ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/323502

บทเรียนจากเกาหลีใต้ ทำอย่างไรอันดับโปร่งใสดีขึ้น?
ผ่านพ้นไปแล้วกับการเปิดเผยผลการจัดอันดับ “ดัชนีความโปร่งใส” ประจำปี 2560 (CORRUPTION PERCEPTIONS INDEX 2017) ซึ่งจัดทำโดย องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เมื่อเช้าวันที่ 22 ก.พ. 2561 ที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย โดยไทยนั้นได้ 37 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน อยู่ในอันดับ 96จาก 180 ประเทศ ดีขึ้นกว่าปีก่อนที่ได้ 35 คะแนนและอยู่ในอันดับ 101
อย่างไรก็ตาม “ยังเร็วเกินไป” สำหรับการ “ดีใจ” กับอันดับคะแนนที่เพิ่มขึ้น เพราะหากนับตั้งแต่ที่มีการจัดอันดับครั้งแรกในปี 2538 คะแนนของไทยนั้น “ไม่เคยพ้นเลขสาม” กล่าวคือ ระหว่างปี 2538-2554 จากคะแนนเต็ม 10 นั้นไทยได้อยู่ที่ 2.79-3.8 คะแนน จากนั้นในปี 2555-2560 ที่เปลี่ยนมาเป็นคะแนนเต็ม 100 ไทยก็ยังได้อยู่เพียง 35-38 คะแนนเท่านั้น พูดง่ายๆ คือ “สอบตก”อีกทั้งยังห่างไกลความสำเร็จเมื่อเทียบกับบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้ว
อนึ่ง…หากให้กล่าวถึงประเทศที่เป็นกระแสนิยมของคนไทยทุกวันนี้ คงต้องมี เกาหลีใต้ อยู่ด้วยอย่างแน่นอน เพราะเป็น 1 ในประเทศที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเพียงไม่กี่สิบปีหลังสิ้นสุดสงครามเกาหลี (2493-2496) ขยับจากประเทศยากจนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและผู้นำด้านวงการบันเทิงของเอเชีย รวมถึงด้านการแก้ไขปัญหาทุจริต โดยอันดับความโปร่งใสครั้งล่าสุดนี้ เกาหลีใต้ได้ 54 คะแนน อยู่ในอันดับ 51 ของโลก
รายงาน “คอร์รัปชั่นในกรุงโซลและกรุงเทพฯ บทสำรวจองค์ความรู้ในการต่อต้านคอร์รัปชั่นของกรุงโซล เกาหลีใต้ และแนวทางต่อต้านคอร์รัปชั่นของกรุงเทพมหานคร” ซึ่งจัดทำโดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า เกาหลีใต้เองก็เคยผ่าน “ยุคมืด” มีการคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬารเช่นกัน ทั้งการปล่อยให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “แชโบล” (Chaebol) ผูกขาดทางเศรษฐกิจแลกกับการสนับสนุนรัฐบาล การที่คนในรัฐบาลเรียกรับผลประโยชน์จากภาคเอกชน การยักย้ายงบประมาณแผ่นดินไปเข้ากระเป๋าเครือญาติและพวกพ้องผู้มีอำนาจ
จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นขึ้นเมื่อคิม แด จุง (Kim Dae Jung) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2541 ได้ริเริ่มทำสิ่งต่างๆ มากมาย เช่น “กำหนดตัวชี้วัดคุณธรรม” จากข้อมูล 3 แหล่ง คือการประเมินจากประชาชน จากเจ้าหน้าที่รัฐ และจากผู้เชี่ยวชาญ, จัดตั้ง “ป.ป.ช.เกาหลี” Korea Independent Commission Against Corruption (KICAC) เป็นองค์กรอิสระเทียบได้กับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ของไทย, ตั้งหน่วยงานพิเศษของอัยการ สำหรับสืบสวนคดีทุจริตโดยเฉพาะ และจัดทำประมวลจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ

จากนั้นก็มีการพัฒนามาโดยตลอด เช่น ในยุคสมัยของ ปธน. ปาร์ก กึน เฮ (Park Geun Hye) บุตรสาวของอดีตผู้นำเผด็จการ ปาร์ก จุง ฮี (Park Chung Hee) ที่ครองอำนาจยาวนานตั้งแต่ปี 2505-2522 โดยช่วงที่ ปาร์ก กึน เฮ ดำรงตำแหน่งในปี 2556-2560 ได้ออกกฎห้ามเจ้าหน้าที่รัฐรับทรัพย์สินมูลค่าเกิน 43 เหรียญสหรัฐ กรณีรับจากคนทั่วไป และห้ามเกิน 85 เหรียญสหรัฐกรณีรับจากบุคคลในครอบครัว
อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของเกาหลีใต้ อยู่ที่ “ผู้นำทุกคนมีเรื่องอื้อฉาว” โดยหากตนเองไม่ทุจริตก็จะมีข่าวว่าคนใกล้ชิดมีส่วนพัวพันเสมอ ไม่ว่าในยุคเผด็จการและยุคประชาธิปไตย รวมถึงผู้ที่ผลักดันด้านการต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง อย่าง คิม แด จุงและปาร์ก กึน เฮ ด้วย แต่สิ่งที่ทำให้เกาหลีใต้ “สอบผ่าน” ด้านความโปร่งใส อยู่ที่ทั้งชาวเกาหลีและชาวโลกได้เห็นว่า “ไม่มีใครรอดเงื้อมมือกฎหมาย แม้แต่ผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างประธานาธิบดี” หากทำผิดมีหลักฐานชัดเจนก็ถูกลงโทษไม่ต่างจากเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นๆ หรือประชาชนทั่วไป
จากการเมืองระดับประเทศ การเมืองของ กรุงโซล (Seoul) เมืองหลวงของเกาหลีใต้ก็ไม่ต่างกัน ต้นทศวรรษที่ 2540s ขณะที่ในระดับชาติมีการ “สังคายนากฎหมาย” ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบว่ามีกฎหมายฉบับใดเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจหรือการติดต่อขออนุญาตต่างๆ กับภาครัฐเกินสมควรหรือไม่ เพื่อจะได้แก้ไขหรือยกเลิกต่อไป เนื่องจากการมีกฎระเบียบหยุมหยิมเกินความจำเป็น เจ้าหน้าที่รัฐก็จะไปเรียกรับผลประโยชน์กับภาคธุรกิจหรือประชาชนเพื่อให้อำนวยความสะดวก โดยระดับชาตินั้นยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายไปถึงหลักหมื่นฉบับ
ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรุงโซลนั้นทำไปทั้งสิ้น 1,114 ฉบับ โครงการนี้ของรัฐบาลเกาหลีใต้ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากจากผู้ประกอบการในประเทศ เห็นได้จากการจัดอันดับ Doing Business หรือระบบราชการที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจอย่างเป็นธรรมทั่วโลก โดยธนาคารโลก (World Bank) เกาหลีใต้ขึ้นจากอันดับ 27 ในปี 2549 มาอยู่อันดับ 4 ในปี 2559 ซึ่งการสำรวจนี้ยังเป็นเสียงสะท้อนโดยตรงของผู้ประกอบการในกรุงโซลด้วย เพราะเป็นกลุ่มหลักที่ได้ร่วมตอบแบบสอบถามดังกล่าว

เช่นเดียวกัน มีการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง โดยเมื่อประชาชนแจ้งเบาะแสการเรียกรับสินบนก็มีการสืบสวนจนนำไปสู่การลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมดังกล่าว อาทิ ปี 2542-2543 ลงโทษเจ้าหน้าที่ทุจริตไป 143 ราย ยึดทรัพย์ได้ 9.57 ล้านวอน หรือ 2.78 แสนบาท ส่วนปี 2552-2554 มีเจ้าหน้าที่รัฐในกรุงโซลถูกไล่ออกฐานทุจริตไป 60 คน และไม่เพียงลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐแม้แต่ภาคเอกชนที่เป็นผู้เสนอว่าจะให้ หากตรวจพบก็จะถูกขึ้นบัญชีดำ ห้ามทำธุรกิจกับภาครัฐเป็นเวลา 2 ปี การเอาจริงเอาจังนี้มีผลทำให้ประชาชนมีกำลังใจร่วมตรวจสอบมากขึ้น
ผลจากการเอาจริงเอาจังนี้เอง ทำให้กรุงโซลถูกจัดอันดับเป็นเมืองชั้นนำระดับนานาชาติ อาทิ Global Liveability Ranking 2012 หรืออันดับเมืองน่าอยู่ ปี 2555 กรุงโซล อยู่อันดับ 20 จากทั้งหมด 70 เมืองที่เข้าร่วม,Global City Index 2016 หรือเมืองที่เจริญก้าวหน้า กรุงโซลอยู่อันดับ 11 จากทั้งหมด 125 เมืองที่เข้าร่วม รวมถึง Global City Outlook 2016 หรือเมืองที่มีโอกาสพัฒนาอย่างรวดเร็ว กรุงโซลอยู่อันดับ 32 จากทั้งหมด 125 เมืองที่เข้าร่วม อันดับเหล่านี้จัดโดยองค์กรที่ได้รับกายอมรับในระดับสากล คือ Economist Intelligent Unit (EIU) และ A.T. Kearney
ย้อนกลับมายังประเทศไทย ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบันสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปคือ “ประชาชนไม่ค่อยเชื่อมั่นในภาครัฐ” เห็นได้จากการหันไปพึ่งพาสื่อมวลชนบ้าง สื่อออนไลน์บ้างในการเรียกร้องความเป็นธรรมต่างๆ เนื่องด้วยมองว่า “คนใหญ่คนโตมักหลุดรอด” น้อยมากที่จะถูกตัดสินว่ามีความผิด และถึงถูกตัดสินว่าผิดก็มักมีอำนาจบางอย่างช่วยให้หนีไปอยู่ต่างแดนได้ และโดยเฉพาะ “แทบ
ไม่เคยมีการตรวจสอบพวกเดียวกัน ” ไม่ว่าในยุคสมัยใดก็ตาม จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากฎหมายไทยมีไว้จัดการฝ่ายตรงข้ามมากกว่าอำนวยความเป็นธรรมในสังคมโดยรวม
ถ้าหลุดจากวงจรนี้ไม่ได้…คงยากที่อันดับความโปร่งใสจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่!!!
“ปาร์ก กึน เฮ” ในวันที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี (ซ้าย) และในวันที่ถูกควบคุมตัวไปดำเนินคดีฐานทุจริต (ขวา)
ประชาชนชาวเกาหลีใต้ชุมนุมขับไล่ประธานาธิบดีปาร์ก กึน เฮ ในปี 2559