ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/328984

‘กองทุนการศึกษาเสมอภาค’ ‘ไม่มีเด็กตกหล่น’ฝันนี้เกิดได้?
กับดักความยากจน (Poverty Trap) หมายถึง การที่คนคนหนึ่งถูกฉุดรั้งด้วยปัจจัยบางอย่างทำให้ไม่อาจหลุดพ้นจากความยากจนได้ ซึ่งการติดกับดักความยากจนมิได้กระทบต่อเจ้าตัวเท่านั้น แต่ยัง “ส่งผ่านไปยังลูกหลาน” ด้วย เกิดเป็นคำว่า “วัฏจักรแห่งความจน” (Cycle of Poverty) อนึ่ง..การวัดว่าใครจนไม่จนย่อมไม่อาจดูจากเกณฑ์ “เส้นความยากจน” (Poverty Line) เพียงอย่างเดียว เพราะแม้รายได้จะสูงกว่าเส้นความยากจน แต่หากเทียบกับค่าครองชีพแล้วยังเข้าสำนวน “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” จนบางครั้งต้อง “กู้หนี้ยืมสิน” ก็ยังถือว่าเป็นกลุ่มคนจนได้เช่นกัน
และหนทางเดียวที่จะลดปัญหาความยากจนได้คือ “การศึกษา” เรื่องนี้เห็นได้ทั่วไปไม่ว่าในหรือต่างประเทศ ที่เด็กๆ จากครอบครัวในชนบทกันดารบ้าง ในชุมชนแออัดกลางเมืองบ้าง เมื่อได้โอกาสเรียนสูงๆ จบแล้วมีงานมั่นคงรายได้ดีทำ ก็สามารถนำพาครอบครัวออกจากสถานที่นั้นไปตั้งรกรากอยู่ในอาศัยในที่ที่ดีขึ้นได้ การศึกษาจึงเป็นวาระสำคัญของรัฐบาลทั่วโลกรวมถึงรัฐบาลไทยที่พยายาม“ให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน” จาก 9 ปีขยายเป็น 12 ปี รวมถึง “การศึกษาในระดับสูงก็มีกองทุนให้กู้ยืม” เช่น กยศ. มีการพัฒนามาตามลำดับ
ทว่าก็ยังมี “เด็กตกหล่น” หลุดออกจากระบบการศึกษาไปไม่น้อย ดังการเปิดเผยของ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ในเวทีวิชาการ “(ร่าง) พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ไทยจะก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร” ณ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงข้อเท็จจริงที่ว่า 1.รัฐไทยจัดงบประมาณด้านการศึกษาเฉลี่ย 5 แสนล้านบาทต่อปี แต่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังเป็นภาพที่พบได้แทบทุกพื้นที่ และบางพื้นที่สถานการณ์เลวร้ายลง
2.เด็กไทย 6.7 แสนคน ไม่อยู่ในระบบการศึกษา แม้รัฐไทยจะมีนโยบายจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เด็กทุกคนอย่างเสมอภาคก็ตาม โดยคิดเป็นร้อยละ 5 ของประชากรไทยในวัยที่ต้องเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เฉลี่ยระหว่างอายุ 6-17 ปี) สาเหตุมาจาก “ไม่มีเงินพอจ่ายได้ครอบคลุม” เช่น ค่าเดินทาง หรือมีเครื่องแบบไม่ครบ อาทิ แม้รัฐจะมีเครื่องแบบนักเรียนให้ แต่ไม่มีชุดพละ ทำให้วันที่มีวิชาพละเด็กก็จะไม่มาเรียน นอกจากนี้ยังพบว่า “เด็กบางคนแม้อายุถึงเกณฑ์เข้าเรียนแล้วแต่ยังไม่แจ้งเกิดก็มี” เนื่องมาจากผู้ปกครองไม่มีเวลา ชีวิตอยู่กับการทำงานหาเช้ากินค่ำ
รวมถึง “เด็กไทยจำนวนไม่น้อยอยากเรียนต่อแต่ไม่มีโอกาส” จากการลงพื้นที่สำรวจ “เด็กหลายคนมีศักยภาพแต่ผู้ปกครองไม่มีกำลังทรัพย์จะส่งเสีย” ต้องยุติการเรียนแค่จบมัธยมต้น (ม.3) แล้วออกไปทำงาน ซึ่งเป็น “ชีวิตที่น่าเสียดาย” โดยจากการคำนวณของ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) พบว่า การปล่อยให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ “สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึงร้อยละ 1.7 ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)” สำหรับประเทศไทยคือ 2 แสนล้านบาทต่อปี
3.เด็กไทยกลุ่มยากจนมีมากถึง 2 ล้านคน โดยวัดจากเกณฑ์เส้นความยากจนที่คนจนหมายถึงคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน “แต่งบประมาณด้านการศึกษาที่รัฐไทยจัดให้คนกลุ่มนี้มีเพียง 3 พันล้านบาทต่อปี” คิดเป็นร้อยละ 0.5 ของงบการศึกษาทั้งหมด หรือเฉลี่ย 5-15 บาทต่อวัน อีกทั้ง “ไม่เคยเพิ่มขึ้นเลยตลอด 7 ปีที่ผ่านมา” แม้งบการศึกษาในภาพรวมจะเพิ่มขึ้นทุกปีก็ตาม
รัฐธรรมนูญไทยฉบับ 2560 (มาตรา 54) กำหนดให้รัฐจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการจัดทำ “(ร่าง) พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” โดยหากรัฐบาลยอมรับ ก็จะสามารถ “อุดช่องว่าง” ในกลุ่มเด็กตกหล่นเหล่านี้ได้ ดร.ประสาร กล่าวว่า กองทุนที่ตั้งขึ้นอยู่ภายใต้หลัก 4 ประการ คือ
1.คุ้มค่า โดยเน้นไปที่ “เด็กปฐมวัย” หรืออายุตั้งแต่แรกเกิด-6 ปี เพราะมีงานวิจัยมากมายระบุว่า “เป็นช่วงวัยที่ใช้งบลงทุนไม่มากแต่ได้ผลดี” หากร่างกายและสมองเด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนามาดี การเรียนในชั้นสูงต่อๆ ไปตลอดชีวิตก็จะดีไปด้วย โดยการสนับสนุน “ต้องเจาะเป็นรายคน” ตามข้อเท็จจริงของปัญหา ไม่ใช่แจกแบบปูพรมได้เฉลี่ยเท่ากันทุกคนอย่างที่เคยทำกันมา
2.ประสิทธิภาพ จะเกิดขึ้นได้ด้วยการที่รัฐบาล “จัดงบร้อยละ 5 ของงบการศึกษาทั้งหมด” โดยไม่ต้องหางบเพิ่ม ขอเพียงรัฐบาล “กล้าแบ่ง” จากงบการศึกษาทั้งหมด เช่น “ปีหนึ่งการศึกษาไทยได้งบ 5 แสนล้านบาท ขอให้จัดเข้ากองทุนนี้ 2.5 หมื่นล้านบาท” โดยตรงนี้หากมี “ระบบการติดตาม”ที่ดี กองทุนก็จะเป็นหลักประกันได้ว่าเมื่อเด็กคนหนึ่งไปตกหล่นตรงจุดใดเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ กองทุนก็จะเข้าไปช่วยเหลือ
3.โปร่งใส จะไม่ใช้การคำนวณจากชื่อหรือเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก แต่ตรวจสอบจากข้อเท็จจริง เช่น ใช้ “ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์” (GIS)มาคัดกรองว่าเด็กคนไหนเข้าข่ายต้องช่วยเหลือ หรือการจ่ายเงินสนับสนุนไปยังผู้ปกครองเพื่อให้ถึงตัวเด็กโดยตรง ไม่ต้องผ่านคนกลางเพื่อลดปัญหาทุจริต รวมถึงต้องมีรายงานประจำปีของกองทุนเสนอต่อรัฐสภา ซึ่งประชาชนก็จะได้รับทราบด้วย
4.ร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพราะลำพังภาครัฐส่วนกลางไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเด็กคนไหนหรือครอบครัวใดจน หากไม่ได้รับความร่วมมือจากคนที่ทำงานในระดับพื้นที่ เช่น หน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่น รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) แต่ปัญหาคือ “จะเชื่อมต่อกันได้อย่างไร?” เพราะภาครัฐแม้จะมีงบประมาณมากแต่ก็มีกฎระเบียบในการใช้งบอย่างเคร่งครัด ส่วน NGO แม้มีความยืดหยุ่นคล่องตัวและเข้าถึงกลุ่มเด็กนอกระบบได้มากแต่มีข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการ หากแก้จุดนี้ไม่ได้ แม้มีกองทุนใหม่แต่สุดท้ายรูปแบบก็ไม่ต่างอะไรกับกองทุนเดิมๆที่ผ่านมา
“อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า เราไม่สามารถเลือกใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมโดยหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป ทำแบบเดิมมันจะแก้ได้อย่างไร?” ดร.ประสาร กล่าว

(ซ้าย) ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, (ขวา) ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ
ขณะที่ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า ในฐานะที่เคยเป็น “เด็กทุน” มาก่อน เข้าใจวิธีคิดของคนยากจนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะคำพูดตัดพ้อ “เรามันจน” แล้วก็ยอมรับสภาพ เรื่องนี้จึงสำคัญและรัฐบาลไม่ควรนิ่งเฉย ทว่า 1.รัฐรู้หรือไม่ว่าใครจน? เพราะคนที่จนจริงๆ ไม่ค่อยมาแสดงตัว ถ้าตามหาไม่พบถึงมีกองทุนก็จะไปอยู่กับคน “อยากจน” แทน
2.โครงสร้างแบบบนลงล่างคือปัญหา เพราะในขณะที่ครูตามโรงเรียนต่างๆ รู้ความเป็นไปของเด็กแต่ละคนมากที่สุด แต่นโยบายจากส่วนกลางมาถึงระดับภาค ระดับจังหวัด ระดับเขตการศึกษา ให้ความใส่ใจกับโรงเรียนน้อยมาก ดังนั้นแม้รัฐไทยจะจัดงบประมาณให้ด้านการศึกษาถึง 5 แสนล้านบาทต่อปี แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่แทบจะมาไม่ถึงคนทำงานจริงๆ คือครูและผู้บริหารสถานศึกษา
3.หลักสูตรไทยเน้นแต่การสอบ ไม่ได้สร้างเสริมทักษะเตรียมตัวออกไปทำงานในชีวิตจริง แถมยังทำให้สังคมไทย “ดูถูก” มองคนเรียนอาชีวะ “ต่ำชั้น” กว่าคนเรียนสายสามัญและอุดมศึกษา และการเอาแต่สอบแบบนี้กลายเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำไปด้วย “มีเด็กร้อยละ 30 ได้ประโยชน์ อีกร้อยละ 70 ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง” ฉะนั้นถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิดก็อย่าหวังว่าจะแก้อะไรได้
อาจารย์สมพงษ์ ย้ำว่า “หากไม่ทำกองทุนลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เกิดขึ้น ก็ไม่ต้องไปพูดถึงการปฏิรูปอะไรทั้งสิ้น” เพราะถ้าทรัพยากรมนุษย์ไม่ได้รับการพัฒนา ก็จะกระทบกับการพัฒนาในด้านอื่นๆ ไปด้วย ฉะนั้นรัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังกับกองทุนนี้และ “ต้องไม่อิงกับการเมือง” ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล กองทุนนี้ต้องได้งบประมาณร้อยละ 5 ของงบด้านการศึกษาต่อปี ไม่ใช่เปลี่ยนรัฐบาลทีนโยบายก็เปลี่ยนด้วยอย่างหลายๆ เรื่องที่ผ่านมา
“กองทุนนี้ต้องเป็นหลักประกันที่ชัดเจน อย่าเอาชีวิตเด็กไปฝากไว้กับนักการเมืองในอนาคตที่เราไม่รู้เลยว่าใครจะเป็นรัฐบาล เราฝากความหวังไว้กับนักการเมืองในอนาคตยังไม่ได้ เราต้องการหลักประกันและความชัดเจนในการบริหารองค์กรเพื่อวางแผนดำเนินการให้ถูกต้อง” อาจารย์สมพงษ์ กล่าวย้ำ