ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/575996
- วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 12:59 น.

เรื่อง : พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์
หน้าที่การงานของแต่ละคน มีความเครียด ความกดดันที่แตกต่างกัน แม้หลายๆ คนจะรักในงานที่ทำ แต่ก็ต้องการช่วงเวลาผ่อนคลาย เพื่อพักผ่อนสมองและหัวใจให้สดชื่นพร้อมกลับมาลุยงานใหม่อีกครั้ง
ขณะที่บางคนชอบค้นหาสิ่งใหม่ๆ บางคนรักที่จะอยู่นิ่งๆ กับที่ แต่สำหรับ อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน (SEAC) เพียงแค่ได้อยู่กับหนังสือ ได้มีเวลาให้ตัวเอง นั่นก็คือสุดยอดวันแห่งความสุขที่เธอโหยหา
อริญญา เล่าว่า เวลาที่เธอเรียกว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน คือ การได้ใช้เวลาอยู่กับหนังสือ เธอชอบอ่านหนังสือหลากหลายประเภท เพราะหนังสือเป็นเหมือนครูที่ให้ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเชิงชีวประวัติ หรือหนังสือเชิงพัฒนาตนเองและธุรกิจ บางครั้งหนังสือยังเป็นผู้ชี้ทางสว่าง ช่วยไขข้อข้องใจให้กระจ่าง
“ไม่รู้จะเรียกว่าการอ่านหนังสือเป็นไลฟ์สไตล์ไหม เพราะรู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือเยอะมาก ถ้าไม่นับหนังสือที่จำเป็นต้องอ่านต้องรู้ อย่างแนวธุรกิจ ตอนนี้ยังชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก การใช้ชีวิต เพื่อศึกษาว่าคนทั่วไปใช้ชีวิตกันอย่างไร”
อย่างไรก็ตาม ด้วยหน้าที่การงานที่รัดตัวตามสไตล์ผู้บริหารยุคใหม่ ลำพังจะหาเวลาว่างในแต่ละวันก็ไม่ง่าย ถ้าจะหาเวลาอ่านหนังสือยิ่งยากเต็มที่ แต่สำหรับอริญญาเธอกลับมีวิธีบริหารเวลาสำหรับการอ่านหนังสืออย่างน่าสนใจ
“เราค่อนข้างเป็นคนมีวินัย ทุกคืนหลังจากพาลูกเข้านอนเรียบร้อย เราจะเริ่มอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับธุรกิจ อ่านตั้งแต่ 3 ทุ่มจนถึงประมาณ 4 ทุ่มก็พัก ข้อได้เปรียบของเรา คือ สมัยเด็กคุณพ่อส่งไปเรียนคอร์ส Speed Reading ที่สิงคโปร์ ทำให้มีทักษะในการอ่านที่เร็วกว่าคนอื่น พอบวกกับนิสัยที่ชอบอ่านหนังสือเลยเหมือนยิ่งเป็นแต้มต่อ”
นอกจากจะหมั่นเติมอาหารสมองเป็นกิจวัตร ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เธอยังเลือกให้เวลากับตัวเอง ด้วยการอ่านหนังสือที่ชอบ โดยเธอจะตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อใช้เวลาอยู่กับตัวเอง นั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือ จนกระทั่งสามีและลูกตื่นพอดี จึงเป็นเวลาสำหรับครอบครัว
“ที่ชอบอ่านหนังสือ เพราะรู้สึกเหมือนได้เติมความรู้ใส่ตัวเอง ทุกครั้งที่อ่านหนังสือจะรู้สึกดีมากๆ จะเรียกว่าความสุขได้หรือเปล่าไม่รู้ แต่มันเป็นความรู้สึกดีที่เราได้รู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งมากขึ้นจากการอ่าน เวลาอ่านหนังสือเหมือนเราหลุดเข้าไปยังโลกอีกใบ อารมณ์คงคล้ายๆ คนที่มีความสุขเวลาดูหนังสนุกๆ นั่งฟังเพลงเพราะๆ”
อีกกิจกรรมยามว่างที่อริญญาออกตัวว่าชอบไม่แพ้กัน แต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสทำบ่อยนัก คือการเดินทางท่องเที่ยว และการทำอาหาร
“ถ้ามีเวลาชอบเข้าครัวทำอาหารกับลูกสาว เขาจะนั่งมองว่าเราทำอาหารอะไร และเตรียมทำเมนูขนมให้เข้ากับอาหารที่เราทำ (ยิ้ม) ส่วนการท่องเที่ยวนั้น เราเป็นคนชอบเดินทาง แต่อาจจะไม่ได้มีโอกาสเดินทางบ่อยนัก เพราฉะนั้นถ้ามีเวลาไป จะไปครั้งละประมาณ 2 สัปดาห์ เฉลี่ย 1 ปี พยายามให้ได้ 2 ครั้ง แต่บางปีก็เคลียร์งานไปได้แค่ครั้งเดียว ส่วนมากทริปที่เราเลือก จะเป็นทริปพักผ่อนแบบจริงจัง เพราะอยากไปชาร์จแบตไปอยู่กับตัวเอง”
เล่ามาถึงตรงนี้ อริญญา เสริมอย่างออกรสว่า
“ทริปครอบครัวเราไม่อยากเรียกว่าทริปเที่ยว แต่เรียกว่าเป็นทริปพักผ่อนมากกว่า ทุกทริปของเราไม่เน้นไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แต่เน้นว่าต้องมีกิจกรรมที่ทุกคนได้ทำ เรามักเลือกเช็กอินโรงแรมที่จบในตัว เข้าไปแล้วไม่ต้องออกไปไหน สามารถใช้เวลาอยู่ในนั้นได้
เพราะเราไม่ใช่สายช็อปปิ้ง เราไม่ชอบเดินห้าง สิ่งที่ซื้อบ่อยที่สุดคือหนังสือ แต่เวลาซื้อก็อาศัยสั่งออนไลน์ หรือไม่ก็ต้องวานคนอื่นไปซื้อมาให้ เราไม่ได้เป็นสายชิล หรือสายกินที่ต้องคอยไปตามล่าหาร้านอาหารใหม่ๆ
สิ่งที่ขาดไม่ได้ระหว่างเดินทาง คือ หนังสือเล่มโปรด เวลาที่เราไปไหนยาวๆ เราจะขนหนังสือไปเยอะมาก ตอนนี้อาจจะขนน้อยลง เพราะบางเล่มก็อาศัยการดาวน์โหลด แต่ด้วยความที่ยังเป็นคนโบราณ ชอบอะไรที่จับต้องได้ เลยชอบอ่านหนังสือมากกว่า
เวลาอ่านหนังสือผ่านสมาร์ทโฟน เรารู้สึกว่าไม่ได้รสชาติ บางครั้งถ้าไปอ่านเจอบทความในอินเทอร์เน็ตแล้วชอบมากๆ เรายังติดนิสัยว่าต้องพรินต์เก็บเอาไว้ ที่สำคัญเราเป็นคนรักหนังสือมาก อ่านถนอมสุดๆ เราไม่ขีดเขียนเลยเพราะไม่อยากทำร้ายหนังสือ (ยิ้ม)”
อย่างไรก็ตาม ถึงจะรักหนังสือแต่เธอไม่หวง เพราะด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือ ซื้อใหม่ตลอด พอมีเยอะ จึงเลือกนำมาบริจาค หรือบางเล่มอ่านแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ก็นำไปส่งต่อ อริญญา ยังทิ้งท้ายถึงนิยามความสุขในมุมมองของเธอว่า ความสุข คือ ความสงบนิ่ง ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง
“ชีวิตเราทุกวันนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาตลอด เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกสงบและมีความสุขอย่างแท้จริงคือการได้อยู่กับตัวเอง ห้อมล้อมด้วยคนที่รัก ช่วงเวลาแห่งความสุขของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าต้องมีเงินมากขึ้น ต้องมีชื่อเสียงมากกว่านี้
แต่มันคือช่วงเวลาขณะนี้ที่เราได้อยู่กับคนที่เราพอใจ ได้กินข้าวกับครอบครัว อยู่กับลูกน้อง ซึ่งพอเราคิดแบบนี้ก็ทำให้เราสามารถหาความสุขได้ทุกวัน” 



