ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/579170
- วันที่ 04 ก.พ. 2562 เวลา 10:30 น.

เรื่อง : วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
จากสถิติเมืองไทยมีขยะที่เกิดจากอุตสาหกรรมมากถึง 30 ล้านตัน และมีแนวโน้มจะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ หลากหลายอุตสาหกรรมได้เริ่มต้นใช้กระบวนการจัดการของเสีย ผ่านการออกแบบวัสดุ หรือ Material Design ที่นำวัตถุดิบซึ่งผ่านกระบวนการผลิตและบริโภคกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ หรือนำมาใช้ซ้ำ เพื่อช่วยลดปัญหามลภาวะที่เกิดจากขยะ และลดความเสี่ยงของการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต
ผลงานการออกแบบของ มิตา-รมิตา เสน่ห์ วัย 21 ปี นักศึกษาภาควิชาศิลปะอุตสาหกรรม สาขาออกแบบสิ่งทอ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่นำไอเดียจากความชอบของแม่ที่ชื่นชอบการกินถั่วลิสงต้มมาก เธอจึงปิ๊งแนวคิดน่าจะพัฒนาเปลือกถั่วที่แม่ทิ้ง มาพัฒนาไปเป็นวัสดุของตกแต่งบ้านสุดเก๋
ปัจจุบัน มิตา กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ที่ภาควิชาศิลปะอุตสาหกรรม คณะถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่สอนให้เธอเรียนรู้ด้านวัสดุที่แตกต่าง เธอเลือกเรียนภาควิชานี้เพราะสอนเกี่ยวกับเทคโนโลยีการทอ การย้อม การเพนต์ และการถัก โดยมิตาสนใจด้านวัสดุมากเป็นพิเศษ
“ดิฉันชอบเท็กซ์ไทล์ เพราะชอบเย็บผ้าเหมือนแม่ และดิฉันเลือกเรียนสาขานี้ เพราะเครื่องนุ่งห่มเป็นปัจจัยสี่ของมนุษย์ เรียนเพื่อได้ทั้งเป็นนักออกแบบสิ่งทอที่อยู่ในงานตกแต่งบ้านหรือแฟชั่นดีไซน์ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องออกแบบเสื้อผ้าอย่างเดียว ซึ่งวัสดุภายในบ้านด้านเท็กซ์ไทล์ ได้แก่ ผ้าม่าน โซฟา ฯลฯ ถ้าออกแบบเครื่องแต่งกายเรียกแฟชั่นดีไซน์ แต่เท็กซ์ไทล์จะเรียนสำหรับเครื่องใช้ที่ใช้ในชีวิตจริงๆ หรือดิฉันจะผันตัวเองไปเป็นนักออกแบบกราฟฟิก ออกแบบลายบนเสื้อผ้า หรือนักออกแบบตกแต่งภายในก็ได้ ซึ่งภาคศิลปะอุตสาหกรรมคือการออกแบบผลิตภัณฑ์อินดัสเทรียล ดีไซน์ สามารถผลิตของได้ในจำนวนมากๆ”
ความภาคภูมิใจล่าสุดของมิตา คือ โปรเจกต์ “พีนัท เบทเทอร์” เป็นโครงการออกแบบเคหะสิ่งทอจากเปลือกถั่วลิสง เธอเลือกเฉพาะเปลือกถั่ว เพราะมักเห็นในถังขยะเต็มไปหมด เธอจึงอยากนำเปลือกถั่วให้เป็นมากกว่าแค่ปุ๋ย มิตานำเปลือกถั่วมาติดบนชิ้นงานแล้วระบายสีลงไป ทำให้ชิ้นงานมีลักษณะ 3 มิติ
ในระยะแรก เธอพบอุปสรรคคือต้องใช้เปลือกถั่วเป็นจำนวนมาก เธอจึงไปหาซื้อจากร้านจำหน่ายปุ๋ย ซึ่งใช้เปลือกถั่วลิสงที่เขาใช้ในการเกษตร โดยเสิร์ชจากกูเกิล และพุ่งเป้าไปแหล่งวัตถุดิบที่ จ.ลพบุรี ที่ทำการเกษตรปลูกถั่วลิสงที่นำถั่วลิสงมากะเทาะนำเมล็ดไปปลูกต่อและเหลือเปลือกทิ้ง ซึ่งยอมจำหน่ายเปลือกถั่วให้เธอในราคาถูก 5 กิโลกรัม 30 บาท ต้นทุนสร้างสรรค์วัตถุดิบจึงไม่สูงนัก
“เปลือกถั่วเป็นวัตถุดิบธรรมชาติ เมื่อใช้ไม่หมดจึงเกิดเชื้อราได้ง่าย ดิฉันจึงไปปรึกษาและศึกษากับคณะนาโนของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มีสารอยู่ตัวหนึ่งช่วยไม่ให้เปลือกถั่วเป็นเชื้อราได้คือ สารซิงค์ออกไซด์ มันจะมีตัวช่วยยับยั้งการเกิดขึ้นของแบคทีเรียบนเปลือก เก็บเปลือกถั่วไว้นานเท่าไหร่ก็ไม่เกิดเชื้อรา ดิฉันจึงใส่สารตัวนี้ลงไปทั้งตอนปั่นเปลือกถั่วลิสงให้ละเอียดกับขั้นตอนการย้อมสี
ตอนแรกดิฉันนึกถึงเท็กซ์เจอร์ของไม้ค็อกที่ใช้ทำจุกไวน์ มันเป็นไม้ที่เขาสามารถนำไปตกแต่งบ้านได้ด้วย หรือเอาไปทำเป็นบอร์ด ดิฉันคิดว่าเอาเปลือกถั่วลิสงไปทำอย่างนั้นก็ได้ ดิฉันจึงเอาไปเปลี่ยนรูปแบบด้วยการปั่นให้ละเอียด”
เมื่อได้เปลือกถั่วลิสงชิ้นเล็กๆ แล้ว ขั้นตอนการสร้างงานต่อไปคือ นำเปลือกถั่วลิสงที่ผ่านการปั่นด้วยเครื่องมูลิเนค (หากเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต้องใช้เครื่องจักรในการปั่น) แล้วนำเศษเปลือกถั่วลิสงที่ละเอียดๆ ไปผสมกับกาว นำมารีดด้วยลูกกลิ้งไม้ โดยนำแผ่นพลาสติกมาวางด้านบนกับด้านล่าง
“พอรีดได้เป็นแผ่นๆ แล้ว ดึงพลาสติกออกและนำไปตากแห้ง ก็จะได้เป็นแผ่นๆ จากนั้นดิฉันจะออกแบบลวดลายในคอมพิวเตอร์ และนำแผ่นเปลือกถั่วลิสงที่ได้ไปเลเซอร์ตัดตามลายรูปทรงเรขาคณิต เพราะดิฉันชื่นชอบบ้านสไตล์โมเดิร์นลอฟต์เป็นพิเศษ มันดูเรียบง่ายและสะท้อนความดิบของวัสดุได้ดี พอได้เป็นแผ่นๆ ทำให้เห็นลายเนื้อถั่วเป็นผืนๆ แผ่นๆ ได้เป็นชิ้น ก็สามารถนำมาประกอบกัน เช่น ประดับบนโคมไฟ หรือทำเป็นกรอบรูปตั้งโชว์หรือติดบนผนัง กลายเป็นงานศิลปะบนผนังก็ได้ โดยผ่านการใส่สีผสมเข้าไปให้มีความหลากสี ดิฉันมีแผ่นเปลือกถั่วลิสงทั้งหมด 4 สี”
สีแรกเกิดจากการฟอกเป็นสีธรรมชาติที่ทำให้สีอ่อนลง 2.ย้อมด้วยอัญชัน 3.ย้อมด้วยกระเจี๊ยบ และอื่นๆ จนเกิดเป็นแผ่นต่างสี สามารถนำมาต่อกันให้เกิดลวดลายได้ เพื่อหลีกหนีความจำเจ โดยผลงานของมิตาสามารถนำมาต่อยอดได้ นอกจากโคมไฟ กรอบรูป และประดับผนังแล้ว ยังนำไปเป็นผ้าปูโต๊ะได้อีกด้วย
ทุกอย่างผ่านกระบวนการคิดราว 1 ปี โดยได้รับเสียงชื่นชมจากอาจารย์เป็นอย่างมาก กว่าชิ้นงานจะประสบความสำเร็จเธอพบกับอุปสรรคและหาหนทางแก้ไขอยู่หลายครั้ง
“อุปสรรคอื่นๆ ที่ดิฉันได้เรียนรู้คือ หลังจากส่งงานรอบสุดท้ายไปแล้ว ดิฉันก็นิ่งนอนใจ พอได้วัสดุมาแล้วก็ไม่ได้คิดถึงผลิตภัณฑ์ต่อยอดต่อไป เรียกว่าดิฉันขี้เกียจในตอนต้น กว่าจะเริ่มได้จริงใช้เวลานานมาก พอเจอเพื่อนที่เริ่มงานไปแล้ว ดิฉันทำงานช้ากว่าเพื่อนถึง 1 เดือน ทำให้ดิฉันคิดว่าไม่ได้แล้ว เรียกว่ามีเพื่อนเป็นตัวกระตุ้น คืองานเพื่อนจะเสร็จแล้ว แต่งานดิฉันยังไม่ถึงไหนเลย ดิฉันจึงรีบถีบตัวเองทำงานทุกวันอย่างทุ่มเท จากนั้นก็มุ่งมั่นจนทำงานได้สำเร็จ นอกจากนี้ปัญหาเรื่องสุขภาพก็มี เพราะเมื่อปั่นเปลือกถั่วลิสงได้เป็นอณูเล็กๆ ทำให้เปลือกเข้าตาจนเกิดอาการตาแดงและเป็นตากุ้งยิง ก็ต้องหาวิธีป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัย
ดิฉันเป็นเด็กรุ่นใหม่ ดิฉันคิดว่าอาจจะยังไม่มีคนคิดนำเปลือกถั่วลิสงไปทำ อาจเป็นการเลือกเห็นสิ่งที่แทบจะไร้ค่า แต่เราสามารถนำมาเพิ่มมูลค่าได้ ดิฉันคิดว่าจุดนี้น่าจะทำให้คนหันมารักษ์โลกมากขึ้น ทำให้เขาเห็นค่าของสิ่งของรอบตัว คิดใส่ไอเดียเข้าไป อาจจะเกิดสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ได้”
สิ่งที่มิตาคาดหวังก็คือ อาจจะมีคนรักการตกแต่งบ้านเห็นชิ้นงานของเธอและเกิดการสนใจ ซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบของเปลือกถั่วลิสงไปตกแต่งบ้านบ้างก็ได้
“ดิฉันอยากทำให้เปลือกถั่วลิสงมีมูลค่ามากขึ้นไปอีก ดิฉันอาจสร้างแบรนด์ของตัวเองก็ได้ หากได้สร้างสรรค์งานต่อ จะพัฒนาขึ้นจากคอลเลกชั่นเดิมๆ ทำให้ใช้ได้จริงมากขึ้น ทำได้ในปริมาณมากๆ สำหรับการขายในเชิงธุรกิจมากขึ้นค่ะ”
ใครสนใจแนวคิดของมิตา สามารถติดต่อได้ที่ happymitar@gmail.com หรือไลน์ไอดี happymitar



