พิชญา หลิวจันทร์พัฒนา อี-คอมเมิร์ซช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578384

  • วันที่ 28 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

พิชญา หลิวจันทร์พัฒนา อี-คอมเมิร์ซช่วยเกษตรกร

ในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก (APEC) เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นเวทีของผู้นำจาก 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายในงานเดียวกันยังจัดควบคู่ไปกับ “การประชุมผู้นำเยาวชนเอเปก” (APEC Voices of the Future) มีผู้แทนเยาวชนและนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 80 คนจาก 14 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งครั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร (บล.ภัทร) ได้สนับสนุนส่ง 5 ผู้แทนเยาวชนไทยเข้าร่วมการประชุม ได้แก่ ทรงลาภ เรียงเครือ พิชชากร ชวรางกูร ฐิตา แสงหลี ณภพ จงสุทธานามณี และพิชญา หลิวจันทร์พัฒนา ซึ่งพิชญาได้เป็นตัวแทนของกลุ่มเล่าถึงสิ่งที่เยาวชนไทยทำบนเวทีใหญ่นี้

เธอเล่าว่า ตัวแทนเยาวชนต้องออกมานำเสนอบทบาทของเยาวชนในเขตเศรษฐกิจของตัวเองตามวาระหลักของการประชุม วาระของปีที่ผ่านมาคือ การสร้างโอกาสในการลดความเหลื่อมล้ำในยุคดิจิทัล โดยผู้แทนเยาวชนไทยได้ชูประเด็นความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรไทย

พิชญา ระบุว่า เกษตรกรไทยเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในประเทศ โดยมีแรงงานในภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 30 ของทั้งประเทศ แต่กลับมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และเกษตรกรมีรายได้ต่อหัวค่อนข้างต่ำกว่าภาพรวมทั้งประเทศ

“เราเริ่มมาจากการตั้งคำถามว่า ประชากรกลุ่มไหนในประเทศไทยที่เจอปัญหาความเหลื่อมล้ำมากที่สุด โดยเราได้เลือกออกมา 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตรกรไทย และกลุ่มคนยากจน จากนั้นเราคิดว่า พวกเราจะช่วยเหลือเกษตรกรได้มากกว่า เพราะสามารถเข้าไปช่วยด้านการปฏิบัติทางการเกษตร (Agricultural Practice) และในด้านการทำฟาร์ม ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และยังมองว่าประเทศไทยและเศรษฐกิจไทยมีเกษตรกรไทยเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก พวกเราจึงเลือกกลุ่มนี้”

พิชญากล่าวถึงการทำงานว่า เธอเริ่มศึกษาค้นคว้าจากการทำวิจัย และขอความรู้คำปรึกษาจากศาสตราจารย์ด้านบล็อกเชน จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เพื่อนำความรู้มาใช้กับการทำระบบออนไลน์ มาร์เก็ต เพลส จากนั้นจะมีการประชุมกันทุกสัปดาห์ผ่านช่องทางออนไลน์ เนื่องจากเธอกำลังศึกษาอยู่ที่ฮ่องกง สมาชิกอีกคนอยู่ที่แคนาดา และอีกสามคนอยู่ที่กรุงเทพฯ จากนั้นนำสิ่งที่ได้จากการประชุมไปปรึกษาผู้ดูแลเยาวชน โดยทั้งหมดดำเนินการก่อนวันงานประชุมเป็นเวลาร่วมเดือน

ทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ ผู้ดูแลเยาวชน และผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บล.ภัทร กล่าวถึงการประชุมผู้นำเยาวชนเอเปกว่า เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2541 โดยเชิญผู้แทนเยาวชนและนักศึกษาจาก 21 เขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปกเข้าร่วม เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แลกเปลี่ยนมุมมองที่เกี่ยวข้องกับวาระการประชุมของเอเปก และยังมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเชิงวัฒนธรรม และเยาวชนจากทุกประเทศจะร่วมกันร่างปฏิญญาเยาวชนเพื่อส่งให้ผู้นำเอเปกต่อไป

พิชญา เล่าต่อว่า ปัญหาที่แท้จริงที่สร้างความเหลื่อมล้ำให้เกษตรกรไทยคือ “พ่อค้าคนกลาง” เนื่องจากพ่อค้าคนกลางเป็นผู้ทำกำไรสูงสุด และเหตุที่ทำให้พ่อค้าคนกลางสร้างกำไรได้สูงกว่าเกษตรกร เป็นเพราะหลักเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Economies of Scale หมายถึง การผลิตสินค้าในจำนวนมากพอที่ทำให้ได้เปรียบด้านต้นทุน เพราะจะทำให้มีราคาต่อหน่วยต่ำลง

“ถ้าคนไหนมีความสามารถในการผลิตสูงกว่า เขาจะได้ผลประโยชน์สูงกว่าและมีพลังในการต่อรองราคามากกว่า” เธออธิบาย “ซึ่งนอกจากในประเทศไทย ปัญหาพ่อค้าคนกลางยังเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและบราซิล เราจึงหยิบยกปัญหานี้มาเป็นตัวตั้งและอยากแก้ไขด้วยเทคโนโลยี”

ปัจจุบัน อี-คอมเมิร์ซเข้ามาเป็นกลไกในการทำธุรกิจ เธอจึงนำเครื่องมือนี้เข้ามาทำหน้าที่แทนพ่อค้าคนกลาง พิชญา กล่าวว่า เบื้องต้นมีความคิดจะทำเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซ ในรูปแบบ F2C (Farmer to Consumer) คือ ระบบขายปลีกที่เกษตรกรสามารถขายสินค้าให้ผู้บริโภคโดยตรง โดยเกษตรกรจะได้ราคาสูงกว่าการขายส่ง

เธอยกตัวอย่างเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซที่ประสบความสำเร็จ เช่น อาลีบาบา ลาซาดา ช้อปปี้ และขายดี ซึ่งตัวอย่างหลังสุดมีโมเดลธุรกิจที่ชื่อว่า ฟาร์มขายดี ให้เกษตรกรขายสินค้าโดยตรงสู่ลูกค้าและตัดปัญหาพ่อค้าคนกลาง

ฟาร์มขายดีแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ตลาดสด เปิดให้เกษตรกรขายสินค้าแบบค้าส่งแก่ผู้ประกอบการ เรียกว่า F2B (Farmer to Business) เช่น ขายสินค้าเกษตรให้ร้านอาหาร และแบบค้าปลีกเรียกว่า F2C ให้เกษตรกรขายสินค้าแก่ผู้บริโภคโดยตรง

ส่วนที่ 2 คือ ตลาดเกษตรกรรม ที่เกษตรกรจะพบกับเกษตรกร เรียกว่า F2F (Farmer to Farmer) เช่น ชาวนานำข้าวเปลือกไปขายเกษตรกรที่เลี้ยงหมูเพื่อเป็นอาหารสัตว์ และอีกรูปแบบคือ ภาคธุรกิจขายสินค้าให้กับเกษตร เรียกว่า B2F (Business to Farmer) เช่น บริษัทขายรถไถ ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยให้เกษตรกร

“เมื่อเห็นตัวอย่างแล้วเราจึงคิดว่าโมเดลธุรกิจแบบ F2C โดยที่ไม่มีพ่อค้าคนกลางสามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าผู้บริโภคต้องการซื้อผักก็สามารถเปิดเว็บไซต์แล้วสั่งผักจากเกษตรกรได้โดยตรง จากนั้นจะใช้ระบบขนส่งแบบเดลิเวอรี่จัดส่งทันที เพื่อให้สินค้าคงความสดใหม่เมื่อส่งถึงมือผู้บริโภค ซึ่งระบบ F2C นี้ประสบความสำเร็จมากในประเทศจีนและอินเดีย และข้อมูลจากอี-คอมเมิร์ซยังสามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ได้ว่าช่วงไหนผู้บริโภคต้องการอะไร เพื่อส่งสัญญาณไปยังเกษตรกรให้ปลูกและผลิตสินค้าที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค”

ดังนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาพ่อค้าคนกลางในรูปแบบของ ออนไลน์ มาร์เก็ต เพลส จึงอาจช่วยลดอำนาจต่อรองของตัวกลางในระบบเก่า และเพิ่มความสามารถในการกำหนดราคาให้กับเกษตรกรได้

“หลายคนคิดว่าเยาวชนเป็นแค่คนที่มีอายุน้อย ประสบการณ์น้อย และยังไม่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศ” เธอแสดงความคิดเห็นต่อคำถามที่ว่า เยาวชนสามารถแก้ไขปัญหาสังคมและเศรษฐกิจของไทยได้อย่างไร

“แต่พวกเราคิดว่า ไม่จริง เพราะจากประสบการณ์ตัวเองและจากการเห็นตัวอย่างคนรอบข้าง จะเห็นได้ว่าเยาวชนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้มาก เพราะเยาวชนเป็นคนที่มีพลัง และมีความสามารถในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เร็ว ซึ่งในยุคดิจิทัลเช่นนี้การรู้ทันเทคโนโลยีและสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้เต็มที่ จะเป็นเครื่องมืออย่างดีในการทำธุรกิจและสร้างประโยชน์ให้กับสังคม”

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า คนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้เรื่องราวบนโลกนี้ได้ผ่านข้อมูลในโลกออนไลน์ และยังมีเวทีให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถและมุมมองในการแก้ไขปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในประเทศของตัวเอง อย่างเวทีการประชุมผู้นำเยาวชนเอเปก ที่นอกจากจะเป็นเวทีให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดเห็นแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้มุมมองของผู้นำจากทั่วโลก

“การไปเจอผู้นำในด้านต่างๆ จากทั่วโลก เช่น ได้ไปเจอกับซีอีโอบริษัทน้ำมันที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเมืองจีน หรือไปพูดคุยกับบริษัทความบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ อย่างแรกเลยคือ ได้สร้างคอนเนกชั่นที่ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจติดต่อเขามาทำธุรกิจกับเราในประเทศไทยก็ได้ หรือการได้ฟังผู้นำประเทศอย่างสีจิ้นผิงพูดบนเวที ทำให้เราได้เห็นตัวอย่างการเป็นผู้นำประเทศว่า ถ้าวันหนึ่งเรากลายเป็นผู้นำจะต้องวางตัวอย่างไร รวมถึงยังเห็นทิศทางเศรษฐกิจของโลกว่ากำลังไปทางไหนด้วย”

นอกจากนี้ จากการเข้าร่วมการประชุม เธอยังได้ไอเดียนำมาปรับใช้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเกษตรกรไทย อย่างหัวข้อบล็อกเชน จากที่คิดว่า บล็อกเชนเป็นเรื่องของระบบเงินดิจิทัลเท่านั้น แต่เธอได้เรียนรู้ว่า ในประเทศอินเดียได้นำระบบบล็อกเชนไปใช้กับภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความสะดวก

“ไอเดียนี้ทำให้เราเห็นภาพว่า เมื่อเราเรียนจบแล้วอยากจะสร้างเศรษฐกิจแบบบล็อกเชนในระบบเกษตรกรรมและระบบอื่นๆ อย่างระบบขนส่ง และจากการเข้าประชุมทำให้เราได้ทำงานกับเยาวชนจากประเทศอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะได้คอนเนกชั่น เรายังได้ร่วมกันร่างปฏิญญาเยาวชน (Youth Declaration) ซึ่งการทำงานร่วมกับเยาวชนอีก 13 เขตเศรษฐกิจ ย่อมมีความคิดเห็นที่ต่างกัน ดังนั้นจึงต้องกล้าที่จะแสดงเหตุผลของตัวเองเพื่อให้ความคิดเห็นของไทยถูกคัดเลือก”

สำหรับความสำคัญของเวทีการประชุมผู้นำเยาวชนเอเปก เธอมองว่า เป็นเวทีที่สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างร่างปฏิญญาเยาวชนที่ตัวแทนเยาวชนมีข้อเสนอต่อผู้นำโลก มีเนื้อหาโดยสรุป 4 หัวข้อ ได้แก่ หนึ่ง ผู้แทนเยาวชนเรียกร้องให้ผู้นำตระหนักถึงความเห็นของเยาวชนซึ่งจะเติบโตเป็นผู้นำในอนาคต สอง ผู้แทนเยาวชนเสนอให้สถาบันการศึกษาทุกแห่งจัดหาการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้กับเยาวชนอย่างทั่วถึงในทุกเขตเศรษฐกิจ เพื่อเป็นการสร้างพื้นฐานที่เท่าเทียมกันให้เยาวชนได้เรียนรู้และเติบโต และควรสร้างโอกาสให้กับผู้สร้างนวัตกรรมและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในแง่ของแหล่งเงินทุน

สาม ผู้แทนเยาวชนตระหนักถึงความสำคัญในประเด็นสิ่งแวดล้อม ดังนั้นทุกสมาชิกเขตเศรษฐกิจควรช่วยกันต่อสู้กับปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดการพึ่งพาพลังงานสิ้นเปลือง และสี่ ผู้แทนเยาวชนเน้นถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบการศึกษาในเขตเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา จึงควรส่งเสริมทักษะและความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างทั่วถึง

“ถ้าถามถึงความหวังหลังเข้าร่วมการประชุมผู้นำเยาวชนเอเปก” พิชญาทวนคำถาม “เรามีคาดหวังสองรูปแบบ อย่างแรกคือความคาดหวังในตัวเองว่าจะมีแพสชั่นและมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน ซึ่งหลังจากได้นำเสนอบนเวทีแล้วพวกเราเชื่อจริงๆ ว่าพลังเยาวชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาระดับประเทศได้ และอย่างที่สอง คือ ความคาดหวังให้แบงก์ชาติหรือธนาคารต่างๆ ให้ความรู้เรื่องอี-คอมเมิร์ซแก่คนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเกษตรกรไทย เพื่อสร้างความเข้าใจและช่วยให้ทุกคนใช้เทคโนโลยีได้เพื่อประโยชน์กับอาชีพของตัวเอง”

ปัจจุบันพิชญามีอายุ 20 ปี ได้รับทุนการศึกษาไปศึกษาระดับปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฮ่องกง (Hong Kong University of Science and Technology) เหตุที่เธอถูกคัดเลือกเป็นผู้แทนเยาวชนไทย เพราะเคยเป็นนักศึกษาฝึกงานของ บล.ภัทร จึงมีโอกาสแสดงศักยภาพจนได้รับคัดเลือก ซึ่งการเป็นผู้แทนเยาวชนไทยไปนำเสนอทางออกของปัญหาสังคมและเศรษฐกิจแลกเปลี่ยนกับประเทศอื่นๆ นั้น จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน ผู้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

Leave a comment