ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/322581

‘จรัมพร สุระมณี’ เปิดโปงขบวนการโกงเงินผู้ยากไร้-ติดเชื่อ HIV
พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (บอร์ด ป.ป.ท.) เปิดเผยถึงการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย และผู้ด้อยโอกาสของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งกับ“ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์” ว่า ขณะนี้เท่าที่ตรวจสอบพบมี 5 แห่ง โดยได้รับการรายงานว่า พบการทุจริตในจังหวัดบึงกาฬ หนองคาย ขอนแก่น และจังหวัดสุราษฎร์ธานี และที่ตนได้ลงพื้นที่เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมาก็พบเช่นเดียวกัน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ลงไปตรวจที่ไหนก็พบการทุจริต
“ล่าสุดจังหวัดเชียงใหม่ บอร์ด ป.ป.ท.ได้มีมติอนุมัติตั้งอนุกรรมการไต่สวนความผิดอาญาในส่วนของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดเชียงใหม่ เบื้องต้นมีจำนวน 5 คน ได้แก่ผู้อำนวยการศูนย์ 1 คนพนักงานเจ้าหน้าที่ 1 ราย, พนักงานราชการ 2 ราย และลูกจ้าง 1 ราย รวมทั้งหมด 5 คน”
โดยลักษณะการทุจริตนั้นจะพบตั้งแต่ขั้นตอนการสำรวจข้อมูลบุคคลผู้ยากไร้เป็นข้อมูลเท็จ เพราะบางคนที่มีชื่อถูกนำไปเบิกงบฯดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้ยากไร้ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บางคนที่ถูกแอบอ้างนำหลักฐานไปเบิกเงินผู้ยากไร้ ด้วยการนำหลักฐานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านบางคนที่เข้าร่วมอบรมช่างไฟฟ้า ตามที่ทางศูนย์ฯเป็นผู้จัด ทั้งนี้ คนที่ถูกแอบอ้างได้นำหลักฐานโฉนดที่ดิน ทะเบียนรถยนต์มาแสดงต่อ ป.ป.ท.ในช่วงลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีนี้ เพื่อยืนยันว่าเขามีฐานะ ไม่ใช่ผู้ยากไร้ตามที่ถูกแอบอ้างนำชื่อไปใช้เพื่อเบิกงบฯสงเคราะห์ผู้ยากไร้
ส่วนในรายชื่อที่เป็นผู้ยากไร้จริงนั้น เวลาที่เจ้าหน้าที่นำเงินสดไปให้จะจ่ายให้บางส่วน พร้อมกับนำเอกสารที่ไม่มีรายละเอียดการเงินไปให้ชาวบ้านเซ็นต์ชื่อเพียงอย่างเดียว และเจ้าหน้าที่ไปเติมจำนวนเงินเองทีหลัง ซึ่งบางรายที่ปรากฏชื่อมีการเบิกในฎีกาจำนวน 3,000 บาท แต่เมื่อไปถามเจ้าตัวบอกว่าได้รับ 1,000 บาท ขณะที่ในรายผู้ติดเชื้อเฮชไอวี (HIV)ได้รับเงิน 2,000 บาท แต่ปรากฏบางรายไม่ได้รับเงินสักบาทเลย

สำหรับรูปแบบการโกงเงินผู้ยากไร้นั้นจะมี 2 ลักษณะ คือ เบียดบังเงินทั้งหมด หรือเบียดบังบางส่วน
รูปแบบคือใช้วิธีการเตรียมหลักฐานเอกสารรอไว้ตั้งแต่ต้น ก่อนที่จะออกไปสำรวจข้อมูลบุคคลต่างๆ นั้น อาจจะนำหลักฐานเอกสารประกอบการเบิกจ่ายเงินที่ได้จากผู้ที่มาเข้าร่วมสัมมนา จัดประชุมโดยใช้งบประมาณของศูนย์คุ้มครองผู้ไร้ที่พึ่ง อย่างกรณีการลงพื้นที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เอาโฉนดที่ดิน และทะเบียนรถยนต์มาแสดงให้ผมดูว่าเขาไม่ใช่ผู้ยากไร้ แต่พวกเขาเข้าร่วมอบรมหลักสูตรช่างต่อไฟฟ้า ที่ได้รับประกาศนียบัตรจากศูนย์ฯ ซึ่งเขาถูกเรียกเก็บหลักฐานบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน
ต่อจากนั้นวิธีการ คือ นำเอกสารของคนเหล่านี้ไปเป็นหลักฐานเบิกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ โดยคนที่เข้าสัมมนาจะถูกหลอกเรียกหลักฐานเก็บเอาไว้และนำไปเบิกเงิน อย่างรายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บางรายที่ ป.ป.ท.เอาหลักฐานใบฎีกาให้เขาดู เจ้าตัวก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่ลายมือตัวเอง ดังนั้น หลักฐานต่างๆ เหล่านี้จะเตรียมการอไว้ก่อนแล้ว โดยหลอกประชาชน หรืออีกวิธีการมีหลักฐานลายเซ็นต์ชื่อรับรองเอกสารถูกต้อง ซึ่งเจ้าตัวบอกไม่ใช่ลายมือของตัวเอง แต่เป็นการถูกปลอมลายเซ็นต์
“ขณะนี้ได้มีการแจ้งความผิดไว้ 4 ข้อหา จากพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่หน้าซื้อหรือรักษา ทรัพย์ใด แต่เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ม. 147, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม.157 ,เจ้าหน้าที่ปลอมเอกสาร ,เจ้าหน้าที่รับรองเอกสารที่พิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ”
.jpg)
พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าจะมีพฤติกรรมแบบเดียวกัน โดยเริ่มตั้งแต่การเบียดบัง ซึ่งรูปแบบมีทั้งเบียดบังเงินบางส่วนของผู้มีชื่อในเอกสารเบิกเงินสงเคราะห์ กับอีกส่วนเบียดบังเงินทั้งหมด อย่างรายกำนัน ถูกแอบนำชื่อไปใช้ทำให้เสียหายถูกสงสัยว่ามีฐานะแต่กลับเบิกงบดังกล่าว ทั้งที่ไม่ได้รับเงินเลยสักบาท นอกจากนี้ บางชื่อเป็นบุคคลที่ทะเบียนบ้านแจ้งไว้เสียชีวิตมานานหลายปีแล้วก็ยังถูกนำชื่อมาใช้เบิกเงินอีก
“ศูนย์คุ้มครองผู้ไร้ที่พึ่งทั่วประเทศจำนวน 37 แห่ง (เป็นจำนวนทางการ) แต่ในทางปฏิบัติขณะนี้มีทั้งหมด 76 ศูนย์ ซึ่งศูนย์ที่ ป.ป.ท.เร่งรัดลงพื้นที่ไปตรวจสอบก่อนทั้งหมด 31 ศูนย์ โดยพิจารณาจากศูนย์ฯ ที่มีงบประมาณเกิน 1 ล้านบาท เราจะให้ความสำคัญลงพื้นที่ก่อนเป็นลำดับต้นๆ อย่างไรก็ตาม จะต้องตรวจสอบทุกจังหวัด”
พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กล่าวต่ออีกว่า จากการตรวจสอบพบว่างบประมาณที่จัดสรรลงมาให้นั้นทั้งๆ ที่ยอดจำนวนผู้ยากไร้ยังไม่มี ซึ่งจัดสรรให้ไม่เท่ากัน บางจังหวัดให้งบ 1 ล้าน 2 ล้าน หรือ 10 ล้านบาท แต่เมื่องบจัดสรรลงมาให้แล้ว จึงมาสำรวจผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ตามคุณสมบัติผู้ยากไร้ที่จะต้องได้รับทุนสนับสนุนการประกอบอาชีพ ซึ่งมีทั้งกลุ่มอาชีพทอพรม กลุ่มอาชีพทำดอกไม้จันทน์
ส่วนหลักเกณฑ์ที่ พม.พิจารณาจัดสรรงบฯ มาให้แต่ละแห่งไม่เท่ากันนั้น พล.ต.อ.จรัมพร บอกว่า คงต้องถามผู้จัดสรรงบประมาณลงมา ซึ่งบางที่ทางเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ก็ไปประกาศในชุมชนว่า ชุมชนนี้ทางศูนย์ฯมีเงินให้ 2 แสนบาท แต่ข้อเท็จจริงเบิกเงินมาแล้ว 4 แสนบาท คือพูดง่ายๆ ว่า มีการไปพูดว่าศูนย์ฯจัดให้ แต่ชาวบ้านไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า เขาได้รับจัดสรรจำนวนเท่าไร
“เมื่อทำโครงการลักษณะนี้ ควรมีการเปิดเผย หรือเผยแพร่ข้อมูลไปสู่ประชาชนก็จะได้รู้ว่าเขาจะได้รับอะไร หรือควรจะได้รับอะไร เพราะว่าคุณสมบัติของผู้ไร้ที่พึ่งมีกำหนดคุณสมบัติไว้หลายอย่าง ทั้งให้ทุนประกอบอาชีพ หรือที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี ให้ทุนการศึกษาบุตร และในส่วนเจ็บป่วยโรคเอดส์นั้น ก็ต้องได้รับเงินสงเคราะห์ ทั้งหัวหน้าครอบครัว หรือสมาชิกครอบครัว จะต้องได้รับการเลี้ยงดู เพราะฉะนั้นจึงมีการให้งบช่วยเหลือที่มีความหลากหลายมาก โครงการจึงมีการทำและนำเสนอแผนยุทธศาสตร์กันก่อน”

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี บอกว่า “สิ่งที่เป็นจุดอ่อน คือ ทางผู้อำนวยการศูนย์ฯ ทำเรื่องเสนอของบประมาณ และเป็นคนตรวจสอบเอง มีผู้ไปสำรวจข้อมูลบุคคล เป็นผู้พิจารณาเห็นชอบและอนุมัติเอง นอกจากนี้ ยังนำเงินไปจ่ายสดๆ โดยผู้ทำหน้าที่วินิจฉัย หรือสำรวจคุณสมบัติผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งระเบียบกำหนดว่า ผอ.ศูนย์ฯสามารถใช้ดุลพินิจได้เอง ช่องว่างที่ทำให้เกิดการโกง คือ การที่หน่วยงานเดียวเป็นทั้งผู้ปฏิบัติ ผู้ใช้ดุลพินิจเอง ตรวจสอบเอง และนำเงินสดๆลงไปจ่าย และสามารถหักเงินเอง ซึ่งเมื่อประชาชนไม่รู้ข้อมูล ดังนั้น เขาก็คิดว่าเป็นสิ่งที่รัฐให้เงินสนับสนุนเขาแล้ว แต่ความจริงชื่อของเขาถูกนำไปใช้ทำเอกสารยื่นขอเบิกเงินในจำนวนที่มากกว่าที่เจ้าหน้าที่นำเงินสดมาจ่ายให้เขา”
พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี บอกว่า ตอนนี้ยังไม่อยากระบุว่าผู้บริหารระดับสูงของ พม.เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่กระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นอาชญากรรมพื้นฐานที่ทำอย่างต่อเนื่องและมีขบวนการ ซึ่งทาง ป.ป.ท.จะเข้าไปตรวจสอบว่ามีการทุจริต เบียดบังทรัพย์ ปลอมเอกสาร เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด ส่วนเรื่องการเบิกจ่ายเงินมีความรัดกุมหรือไม่ เป็นเรื่องที่ผู้บริหารต้องไปพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้รัดกุม ทำอย่างไรให้ผู้ได้รับประโยชน์จะได้รับทราบข้อมูลที่ควรจะได้ ทั้งนี้ สามารถส่งเงินให้โดยส่งตรงผ่านบัญชีธนาคารผู้ได้รับสิทธิ์
“วิธีการของขบวนการนี้ เรียกว่า อาชญากรรมพื้นฐาน คือ ใช้วิธีการโกงแบบธรรมดา โลว์เทค หรือโกงแบบดื้อๆ โดยเซ็นต์ปลอมเอกสารดื้อๆ และรับเงินก็ให้ชาวบ้านเซ็นต์ใบเอกสารเปล่าๆ แต่สิ่งทำเป็นกระบวนการทั้งในขั้นตอนสำรวจบุคคล ตรวจสอบ มีการจ่ายเงิน มีการรับเงินและก็ทำฎีกา(ใบเอกสารสรุปขอเบิกเงินงบประมาณ)กระทบยอด คือมีการตั้งตัวเลข มีชื่อจำนวนคนที่สัมพันธ์กันกับยอดเงินที่ได้รับงบประมาณจัดสรรลงมาให้ ต่อจากนั้นรัฐก็จ่ายเงินให้ผ่านระบบ GF ซึ่งการที่ขบวนการนี้ทำฎีกาแบบกระทบยอด เมื่อเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจสอบย้อนทวนตรวจสอบข้อมูลขึ้นไปก็จะตรงกับยอดที่เจ้าหน้าที่ส่งมาให้”

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ป.ป.ท.ได้จัดปฏิบัติการ 15 ชุด ลงไปทุกจังหวัด โดยเริ่มจากจังหวัดที่ได้รับงบประมาณสูง 1 ล้านบาทขึ้นไป เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 1.3 ล้านบาท จังหวัดสมุทรสงคราม 1 ล้านบาท จังหวัดสุราษฏร์ธานี 1.5 ล้านบาท จังหวสัดพัทลุง 10.5 ล้านบาท จังหวัดยะลา 10.4 ล้านบาท จังหวัดเชียงใหม่ 8.5 ล้านบาท รวมกับเงินช่วยผู้ป่วยเอดส์อีก 2 ล้านบาท เป็นจำนวนเงินกว่า 10 ล้านบาท จังหวัดพิจิตร 1.2 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ ป.ป.ท.จะต้องตรวจสอบทุกจังหวัด
จากการลงพื้นที่ทำแผนประทุษกรรมนั้น ขณะนี้เท่าที่ได้ลงพื้นที่สำรวจไปแล้วพบว่ามีเพียง 1-2 ราย หรือไม่ถึง 1% ของจำนวนผู้ยากไร้ที่ได้รับเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือเต็มตามจำนวนที่ทำหลักฐานยื่นเรื่องเบิก โดยได้รับเงินแตกต่างกันบางรายได้รับเงิน 3,000 บาท ครบตามสิทธิ์ ขณะบางคนได้รับ 2,000 บาท 1,000 บาท อย่างที่จังหวัดหนองคาย กลุ่มสมาชิกทอผ้าจำนวน 17 คน จะได้เงินคนละ 2 พันบาท ดังนั้น ชุมชนนี้ต้องได้เงิน 34,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่กลับอาเงินไปจ่ายให้ 1 หมื่นบาท แต่ล่าสุดที่ ป.ป.ท.ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯได้นำเงินจำนวน 24,000 บาทมาให้โดยบอกว่าเป็นงบประมาณที่ยังจ่ายไม่ครบ ทั้งที่เกินระยะเวลาปีงบประมาณ 2560 ไปแล้ว ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จำนวน 2 ราย และเมื่อเอารูปไปให้ชี้ชาวบ้านยังไม่ยืนยัน ตนคิดว่าเป็นกระบวนการที่พยายามจะกลบเกลื่อน
“อาชญากรรมครั้งนี้ ถือว่ามีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างทั้งผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ที่ควรได้รับโอกาสเยียวยา แต่กลับถูกโกง เบียดบังเงิน รวมทั้งผู้มีฐานะที่ถูกละเมิดสิทธิ์ถูกนำชื่อไปแอบอ้างเบิกเงินโดยที่ตัวเองไม่ได้รับรู้ทำให้เสียชื่อเสียง และคนในสังคมทุกระดับฐานะได้รับผลกระทบด้านจิตใจ รู้สึกหดหู่และไม่สบาย จากการรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะโกงแม้กระทั่งผู้ยากไร้ ผู้ป่วยติดเชื้อ” พล.ต.อ.จรัมพร กล่าว