ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/330558

‘ค้ากามออนไลน์’เรื่องต้องห้าม…เมืองมะกัน!
“มีอยู่จริงแต่ไม่อยากให้พูดถึง” คือนิยามของ “โสเภณี” หรือการขายบริการทางเพศ ซึ่งทราบกันดีว่ามีปรากฏอยู่ทั่วไปแทบทุกมุมโลก แต่กลับมีรัฐชาติเพียงน้อยนิดที่จะกล้ายอมรับอย่างเปิดเผย ดังเช่นประเทศไทยที่ไม่นานนี้ทำเอาหลายคน “หัวร้อน” ไปตามๆ กัน เพราะทั้งนักการเมืองอังกฤษและแกมเบียต่างพูดจาพาดพิงว่าเมืองสยามนั้นขึ้นชื่อด้าน “เซ็กส์ทัวร์” จนทางการไทยต้องประท้วงกันอุตลุดว่า “ไม่จริง” แต่สำหรับเสียงสะท้อนจากประชาชนคนไทยแล้วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะกล่าวแกมประชดว่า “อยากไปไหม? จะพาไป” ชี้พิกัดได้เสร็จสรรพ
เรื่องวุ่นๆ ของโสเภณีกับภาพลักษณ์ประเทศล่าสุดได้เกิดขึ้นกับชาติที่ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนเสรีภาพ” เป็นแม่แบบการเชิดชูประชาธิปไตยอย่าง สหรัฐอเมริกา เว็บไซต์ นสพ.The Guardian ของอังกฤษ นำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง “Scrubbed clean: why a certain kind of sex is vanishing from the internet” เนื้อหาว่าด้วยความพยายามของรัฐบาลพญาอินทรีที่ต้องการกวาดล้าง “ค้ากามออนไลน์” ให้หมดไปจากสารบบอินเตอร์เน็ตของอเมริกันชน
รายงานของ The Guardian ฉบับนี้ที่เผยแพร่เมื่อ 30 มี.ค. 2561 กล่าวถึงผู้ให้บริการสื่อออนไลน์หลายเจ้าของสหรัฐออกมาตรการป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาที่ส่อไปในเรื่องกามารมณ์ เช่น เว็บไซต์หาคู่ชื่อดังอย่าง Caigslist ได้ปิดส่วนให้บริการส่วนบุคคลที่เป็นหัวข้อ “Hot days” และ“Looking to fool around tonight” หรือจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่บรรดานักแสดงภาพยนตร์ประเภท “ปลุกใจเสือป่า” เซ็งไปตามๆ กันเพราะบริการ Google Drive ไม่อนุญาตให้แชร์วีดีโอแนววาบหวิวกับลูกค้าอีกต่อไปแม้จะเป็นแบบส่วนตัวก็ตาม
“Reddit” เว็บไซต์กระดานสนทนา (Webboard) ที่ได้รับความนิยมมากสำหรับผู้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร
ภาพประกอบ : reddit.com
เช่นเดียวกับยักษ์ใหญ่ไอทีอีกรายอย่าง Microsoft ที่ห้ามการสนทนาไม่เหมาะสมผ่านทั้งทางโปรแกรมสนทนาอย่าง Skype และเครื่องเล่นเกมที่ออนไลน์ได้อย่าง Xbox รวมถึงเว็บไซต์“กระดานสนทนา” (Webboard) ยอดนิยมทั้งในหมู่ชาวอเมริกันและชาติใดก็แล้วแต่ที่ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่าง Reddit ได้ยุติการให้บริการหัวข้อสนทนาในหมวดที่ชื่อล่อแหลมอย่าง Escorts , Hookers และ SugarDaddy เป็นต้น
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้นนี้มาจากกฎหมายใหม่ของสหรัฐที่เรียกว่า “Fight Online Sex Trafficking Act” หากแปลเป็นไทยก็คงประมาณ “พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีทางระบบคอมพิวเตอร์” โดยสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวระบุว่าผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ต่างๆ มีหน้าที่ต้องดูแลมิให้เกิดการใช้งานเกี่ยวกับการขายบริการทางเพศ และหากปล่อยปละละเลยจะมีโทษด้วย
แต่แน่นอนว่ากฎหมายฉบับนี้ “ถูกคัดค้านจากผู้ค้าบริการทางเพศแบบสมัครใจ” เพราะเท่ากับการผลักดันคนกลุ่มนี้ออกจากโลกออนไลน์ให้กลับไปยืนอยู่ตามข้างถนนอย่างในอดีต อีกทั้งยังกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอีกด้วย ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวมีโทษค่อนข้างรุนแรง โดยระบุว่าผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ที่ปล่อยปละละเลยหรือส่งเสริมให้มีการค้าประเวณีในพื้นที่รับผิดชอบของตน อาจถูกจำคุกได้สูงสุดถึง 25 ปี

มุมมองที่แตกต่าง : (ซ้าย) Elliot Harmon ผู้กังวลด้านสิทธิของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตจากกฎหมายห้ามค้าประเวณีออนไลน์ , (ขวา) Lauren Hersh ผู้สนับสนุนและผลักดันกฎหมายห้ามค้าประเวณีออนไลน์
ภาพประกอบ : eff.org , northjersey.com
เอลเลียต ฮาร์มอน (Elliot Harmon) นักเคลื่อนไหวทางสังคมจาก Electronic Frontier Foundation เขากล่าวว่า เราเคยอยู่ในยุคที่ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์สามารถจัดแบ่งเนื้อหาการพูดคุยได้หลากหลายเรื่องราวโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกจับกุมดำเนินคดีอย่างไม่ถูกไม่ควร ทว่าตอนนี้มันได้เต็มไปด้วยข้อสงสัยมากมาย และผู้ดูแลสื่อออนไลน์ต่างๆ ก็ต้องเลือก “เซ็นเซอร์” ไว้ก่อนซึ่งอาจผิดพลาดได้
ขณะที่ผู้สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ ลอเรน เฮิร์ช (Lauren Hersh) ผู้ก่อตั้งองค์กร World Without Exploitation เธอกล่าวว่า “หมดเวลาของผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากผู้หญิงที่อ่อนแอและเด็กๆ แล้ว” ซึ่งกลุ่มของเธอเป็นกลุ่มหนึ่งที่ทำงานร่วมกับรัฐสภาสหรัฐจนสามารถผ่านกฎหมายฉบับดังกล่าวได้ทั้งในระดับสภาผู้แทนราษฎร (House) และวุฒิสภา (Senate) เหลือเพียงรอการลงนามจากประธานาธิบดีเท่านั้น

“นางริมทาง” หญิงขายบริการทางเพศยืนหาลูกค้าในยามค่ำคืน ริมถนนสายหนึ่งในสหรัฐอเมริกา
ภาพประกอบ : The Guardian
ในช่วงที่มีการณรงค์เรียกร้องให้รัฐสภาผ่านกฎหมายดังกล่าว กลุ่มเคลื่อนไหวได้ทำคลิปวีดีโอขึ้นมาพร้อมคำบรรยาย “วันนี้คุณสามารถท่องเน็ตเพื่อหาเด็กๆ มามีเซ็กส์ได้ มันง่ายราวกับสั่งพิซซามารับประทาน” อนึ่ง กฎหมายนี้ยังได้รับการสนับสนุนจาก อิวานกา ทรัมป์ (Ivanka Trump) บุตรสาวของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ในปี 2559 ทางการสหรัฐได้ปิดเว็บไซต์แห่งหนึ่งพร้อมกับจับกุมเจ้าของเว็บไซต์ดังกล่าว ซึ่งเป็นเว็บไซต์ให้บริการค้าประเวณีที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งของสหรัฐ โดยองค์กร The National Center for Missing and Exploited Children เปิดเผยว่า เกือบ 3 ใน 4 ของเด็กที่ถูกนำไปแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศมีความเชื่อมโยงกับโฆษณาบนเว็บไซต์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเว็บไซต์นี้ก็ยังเปิดให้บริการอยู่ และมีการบอกถึงแหล่งค้าบริการทางเพศทั่วโลกพร้อมวิธีการติดต่อไปยังแหล่งเหล่านั้น

“Kate D’Adamo” นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิของผู้ขายบริการทางเพศ
ภาพประกอบ : ravishly.com
อนึ่ง..หลังกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีออนไลน์ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ผลกระทบได้เกิดขึ้นผู้ค้าบริการทางเพศอย่างเห็นได้ชัดประการหนึ่งคือ เว็บไซต์ที่เป็น “สื่อกลาง” ในการช่วยให้ผู้ค้าประเวณีสามารถทำงานได้อย่าง “ปลอดภัย” ในระดับหนึ่งด้วยการพยายาม “คัดกรอง” ลูกค้าที่มาซื้อบริการ แต่หลังจากนี้ผู้ค้าบริการทางเพศอาจต้องกลับไปยืนหาลูกค้าตามริมถนนเหมือนในอดีต ซึ่ง เคท ดี’ อดาโม (Kate D’Adamo) นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิของผู้ค้าบริการทางเพศ กล่าวว่า ทำให้ผู้ค้าบริการทางเพศต้องทำงานภายใต้ความเสี่ยงมากขึ้น
รายงานของ The Guardian ยังกล่าวถึงบรรดาผู้ค้าบริการทางเพศซึงใช้สื่อออนไลน์ยอดนิยมอย่าง ทวิตเตอร์ (Twitter) กำลังวุ่นๆ อยู่กับการหาทางปรับตัวหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ อาทิ หญิงบริการรายหนึ่งในเมืองซานดิเอโก (San Diego) กล่าวว่า ตนเองเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว (Single Mom) และยอมรับว่าขายบริการทางเพศเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูลูกของเธอ ดังนั้นหากไม่สามารถโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการทำงาน
และแน่นอน “รายได้ที่เคยมีก็หายไป” โดยปริยาย!!!
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
เรียบเรียงจาก