ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/352430

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

ยติรุนแรง,ผู้หญิงเจ็บได้

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้ ยุติรุนแรง : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  qualitylife4444@gmail.com

เนื่องในเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและบุคคลในครอบครัว นอกจากกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว “รณรงค์สร้างกระแสสังคมไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ” ภายใต้แนวคิด “He For She ปรับพฤติกรรม เปลี่ยนความคิด ยุติความรุนแรง” มอบชุดความรู้ด้านครอบครัวและเข็มกลัดริบบิ้นสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลที่มีความหมายถึงการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย และไม่กระทำรุนแรงต่อเด็กและสตรีในทุกรูปแบบ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รณรงค์แคมเปญ #เจ็บแต่ไม่ยอม เนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล เพื่อลดความรุนแรงต่อผู้หญิงด้วยเช่นกัน

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

   พ.ย.เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรง 
นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 ให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปีเป็น “เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี” ปีนี้การรณรงค์เน้นให้สื่อมวลชนและคนในสังคมตระหนักถึงปัญหาความรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องการปรับเจตคติของคนในสังคม ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและเป็นประเด็นหลักในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคม

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

โดยใช้แนวคิด “He For She ปรับพฤติกรรม เปลี่ยนความคิด ยุติความรุนแรง” ซึ่งอยากให้สังคมได้เห็นว่าผู้ชายก็สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้ในการไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรีหรือคนในครอบครัวทุกรูปแบบ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ โดยวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 “ประกาศเจตนารมณ์ในการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี บุคคลในครอบครัว และความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ” ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล และในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 ขบวนเดินรณรงค์เชิงสัญลักษณ์

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

โดยปีนี้สื่อให้เห็นถึงปัญหาของความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว สามารถขยายไปถึงความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ ในสังคม เช่น ความรุนแรงผ่านทางสื่อโซเชียล ความรุนแรงในที่ทำงาน ความรุนแรงทางเพศ ความรุนแรงจากวาจาและท่าทางที่นำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งที่รุนแรงในสังคม ส่งผลให้เกิดความรุนแรงในชุมชนและสังคมในที่สุด
ขณะที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้รณรงค์แคมเปญ #เจ็บแต่ไม่ยอม เช่นกัน ที่บริเวณอนุสารีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวานนี้ (15 พ.ย.) โดยมีการเสวนา “ยุติความรุนแรง เจ็บแต่ไม่ยอม” เนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล 2561 ซึ่ง จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่ายมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้หญิงอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,655 ชุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1-8 พฤศจิกายน 2561 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุ 31-40 ปี 38.4% เคยเห็นเพื่อน/คนใกล้ชิดประสบปัญหา ถัดมา 10.4% เคยเห็นคนใกล้ชิดโดนทำร้ายและเคยเจอมากับตัวเองด้วย และ 7.8% เคยประสบปัญหาด้วยตัวเอง

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

นอกจากนี้ยังเห็นการสะท้อนความรุนแรงทางเพศผ่านสื่อละคร เช่น มองว่า “ฉากละครตบ-จูบ เป็นเรื่องปกติ” มีผู้เห็นด้วยถึง 44.7% ถัดมา คือ “นางร้ายในละครถูกลงโทษด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว” 39.0% “สื่อส่วนใหญ่มักนำเสนอภาพผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ” 32.1% และ “ฉากพระเอกข่มขืนนางเอกเป็นเรื่องปกติ ยอมรับได้” 25.3% ตามลำดับ

ประโยคที่กลุ่มตัวอย่างคุ้นหู/เคยชินมากที่สุด ได้แก่ “สามี-ภรรยา เปรียบเหมือนลิ้นกับฟัน กระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา” หรือ “ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า” และ “ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว” “เป็นผู้หญิงต้องอดทนเพื่อลูกและครอบครัว” ประโยคดังกล่าวนี้ หากมองเพียงชั้นเดียวเหมือนไม่มีอะไร แต่ในความเป็นจริง นี่คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและปลูกฝังตีกรอบผู้หญิงจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ปัญหา

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

  “ความอดทน” ไม่ใช่ทางออก
“ซินดี้” สิรินยา บิซอฟ ดารานางแบบชื่อดัง กล่าวว่า เหตุผลต่างๆ ที่สังคมมักทำให้ผู้ชายคิดว่ามีสิทธิ์ทำกับผู้หญิง เช่น “เป็นเรื่องครอบครัว” หรือ “อดทนเพื่อลูก” หรือบอก “ทำไปเพราะรัก” ขอฝากตรงนี้ว่า ผู้หญิงมีสิทธิ์และมีทางเลือก เครือข่ายทั้งหมดพร้อมหาทางออก อยากให้ผู้หญิงไทยทุกคนสู้เพื่อตัวเอง ครอบครัว และลูก

 เปลี่ยนความเจ็บเป็นพลัง
ด้าน ดาว (นามสมมุติ) ผู้เผชิญเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศจากคนในครอบครัว ร่วมเผยประสบการณ์ถูกสามีบังคับให้ขายบริการทางเพศร่วมเดือน โดยขู่ว่าถ้าไม่ทำจะไม่ให้พบหน้าลูกอีก จึงตัดสินใจหนีมาต่างจังหวัด และเขียนจดหมายถึงมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลและได้รับความช่วยเหลือในที่สุด ขณะนี้อดีตสามีถูกตัดสินจำคุกแล้ว

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

ด้าน เค (นามสมมุติ) ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่เผชิญเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว โดยลูกสาวถูกสามีซึ่งเป็นพ่อแท้ๆ ล่วงละเมิดทางเพศถึง 2 ครั้ง พร้อมข่มขู่ไม่ให้แจ้งความ แม้จะมีความคิดว่าอยากฆ่าสามีให้ตาย แต่สิ่งหนึ่งที่เตือนสติคือ “ใครจะดูแลลูก” จึงตัดสินใจแจ้งความ และหันหน้าพึ่งมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ฝากบอกทุกคนว่า ต้องไม่ยอมในเมื่อเจ็บอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ยอม

เปลี่ยน “ทัศนคติ-ก.ม.-การศึกษา”
ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะกล้าก้าวออกจากปัญหาอยู่ที่ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ที่ปลูกฝังมานาน บทเรียนในระบบการศึกษาบางทีก็ไม่ช่วยแก้ทัศนคติในเรื่องนี้ ในละครยังตอกย้ำทัศนคติดดังกล่าว สิ่งเหล่านี้อยู่รอบตัวเราทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องธรรมดา ต้องเปลี่ยนความเจ็บเป็นอำนาจ ลุกขึ้นต่อสู้และก้าวออกมา สังคมคนรอบข้าง กฎหมายไกล่เกลี่ยรักษาความเป็นครอบครัวไว้ ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างของทัศนติที่แทรกอยู่ในกฎหมาย หน่วยงานต่างๆ ทางภาครัฐเอง ต้องเสริมพลังให้มีการแก้ไขในเรื่องนี้

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

นัยนา ยลจอหอ ตัวแทนผู้ผ่านพ้นปัญหาและอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบปัญหา กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรกลับมาทบทวนและช่วยกันปรับเปลี่ยนวิธีคิด ที่มีผลต่อการสืบทอดความคิดความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่  กระทรวงศึกษาธิการควรปรับหลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นความเท่าเทียมทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ และการเคารพสิทธิร่างกายของคนทุกเพศอย่างจริงจัง เพื่อปัญหาจะไม่วนกลับมาเหมือนเดิม

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

Leave a comment