต่อคุณภาพก็มากตามไปด้วย อาทิ ระบบขนส่งมวลชน นอกจากของใหม่อย่างบรรดารถไฟฟ้า-รถไฟใต้ดินแล้ว “รถเมล์” ซึ่งเป็นขนส่งมวลชนดั้งเดิม ก็ยังคงเป็นที่พึ่งของคนใช้ชีวิตใน กทม.โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย
ทว่าดูเหมือนบริการรถเมล์ใน กทม. จะมีปัญหาไปคนละอย่าง อาทิ รถร่วมเอกชน ที่ผู้คนคุ้นเคยกันดีกับพฤติกรรม “ขับซิ่ง-จอดแช่ป้าย” ที่พอไปถามคนขับกระเป๋า ฟังแล้วก็ “น่าเห็นใจ” เนื่องด้วยพวกเขาเหล่านี้“มีชีวิตอยู่ด้วยส่วนแบ่งค่าโดยสาร” มีรายได้พื้นฐานเพียงค่าจ้างขั้นต่ำ และไม่มีสวัสดิการใดๆ หลายคนไม่มีแม้กระทั่งเงินเดือน แต่ใช้วิธี “เช่ามาขับ” จึงต้อง“ทำรอบ-ทำยอด” ให้ได้มากที่สุด
แต่เมื่อหันมาที่รถเมล์ของทางการ ที่หน่วยงานรับผิดชอบคือ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.)ในมุมหนึ่งแม้จะ “ดูดี” กว่ารถร่วมเอกชนในแง่การให้บริการไม่ค่อยมีข่าวเสียๆ หายๆ บ่อยนัก เนื่องด้วยพนักงานขสมก. ทั้งคนขับและกระเป๋ามี “เงินเดือน-สวัสดิการ”ดีในระดับหนึ่ง จึงไม่ต้องฝากชีวิตไว้กับส่วนแบ่งค่าโดยสารมากเท่าคนในภาครถร่วมเอกชน ทว่าอีกมุมหนึ่ง “ภาวะ
ขาดทุนสะสม” ที่รัฐบาลต้องเจียดงบประมาณมาอุดหนุนทุกปี
จนล่าสุดได้มีการขอ “ขึ้นค่าโดยสาร” โดยการเปิดเผยของ ณัฐชาติ จารุจินดา ประธานคณะกรรมการบริหารกิจการ (บอร์ด) ขสมก. เมื่อ 10 ม.ค. 2561 ว่า ขสมก. มีแนวคิดปรับอัตราค่าโดยสารรถเมล์ในส่วนของ ขสมก. ขึ้นอีก “2 บาท” โดยแบ่งเป็น “รถร้อนไม่ปรับอากาศ” จากราคาปัจจุบัน 6.50 บาทตลอดสายเพิ่มเป็น 8.50 บาทตลอดสาย กับ “รถปรับอากาศ”จากราคาปัจจุบัน 11-23 บาทตามระยะทาง เพิ่มเป็น 13-25 บาทตามระยะทาง
ซึ่งเมื่อทันทีที่ปรากฏเป็นข่าว “แรงต้าน” ก็ตามมาทันที อาทิ 15 ม.ค. 2561 วัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ไปยื่นหนังสือร้องเรียนที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี “คัดค้าน” โดยให้เหตุผลว่า ขสมก. มีปัญหา “ไร้ประสิทธิภาพ” และย้ำว่าเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ต้องรับผิดชอบ

“การที่นายกรวบรัดตัดตอน ผลักภาระให้ประชาชน คณะรัฐมนตรีทุกคนคงไม่มีใครเคยขึ้นรถเมล์ ยังจะมาขูดรีดเลือดจากประชาชนขึ้นราคาค่าโดยสาร ถือว่าไม่เป็นธรรม เราจะคัดค้านแทนประชาชนต่อไป” วัชระ กล่าว
ผู้สื่อข่าว “แนวหน้าออนไลน์” สอบถามไปยังปธ.บอร์ด ขสมก. ได้รับคำอธิบายว่า การขึ้นราคาค่ารถเมล์นั้นอยู่ใน “แผนฟื้นฟูองค์กร” ซึ่งมีการพูดกันมานานแล้ว เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการแน่นอนว่าจะขึ้นเมื่อใด โดยปัจจุบัน “ขสมก. เก็บค่าโดยสารต่ำกว่าทางรถเอกชนร่วมบริการ” เพราะได้รับการขอร้องว่าอย่าเพิ่งขึ้นเนื่องจากจะกระทบต่อประชาชน
“อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้องค์การมันไปได้มันก็ต้องมีการทยอยปรับค่าโดยสารขึ้น ก็เลยมองว่าน่าจะมีการปรับขึ้น 2 บาท เพื่อให้เท่ากับรถเอกชนก่อน” ณัฐชาติ กล่าว
สอดคล้องกับ วีระพงษ์ วงแหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ขสมก. ที่ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาของนายวัชระ โดยชี้แจงว่า ตามข้อเท็จจริงคือ “เรื่องการขึ้นค่ารถเมล์นั้นเป็นมติของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง มาตั้งแต่ปี 2558 อีกทั้งทางฝั่งรถเอกชนร่วมบริการได้ปรับขึ้นไปแล้ว” เช่นรถร้อนไม่ปรับอากาศปรับราคาขึ้นจาก 8 บาทเป็น 9 บาท
แต่สำหรับฝั่ง ขสมก. ในเวลานั้นทาง กระทรวงคมนาคม ได้ขอให้ “ชะลอออกไปก่อน” ทั้งที่ “ต้นทุนจริง”สำหรับการเดินรถเมล์ หากเป็นรถร้อนไม่ปรับอากาศจะอยู่ที่ “15 บาท” ส่วนรถเมล์ปรับอากาศอยู่ที่ “25 บาท” และ ขสมก. “ไม่เคยปรับราคาเพิ่มขึ้นเลยมานานมาก” แม้ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นก็ตาม ซึ่ง วีระพงษ์ เห็นว่าราคาที่เหมาะสมนั้นหากเป็นรถปรับอากาศเพิ่มขึ้นจาก 11-23 บาทเป็น 13-25 บาท ตามระยะทาง เชื่อว่าประชาชนรับได้ เพราะรถปรับอากาศจะเป็นบริการเชิงพาณิชย์บ้างก็ไม่เป็นไร
ส่วนรถร้อนไม่ปรับอากาศซึ่งเป็นบริการพื้นฐาน ที่ตามข่าวระบุว่าอาจปรับราคาจาก 6.50 บาทขึ้นเป็น 8.50 บาท เห็น “ควรปรับขึ้นเป็น 8 บาท ไม่ต้องมีเศษ
50 สตางค์” เพื่อความสะดวกในการจ่ายค่าโดยสารของประชาชน และเป็นราคาที่คนทั่วไปจ่ายได้ ทั้งนี้มั่นใจว่า “ไม่เดือดร้อนผู้มีรายได้น้อย” เพราะปัจจุบัน “รัฐบาลได้แจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ซึ่งอุดหนุนค่ารถโดยสารของ ขสมก. แทนรถเมล์ฟรีที่ยกเลิกไปอยู่แล้ว
นอกจากนี้ วีระพงษ์ ยังกล่าวถึงประเด็นที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอว่า ขสมก. บริหารงานไร้ประสิทธิภาพส่งผลให้เกิดภาวะขาดทุนสะสม ว่า “ขสมก.นั้นก่อตั้งมาเพื่อบริการประชาชนไม่ใช่การแสวงหาผลกำไรเป็นหลัก จึงไม่สามารถขึ้นค่าโดยสารเต็มที่ในเชิงพาณิชย์ตามต้นทุนจริงได้” ดังนั้นรัฐบาลก็ต้อง“จัดงบประมาณมาอุดหนุน” ในส่วนที่ขาดหายไป
“เหตุใดในเมื่อรถเมล์เอกชนปรับราคาเพิ่มไปแล้ว ไม่เห็นคัดค้านกันบ้าง” ปธ.สหภาพฯ ขสมก.ตั้งข้อสังเกต

อีกด้านหนึ่ง ดร.สุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการด้านระบบขนส่งมวลชน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า ในมุมหนึ่งกรมการขนส่งทางบก ได้อนุมัติให้ขึ้นราคามานานแล้ว เพียงแต่สำหรับ ขสมก. ได้ถูกขอให้อย่าเพิ่งขึ้นราคา จึงยังเก็บที่ 6.50 บาทคงเดิม ซึ่งเรื่องนี้เอาเข้าจริงๆ ก็ “กระทบ” กับรถร่วมเอกชนด้วย เพราะฝั่งเอกชนเก็บกันที่ 8-9 บาท ดังนั้นเส้นทางไหนที่มีทั้งรถ ขสมก. และรถร่วมเอกชนวิ่งทับกัน ประชาชนก็จะรอขึ้นรถของ ขสมก. มากกว่า เกิดความ “ได้เปรียบเสียเปรียบ” ระหว่างกัน
“แต่การขึ้นราคามันก็มีคำถาม เพราะรถก็ยังเก่าอยู่ คุณภาพไม่ได้ดีขึ้น อันนี้ก็เป็นคำถามว่าควรขึ้นไหม? ซึ่งจริงๆ เขาก็ต้องการรถใหม่ ถ้ามีรถใหม่แล้วค่อยขึ้นราคาก็อาจจะดูแล้วเป็นสถานการณ์ที่เหมาะกว่าที่อยู่ดีๆ จะไปขึ้นเลย” ดร.สุเมธ เสนอแนะ
สำหรับแนวคิดการขึ้นค่ารถเมล์ 2 บาทดังกล่าวนั้นจะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ในวันที่ 19 ม.ค. 2561 หากได้รับความเห็นชอบ จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อดำเนินการอนุมัติต่อไป โดยคาดว่าน่าจะสามารถขึ้นได้ภายในปี 2561 พร้อมๆ กับการที่ ขสมก. จะได้รับมอบรถเมล์ใหม่ที่ใช้ก๊าซ NGV จำนวน 489 คัน หลังจาก
ยืดเยื้อในชั้นการประมูลมากว่าทศวรรษ
ทว่านี่คือความคาดหวังของ ขสมก. ที่ดูจะ “ไม่ง่าย”เอาเสียเลย เพราะเพียงไม่นานนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2560 ที่ ขสมก. ลงนามจัดซื้อรถเมล์ NGV กับเอกชน เมื่อผ่านพ้นเข้าสู่ปีใหม่ ม.ค. 2561 ขสมก. ก็ต้องพบกับการถูก “ร้องเรียน” ในเรื่องดังกล่าวเสียแล้ว และอาจกระทบต่อการขอปรับขึ้นค่าโดยสารก็เป็นได้!!!