ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/323250

ปฏิรูปการจัดการ-งบประมาณ ทางออกข้อจำกัดดูแลป่าอนุรักษ์
“เคยมีลูกน้องถามผม บอกหัวหน้ามีเงินให้กู้ไปซื้อปืนไหม? ก็ไม่มีหรอกครับ ก็บอกไปว่าเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้หรือยัง? ก็เป็นการตอบแบบหยอกล้อกัน เราก็ไม่อยากให้ใครเป็นหนี้เป็นสิน”
เรื่องเล่าจาก วิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ในเวทีเสวนา “การจัดการสัตว์ป่าเมืองไทย กรณีทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก”ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงปัญหาจำนวนอาวุธที่มีจำกัดของหน่วยพิทักษ์ป่า โดย 1 หน่วย จะมีปืนเพียง 2-3 กระบอกเท่านั้น ซึ่ง วิเชียร คือผู้ที่นำกำลังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เข้าจับกุมผู้ต้องหารวม 4 คน และ 1 ในนั้นเป็นผู้บริหารบริษัทระดับยักษ์ใหญ่ของประเทศ พร้อมของกลางชนิด “คาหนังคาเขา” โดยเฉพาะ “ซากเสือดำ” สัตว์ป่าหายาก ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อ 6 ก.พ. 2561
เรื่องราวของ “ผู้พิทักษ์ป่า” ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลาง “ข้อจำกัด” เป็นที่รับรู้กันดีมานาน โดยก่อนหน้านี้ทาง “สกู๊ปแนวหน้า” เคยสะท้อนเรื่องเล่าจากเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามาแล้วหนหนึ่ง ว่าในขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รายได้ “น้อยแสนน้อย” เพียงไม่กี่พันบาทต่อเดือน และมีอาวุธเพียง “ปืนลูกซอง-ปืนเล็กยาว HK33” สภาพเก่าหรือชำรุด แต่ฝ่ายผู้ลักลอบตัดไม้-ล่าสัตว์ป่า บางครั้งมาพร้อม “อาวุธสงคราม” แบบจัดเต็ม เพราะมองว่า “เสี่ยงแล้วคุ้ม” หากนำไม้มีค่า-สัตว์หายากออกไปได้ (เปิดอก…“คนพิทักษ์ป่า” เสี่ยง-เงินน้อย-อาวุธเก่าเก็บ : สกู๊ปแนวหน้า 11 มี.ค. 2559)
อะไรคือทางออกของเรื่องนี้?..ปริญญารัตน์ เลี้ยงเจริญ นักวิจัยอาวุโส ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในฐานะหัวหน้าทีมทำการศึกษาเรื่อง “กลไกการจัดการด้านการเงินการคลังของพื้นที่อนุรักษ์ : กรณีเขตผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่” กล่าวว่า ที่มางบประมาณของหน่วยพิทักษ์ป่าในประเทศไทย ประกอบด้วย
1.งบประมาณจากรัฐ ที่ส่วนใหญ่เป็นค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ กับ 2.รายได้นอกงบประมาณ เช่น รายได้จากการท่องเที่ยว และเงินช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆ เช่น องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อเป็นค่าดูแลรักษาพื้นที่ การลาดตระเวน รวมถึงเครื่องมืออุปกรณ์ อีกทั้งค่าบริหารจัดการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว จุดนี้เองที่ทำให้เกิดภาวะ “ไม่สมดุล” เพราะอุทยานบางแห่งมีรายได้จากการท่องเที่ยว แต่บางแห่งก็ไม่มี ดังนั้นงบประมาณของหน่วยพิทักษ์ป่าจะมาจากส่วนกลางเป็นหลัก และแน่นอนว่าไม่เพียงพอ
ปริญญารัตน์ ระบุว่า งบประมาณที่ได้จากรัฐ ร้อยละ 60 แบ่งเป็นรายจ่ายให้กับเงินเดือนเจ้าหน้าที่ และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบจำนวนนักท่องเที่ยวและจำนวนประชากรภายในรัศมี 5 กิโลเมตร กับจำนวนเจ้าหน้าที่ และจำนวนเงินที่ลงไปในพื้นที่พบว่ายังไม่สมดุลเราพบว่าโดยเฉลี่ยพื้นที่ป่า 6,250 ไร่ มีเจ้าหน้าที่ดูแลเพียง 3 คน และมีงบประมาณสนับสนุน 198,000 บาท
“ข้อมูลในปี 2554 ชี้ว่าเรามีต้นทุนงบประมาณที่แบ่งให้การป้องกันพื้นที่ป่าเพียง 73,400 บาท ต่อ 6,250 ไร่ ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าที่ต้องดูแล หากเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็พบว่างบประมาณของไทยต่ำกว่ามาก เช่น สหรัฐอเมริกา มีงบประมาณ มากถึง 600,000 กว่าบาท ต่อ 6,250 ไร่” เธอกล่าว
นักวิชาการ TDRI ผู้นี้ ยังกล่าวอีกว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ศึกษานั้น ส่วนหนึ่งมีงบประมาณและเจ้าหน้าที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่ม โดยพื้นที่อนุรักษ์ขนาดเล็กมีเจ้าหน้าที่ 4 คน ต่อ 6,250 ไร่ มีงบประมาณสนับสนุน 417,000 บาท ป่าขนาดกลางและขนาดใหญ่เฉลี่ยมีเจ้าหน้าที่ 1-2 คน ดูแลป่า 6,250 ไร่ ด้วยงบประมาณสนับสนุน 61,000-189,000 บาท หมายความว่า “พื้นที่ขนาดเล็กมีเงินและคนมากกว่าขนาดใหญ่” การลงทุนเพื่อดูแลและเพิ่มพื้นที่ป่าจึง “เหลื่อมล้ำ” ทั้งจำนวนคนและเงินที่ลงไปในพื้นที่
สำหรับข้อเสนอที่สำคัญ 1.เพิ่มสัดส่วนเงินรายได้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มากขึ้น การเติบโตของรายได้ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี เมื่อเทียบกับการเติบโตของงบประมาณแล้ว พบว่ายังไม่ไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ อุทยานเก็บรายได้จากการท่องเที่ยวได้มากขึ้น แต่เทียบกับที่ได้รับงบประมาณกลับคืนมาในปีนั้นๆ กลับไม่มากเท่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น เพราะเงินรายได้ที่มาจากการท่องเที่ยวบางส่วนไม่ได้เป็นของพื้นที่อนุรักษ์ทั้งหมด แต่ต้องส่งให้ส่วนกลางและเขียนข้อเสนอโครงการเพื่อขอสนับสนุนเงินเพิ่มเติม
ทั้งนี้ในด้านงบประมาณ จากงานวิจัยที่ศึกษา ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย อุทยาน 4 แห่ง ได้แก่ เขาใหญ่ ทับลาน ตาพระยา ปางสีดา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง คือ ป่าดงใหญ่ พบว่า “อุทยานแห่งชาติทั้ง 4 แห่ง สามารถจัดเก็บรายได้รวมเป็นเงิน 67.146 ล้านบาท ในปี 2555” โดยรายได้นั้น “ส่วนใหญ่ร้อยละ 95.54 มาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” ซึ่งได้มาจากการเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติ
“รายได้ทั้งหมดหลังส่งเข้าส่วนกลาง ได้ถูกจัดสรรตามคำขอใช้เงินรายได้ในปี 2555 ทั้ง 4 อุทยาน รวม 62.37 ล้านบาท แน่นอนว่าเขาใหญ่ได้รับงบประมาณมากที่สุด รองลงมาคือ ตาพระยา ทับลาน และปางสีดา ตามลำดับ ส่วนในกรณีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ นอกจากไม่มีการจัดเก็บรายได้จากการให้บริการนักท่องเที่ยวแล้ว ยังได้รับการจัดสรรเงินรายได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการดูแลป่าดงใหญ่ที่ค่อนข้างจำกัด” ปริญญารัตน์ กล่าว
2.บริหารจัดการในรูปแบบผืนป่าแทนรูปแบบเขตอนุรักษ์ เช่น ผืนป่าตะวันตกที่ประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า รวม 17 แห่ง ครอบคลุมอยู่ในพื้นที่ 6 จังหวัด ซึ่งรวมทุ่งใหญ่นเรศวร และห้วยขาแข้ง ให้จัดการเป็นผืนป่าเดียวกัน จะช่วยแบ่งภาระต้นทุนกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ กระจายได้อย่างทั่วถึง และลดความทับซ้อนในการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่
ปริญญารัตน์ ยกตัวอย่างกรณีผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ว่าหากมีคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนจาก 5 แห่ง (4 อุทยาน+1 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า) ดูแลร่วมกันทั้งหมด โดยคณะกรรมการจะรู้ว่าแต่ละจุดมีการดูแลเรื่องอะไร ขาดงบประมาณ หรือกำลังสนับสนุนในเรื่องใด ก็จะได้จัดสรรได้ตรงจุด “เป็นการดูแลทั้งผืนป่า” ดีกว่าจัดสรรไปตามหน่วยงานที่อาจปฏิบัติหน้าที่ทับซ้อนกัน ส่งผลให้บางส่วนของพื้นที่ หรือบางกิจกรรมมีสัดส่วนเจ้าหน้าที่ไม่สมดุลกัน รวมถึงบริหารงบประมาณได้เหมาะสมกับความต้องการแท้จริงของแต่ละผืนป่า
นอกจากนี้ 3.ควรมี “ระบบภาษี” ที่เรียกว่า “การจ่ายค่าตอบแทนต่อคุณค่าระบบนิเวศ” (Payment for Ecosystem Services : PES) โดยหลักการคือ “คนที่ได้ประโยชน์จากการมีระบบนิเวศสมบูรณ์ ควรจ่ายคืนให้ผู้ที่มีส่วนทำให้ระบบนิเวศนั้นๆ คงอยู่” เพื่อสร้างบริการหรือประโยชน์ที่ตนได้รับอย่างต่อเนื่อง เช่น ชุมชน ธุรกิจเอกชน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในละแวกพื้นที่อุทยาน ที่ได้ประโยชน์จากการจัดการท่องเที่ยว ควรจ่ายเงินบางส่วนเพื่อเป็นกองทุนสนับสนุนภารกิจพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ความอุดมสมบูรณ์นี้คงอยู่สืบไป
“วิธีการนี้ในประเทศเพื่อนบ้านเรา อย่างเวียดนามก็ใช้ และบังคับเป็นกฎหมายแล้ว” ปริญญารัตน์ กล่าวย้ำ
