นิสา คงศรี จังหวะชีวิตกับการฝึกฝนตัวตนที่บ้านเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576110

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 16:48 น.

นิสา คงศรี จังหวะชีวิตกับการฝึกฝนตัวตนที่บ้านเกิด

เรื่อง : วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ภาพ : ชาตรี สลีวงศ์

วันนี้กับชีวิตที่ย้อนกลับไปวันวาน ณ ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง กับอดีตผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีอิสระ นก “นิสา คงศรี” วัย 50 ปี ผู้กำกับร่วมภาพยนตร์สารคดี “เด็กโต๋” ภาพยนตร์นอกกระแสประเภทสารคดีปี 2548 เรื่องราวของเด็กจากโรงเรียนบ้านแม่โต๋ ของเด็กนักเรียนชาวเขา อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานปีเดียวกัน นิสาเล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจและจังหวะของชีวิต การเดินทางกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด จ.สมุทรสงคราม มีความสุขง่ายๆ กับธรรมชาติ ทำน้ำตาลมะพร้าวในวิถีดั้งเดิม

การทิ้งตำแหน่งหน้าที่และการงานในเมืองหลวง เพื่อกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดสำหรับนิสาแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจยาก ทั้งหมดเป็นเรื่องของจังหวะบนเส้นทางที่เป็นไป ในช่วงท้ายๆ ของชีวิตการทำงาน เป็นช่วงที่นิสาทำค่าย “รากเรา” สำหรับ “เด็กโจงแดง” ศัพท์เฉพาะสำหรับใช้เรียกเด็กที่เรียนนาฏศิลป์ไทย พันธกิจหลักคือการสร้างพวกเขาให้เป็นผู้นำทางวัฒนธรรมด้วยคำ 3 คำ ธรรมชาติ-วิถีชีวิต-ศิลปวัฒนธรรม ในครั้งหนึ่งได้พาเด็กมาเข้าค่ายที่แม่กลอง เมืองเล็กๆ บ้านเกิดที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่คุณย่าที่รักเคารพได้เสียชีวิตลง ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต

“กลับบ้าน พูดคำนี้ขึ้นมา หลังจากที่ตะลอนใช้ชีวิตไปทั่วประเทศและทั่วโลกมา 30 ปีเต็ม คงไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากจังหวะชีวิตและความพอดีที่สอดคล้อง”

ในการเข้าค่ายครั้งสุดท้ายนั้น ได้พาเด็กๆ ไปดูการทำน้ำตาลมะพร้าว ได้มีโอกาสพบกับคุณครูในพื้นที่ “ปรีชา เจี๊ยบหยู” ซึ่งเปรยให้ฟังด้วยความกังวลว่า น้ำตาลมะพร้าวแท้แบบที่ชาว จ.สมุทรสงคราม เคยทำกำลังจะหมดไป วิถีชีวิตเก่าๆ ของคนรุ่นเรากำลังจะหายไปจากแม่กลองแล้วนะ คุณครูปรีชาพูดคำนี้ จะเพราะประโยคนี้ด้วยหรือไม่หนอ แต่ก็ทำให้นิสาตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด รื้อฟื้นการทำน้ำตาลมะพร้าว ตั้งแต่การก่อเตาตาล (เตาสำหรับทำน้ำตาลมะพร้าว) การขุดดินยกร่อง แม้กระทั่งการดายหญ้าและอีกจิปาถะ หากทั้งหมดนั้นไม่มีอะไรหนักหนาเกินไปกว่าการฝึกขึ้นต้นมะพร้าวในวัยจะร่วมห้าสิบปีของเธอเอง

“กลัวนะ แต่ก็ต้องทำใจกล้า ปัจจุบันคนแก่ที่ขึ้นมะพร้าวกันมาแต่เดิม เริ่มขึ้นกันไม่ไหวแล้ว ก็มาคิดดูว่า นี่เราจะต้องยุติการทำน้ำตาลแบบเก่า เพราะไม่มีคนปีนมะพร้าวหรือ…ไม่มีทาง”

แล้วนิสาก็ฝึกฝนตนที่จะปีนต้นมะพร้าวสูงลิบ ท่ามกลางการยับยั้งของแม่ป้าน้าอาจ้าละหวั่น ทุกวันนี้จากอดีตผู้กำกับภาพยนตร์มือดีกลายร่างเป็นนักปีนตาลมือ(ตีน)ฉมัง จะทำน้ำตาลมะพร้าวก็ต้องขึ้นมะพร้าว ต้องขึ้นไปให้ถึงยอดหรือทะลายมะพร้าว จุดมุ่งหมายคือจั่นหรือดอก เพื่อปาดเอาตาลหรือน้ำหวานก่อนที่ดอกจะโตกลายเป็นผลมะพร้าวนั่นเอง ถามว่าขึ้นตาลวันละกี่ต้น ตอบว่า แค่วันละ 20-30 ต้น!

“ฟ้าสางมาก็ต้องขึ้นปาดตาลแล้ว เตรียมเครื่องมือพร้อมแล้วก็ขึ้นปาดเลย ทุกวันนี้ตื่นตี 5 ครึ่ง ไปเสร็จตอน 9 โมงครึ่ง ซึ่งสายมากสำหรับคนปาดตาลทั่วไป กลับมาก็จะรีบอาบน้ำ เอาน้ำหวานไปเคี่ยว ทำทุกอย่างเอง ตั้งแต่การควบคุมความหวาน การทำสติ๊กเกอร์ การบรรจุขวด บรรจุภัณฑ์ ทำเองหมด”

นอกจากกระบวนการผลิตที่ทำทุกอย่างเอง ยังรวมถึงการตลาดที่บริหารจัดการเองอีกต่างหาก ทุกวันนี้ต้อนรับคณะเพื่อนฝูงที่มาเยี่ยมเยือนถึงถิ่นด้วยน้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ แม่กลอง เพื่อนฝูงกินแล้วติดอกติดใจ ทั้งที่ยังไม่ได้เปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการ แต่ก็พรรคพวกเพื่อนฝูงนี่เองที่ก็แวะเวียนกันมาเหมาซื้อไปหมด คำสั่งซื้อมีมาเรื่อยๆ ในแบบที่คนปีนตาลต้องบ่นว่าเหนื่อยก็แล้วกัน นอกจากวางขายที่หน้าเตา(ตาล)แล้ว ยังวางขายทั้งไซรัปน้ำหวานจากดอกมะพร้าวและน้ำตาลมะพร้าว ที่ร้านมหานาคา สุขุมวิท กรุงเทพฯ แบรนด์ใช้ชื่อ “เรียมอรุณ” นำมาจากชื่อของแม่และย่า ผู้หญิง 2 คนในชีวิตที่ทรงไว้ซึ่งพระคุณและแรงบันดาลใจต่อนิสาเอง

ความมุ่งหวังสูงสุดคือการรื้อฟื้นการผลิตน้ำตาลแท้ในแบบดั้งเดิม อยากให้น้ำตาลและคนทำน้ำตาลกลับมามีชีวิต อยากให้ภาพเก่าๆ และกลิ่นหอมๆ ของน้ำตาลมะพร้าวที่ฟุ้งจากเตาเคี่ยวลอยอวลไปทั้งคุ้งน้ำได้กลับมา น้ำตาลแท้ๆ ในแบบที่เป็นความภูมิใจของคนแม่กลองได้กลับมา ก็ทำไมประเทศไทยจึงจะมีน้ำตาลดีๆ ให้คนไทยกินอีกไม่ได้ เรื่องการพลิกการฟื้นน้ำตาลมะพร้าวที่ลุ่มน้ำแม่กลองไม่ใช่แค่เรื่องน้ำตาล แต่ยังเป็นเรื่องที่ส่งผลดีต่อระบบนิเวศ เพราะเมื่อชาวสวนกลับมาทำนุบำรุงสวน สวนก็มีชีวิต ลำประโดงไม่เขินตื้น ได้พื้นที่ท้องร่องสำหรับระบายน้ำท้น ระบายน้ำท่วม

หลายคนแซวว่า ทำไมชีวิตชนบทไม่เห็นสโลว์เลย ตื่นต้องแต่มืด ไต่เดียะๆ ขึ้นตาล ทำงานแข่งกับเวลานาที สารพัดต้องทำเอง ทั้งการผลิตการตลาดทั้งอะไรไม่ช้าได้ หากความหมายสำหรับนิสาคือ สโลว์ไลฟ์ที่อยู่ที่ใจ ถ้าใจไม่ว้าวุ่น ถ้าใจไม่ซ่านฟุ้ง ก็เป็นสโลว์ไลฟ์แล้วสำหรับเธอ ชีวิตค่อยๆ ไป ชีวิตค่อยๆ ไต่ (ต้นมะพร้าว) กำหนดรู้ในแต่ละขณะว่า เรา “รู้” แล้วอย่างถ่องแท้ เวลาของคนมี 24 ชั่วโมงในแต่ละวันเท่ากัน หาก 24 ชั่วโมงของผู้กำหนดรู้นั้น 1 ชั่วโมง 1 นาที 1 วินาที 1 เสี้ยววินาที คือการย่อยเวลาแห่งการรู้แต่ละขณะ นำมาซึ่งประโยชน์การทำงานการใช้ชีวิต เช่น การได้จัดตารางเวลาของตัวเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่ว่างมากแล้วคือสโลว์ไลฟ์

อีกหนึ่งวิถีปฏิบัติในท่ามกลางสวน นิสาเล่าว่า คือการปฏิบัติธรรมด้วยการปีนตาล ปีนตาลแนวตั้งทั้งดิ่งทั้งสูง บางต้นที่สูงมากไม่ต่ำกว่า 4 เมตร การปีนต้องยังด้วยสติสัมปชัญญะ ร่างกายต้องพร้อม จิตใจต้องพร้อม (และถึง) นัยหนึ่งมิได้มองว่าการทำตาลปีนตาลเป็นอาชีพ หากมองเป็นศิลปะในสวน เป็นการใช้ศิลปะร่างกายจิตใจและทุกสิ่งที่สัมพันธ์กัน ความคาดหวังที่มุ่งมีต่อไปคือการที่จะได้ใช้สวนแห่งนี้ให้เป็นประโยชน์สาธารณะ อยากให้ผู้คนได้มาใช้ประโยชน์จากสวน ให้สวนได้ทำหน้าที่ในการชาร์จแบตเตอรี่

“ที่นี่เป็นสวนจริงๆ ไม่ใช่สวนประดับตกแต่ง เป็นสวนดิบๆ แท้ๆ ตามความหมายของสวนที่เราจะได้เห็นมดเดินเรียงแถว เห็นทางมะพร้าวหล่นร่วง เห็นโคลนเห็นตม ได้เห็นและได้มาเยือนเหยียบดินเล่นเพื่อจะได้เห็นคุณอนันต์แห่งศิลปะจากธรรมชาติ ที่สอนอบรมใจของเราให้ร่มรื่นร่มเย็น”

นิสาเล่าต่อไปว่า ก็คงเป็นที่นี่แหละที่จะใช้ชีวิตต่อไป ทุกวันนี้ยังเรียนหนังสืออยู่ หมายถึงเรียนขึ้นตาล เคี่ยวตาล เรียนวิธีอยู่กับธรรมชาติ สนุกที่จะได้ทำสวนให้คนมาเสพ หรืออย่างวันนี้ (กลางเดือน ธ.ค. 2561) ก็มีพระสงฆ์รูปหนึ่งเดินทางไกลเพื่อมาที่นี่ ท่านปรารภถึงการเปิดอบรมปฏิบัติธรรมและเจริญสติในสวน สอนสมาธิ และการเจริญสติกับธรรมชาติ เป็นการปฏิบัติธรรมที่มิใช่การนั่งหลับตา หากเป็นการปฏิบัติธรรมแบบ “ปีนตาล” ที่ต้องรู้ตัวทั่วพร้อม สามารถนำคำสอนมาปฏิบัติให้เกิดผลดีที่สุดในชีวิตจริง

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะตื่นขึ้นมาอีกหรือไม่ ข้อคิดสุดท้ายก่อนจากกันจากนักปีนตาลป้ายแดง ใครสนใจน้ำตาลมะพร้าวแท้จากลุ่มน้ำแม่กลอง “เรียมอรุณ” หรือใครที่สนใจวิถีคนทำน้ำตาลมะพร้าว จ.สมุทรสงคราม เข้าไปดูได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : นกกลับรัง เจ้าตัวอธิบายชื่อเพจนกกลับรังว่า มิได้หมายถึงนก-นิสาคนเดียว แต่หมายถึงทุกคนนั่นแหละ ที่วันหนึ่งอาจได้เห็นประโยชน์ของการได้กลับ “บ้าน” พลิกฟื้นวิถีแห่งตน ณ บ้านเกิดให้คืนกลับ 

Leave a comment