วิลาสินี เลืองวัฒนะวนิช ทำในสิ่งที่รักและถนัด จึงมีความสุขกับงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575995

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 12:54 น.

วิลาสินี เลืองวัฒนะวนิช ทำในสิ่งที่รักและถนัด จึงมีความสุขกับงาน

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เส้นทางชีวิตของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป บางคนได้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ ได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก มาถูกเส้นทาง และเลือกทางเดินในชีวิตได้ด้วยตนเอง

ขณะที่บางคนเรียนมาอย่างหนึ่งแต่ต้องมาทำงานอีกอย่างหนึ่ง แถมบางคนไม่ได้เลือกเรียนในแบบที่ตัวเองชอบด้วยซ้ำ แล้วก็ต้องฝืนใจทำงานไปโดยที่ไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่ทำสักเท่าไรเลย

แต่ก็มีอีกหลายคนที่โชคดีสามารถค้นพบทางเลือกในชีวิต ที่ทำให้ตัวเองมีความสุขกับสิ่งที่ทำได้อย่างดี เพราะมีจุดยืนที่ชัดเจนในตัวเองเช่นเดียวกับสาวสวยหน้าหวานคนนี้

วิลาสินี เลืองวัฒนะวนิช ประธาน บริษัท ดอคเทรส เอสเธติก เจ้าของแบรนด์ Good Vibes Only มัลติแบรนด์สโตร์สินค้าแฟชั่น และ La Doctress เครื่องสำอางจากธรรมชาติ ที่เพิ่งเปิดตัว Cloud Blush Tube บิวตี้ไอเท็มสไตล์ใหม่ all in one ในซองเดียวจบ ที่ตอบโจทย์ความงามของคุณสาวๆ ที่ต้องพกเครื่องสำอางหลายชิ้น ไหนจะอายแชโดว์ บลัชออน ลิปสติก ซื้อมาก็ไม่เคยใช้หมดส่วนใหญ่เบื่อเสียก่อน พอซื้อสีใหม่มาของเก่าก็หมดอายุ ต้องทิ้งเสียของ

“เราเองก็มีปัญหานี้ เครื่องสำอางเต็มโต๊ะเครื่องแป้งแต่ใช้ไม่หมด เพราะเบื่อ พอมีสีใหม่ๆ ออกมาก็ไปซื้ออยู่เรื่อยๆ ไม่เคยใช้หมดสักอัน เสียดายเงิน เสียดายของ ไม่อยากเป็นตัวการทำโลกร้อน เลยมานั่งคิดว่ามันควรจะมีสักแบรนด์ที่คิดมาเพื่อมีแท่งเดียวแล้วใช้ได้ทั้งทาตา ทาแก้ม ทาปาก แล้วเอาสีอื่นๆ มาผสมให้เกิดสีใหม่ได้อีก

เราไม่อยากซื้อเยอะ พกน้อยๆ ราคาเบาๆ แบบชิ้นเดียวใช้ทั้งหน้าแล้วใช้ 3 เดือนหมด ราคาไม่ต้องคิดมาก ก็เลยคิดเป็นหลอดสีแต่งหน้าทำเป็นซองแบนๆ ราคาไม่ถึง 100” เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำเครื่องสำอางให้ฟัง

เธอบอกว่า ทำไมต้องจ่ายแพง ทำราคาง่ายๆ สบายกระเป๋า จับกลุ่มวัยรุ่นและคนเริ่มทำงานในวัยไม่เกิน 30 แต่เดี๋ยวนี้เครื่องสำอางก็ไม่จำกัดอายุจะ 20-30-40 ก็ใช้ด้วยกันได้ เพราะเบสของโทนสีหลักๆ ก็มี ชมพู ส้ม แดง น้ำตาลอ่อน และสีพาสเทล อยู่ที่จะหยิบสีไหนมาผสมกันบ้าง เพื่อให้ได้สีที่เหมาะกับตัวเรานั่นเอง

หลังจากที่เพิ่งเปิดตัวได้เพียง 3-4 เดือน โดยขายออนไลน์เป็นหลัก เธอก็สามารถทำตลาดไปได้ทะลุ 4 หมื่นซอง ภายใน 1 เดือน ในราคาซองละ 99 บาท จนถึงต้นปี 2019 เธอตั้งเป้าไว้ว่าจะทำยอดให้ได้ 4 แสนซอง และอาจจะนำเข้ามาจำหน่ายที่ร้านสะดวกซื้ออีกช่องทางหนึ่ง

“เศรษฐกิจไม่ค่อยดี คนก็ไม่อยากซื้อของแพง คิดว่าราคานี้ใครก็จ่ายได้ เพราะอยากจับกลุ่มคนชั้นกลาง และต้นปีนี้จะเพิ่มสีใหม่เพิ่มอีก 2 สี”

ย้อนมาเล่าถึงการศึกษาของเธอสักนิด บอกเลยว่าไม่ธรรมดา มาครบเครื่องทั้งเรียนดี สวย รวย และเก่ง จบปริญญาตรี จากคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนจบใช้ทุน และมาเป็นหมอฟันอยู่ 4-5 ปี จนแน่ใจว่างานตรงนี้ไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบจริง ๆ

เธอจึงตัดสินใจลาออกมาทำแบรนด์เสื้อผ้าขายออนไลน์เมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา อยากเรียนศิลปะ อยากเป็นสถาปนิก แต่คนต่างจังหวัด ถ้าลูกเรียนเก่งพ่อแม่ก็อยากให้เป็นหมอเป็นอันดับแรก เธอจึงต้องเรียนตามใจพ่อแม่ เพราะอยากให้ท่านภูมิใจ

“ตอนที่เรียนก็เรียนได้สบายๆ ไม่ได้เครียดนะคะ มาเครียดตอนทำงานมากกว่า เจอพี่พยาบาลที่อายุเยอะๆ เขาจะเห็นเราเป็นเด็กก็มักจะโดนดุบ่อยๆ (หัวเราะ) ก็ทำงานใช้ทุน แล้วก็ไปเป็นหมอที่คลินิกหมอฟันอีก 4 ปีกว่า ตอนนี้ก็เริ่มเครียด เหนื่อย เบื่อ

เราก็ไประบายออกด้วยการแต่งตัว เพราะเราชอบแต่งตัว คนก็มักจะชมเสื้อผ้าเครื่องประดับเราตลอด ก็เลยลองทำขายเล่นๆ ผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม คนก็สั่งซื้อมากขึ้น เราก็เลยมีกำลังใจว่าเราทำได้ไม่อดตายล่ะ ทำมาได้ 6 เดือนก็เลยลาออกจากการเป็นทันตแพทย์ ตอนนั้นอายุ 30 ปีพอดี ท้าทายมากในการตัดสินใจครั้งนั้น” เธอเล่าอย่างตั้งใจ

เมื่อคิดจะเดินบนสายอาชีพใหม่ที่ค้นพบตัวเองว่า ชอบมากกว่า มีความสุขมากกว่า เธอก็ต้องทำให้จริงให้จัง เธอจึงไปเรียนต่อทางด้านแฟชั่น ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนจบ Style Coaching London และด้าน Luxury Brand กับ Fashion Drawing เพื่อจะประกอบอาชีพทางด้านนี้อย่างจริงจัง โดยก่อนหน้านี้เธอก็ไปเรียนคอร์สสั้น 2-3 เดือน ที่โรงเรียนแฟชั่นในประเทศไทยมา 2-3 โรงเรียน ตอนอายุ 31 ปี

หลังจากนั้นในปี 2010 ก็ตั้งบริษัท Doctress Aesthetic co.ltd โดยทำแบรนด์เสื้อผ้าชื่อ WILA โดยเธอเป็นดีไซเนอร์เอง ออกแบบลายผ้าพิมพ์ลายของตัวเอง และปักลวดลายเฉพาะ ในแนว Whimsical Fantasy คือมีความขี้เล่นและชวนฝัน แฝงความเป็นผู้เหญิงสไตล์วินเทจเอาไว้นิดๆ

หลังจากนั้น 4-5 ปี ก็เปิดร้านเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เป็นมัลติแบรนด์ ที่รวบรวมแบรนด์ของเพื่อนพี่น้องนักออกแบบชาวไทยที่สินค้ามีความเป็นเอกลักษณ์ มีความสร้างสรรค์ใหม่ๆ เฉพาะตัวมาอยู่ในร้านเดียวกันอย่างหลากหลาย ที่สยามสแควร์วันชั้น 3 เอ็มโพเรียม และที่รามคำแหง 53

จนล่าสุดเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา เธอก็ก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอาง La Doctress Botanic beauty โดยเน้นเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบจากธรรมชาติปลอดภัย บรรจุในขนาดพอเหมาะ พกสะดวก ราคาประหยัด มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ชื่อ CLOUD BLUSH TUBE คือเป็นหลอดสีระบายได้ทั้งหน้า แก้ม ตา ปาก ออกมาทั้งหมด 4 สี คือชมพู พีช ส้ม แดง ซึ่งในแต่ละสีก็ยังผสมรวมออกเป็นสีใหม่เพิ่มขึ้นได้อีกตามสไตล์ของแต่ละคน

ในเส้นทางการทำงานใหม่ที่เธอเลือกตามใจตัวเองมา 8 ปี และถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร เธอบอกว่ายังไม่หยุดที่จะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคตเธออยากจะทำสกินแคร์เพิ่ม

“การแข่งขันในธุรกิจความงามนั้นมีค่อนข้างสูง เพราะมีทั้งแบรนด์ไทย แบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศ มีหลายระดับหลายราคา ถ้าจะเข้ามาตรงจุดนี้ก็ต้องพยายามคิดใหม่ให้แตกต่าง ทำราคาสู้เขาให้ได้หรือแม้กระทั่งธุรกิจออนไลน์ตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดุเดือดมาก เมื่อ 7 ปีที่แล้วง่ายกว่านี้เยอะ ตอนนี้คนไม่ได้ใช้โซเชียลเพื่อความบันเทิง แต่หลายคนใช้โซเชียลในการหาเงินสร้างธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบโชคดีที่เรียนแพทย์มาก็ได้พื้นฐานเรื่องความอดทน การสู้งานหนักเอาเบาสู้ และตอนที่เป็นหมอฟันที่คลินิกก็ได้บริหารจัดการทุกอย่างในคลินิกทำให้เรานำความรู้ตอนนั้นมาต่อยอดงานตรงนี้ได้อีกด้วย”

วิลาสินี มองอนาคตอันใกล้ในวัย 40 ปี ที่จะมาถึงภายใน 2 ปีนี้ว่า ยังคงทำงานหนักเหมือนเดิมแต่จะสร้างคนสร้างทีมมาทำงานให้มากขึ้น ส่วนเธอจะไปดูภาพกว้างและบริหารงานเป็นหลัก จะเริ่มเอาเวลาไปทำอย่างอื่นบ้างเนื่องจากทุกวันนี้เธอลงรายละเอียดในงานเองทุกอย่าง ออกแบบลายผ้า ออกแบบชุดเสื้อผ้า ออกแบบแพ็กเกจ โลโก้ต่างๆ อัพไอจีเอง อบรมการขายเอง ดูแลทีมขายเอง การตลาด ประชาสัมพันธ์ รีวิวสินค้า ทำเองหมด

เธอบอกว่าปีหน้าจะพยายามจัดระบบการทำงานใหม่ให้ดีกว่านี้ อยากมีเวลาให้ครอบครัว โดยเฉพาะลูกน้อยวัย 4 ขวบ

สุดท้าย วิลาสินีบอกเคล็ดลับหลักในการทำงานของเธอ ก็คือ การทำในสิ่งที่รักที่ถนัด จะได้มีความสุขในการทำงาน แล้วก็เริ่มจากเล็กไปใหญ่ ค่อยๆ ทำงานใช้เงินลงทุนไม่มากค่อยๆ เติบโตด้วยเงินลงทุนของเอง ไม่กู้ธนาคาร ค่อยขยายไปเรื่อยๆ และสร้างทีมงานให้เข้มแข็งมั่นคง 

Leave a comment