ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/581796
- วันที่ 21 ก.พ. 2562 เวลา 13:00 น.

เรื่อง กาญจนา ภาพ รอยเตอร์ส
โดยปกติมนุษย์ทุกคนจะมีป้อมปราการป้องกันความเครียด แต่สำหรับบางคนเกราะป้องกันนี้หล่นหายไป ซึ่งไม่เพียงทำให้ความเครียดเข้ามาปะทะจิตใจ แต่มันยังเข้ามาทำลายสมอง มีการศึกษาหนึ่งในสหรัฐอเมริกาได้ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสมองในชายและหญิงวัยกลางคนจำนวนกว่า 2,000 คน พบว่ามีความเชื่อมโยงกันระหว่างขนาดของสมองที่เล็กลงกับระดับฮอร์โมนความเครียด “คอร์ติซอล” ที่สูงขึ้น หมายความว่า เมื่อมีความเครียดมาก ยิ่งทำให้ความจำเสื่อมลง ซึ่งผลการศึกษานี้ไม่ได้เป็นชิ้นแรกที่ระบุถึงความสัมพันธ์ดังกล่าว ยังมีการศึกษาอีกชิ้นในสวีเดนเมื่อปี 2560 บ่งชี้ว่าขนาดของสมองที่เล็กลงมีส่วนเกี่ยวโยงกับการทำงานที่มีความเครียดสูง
คำถามคือ ความเครียดกลายเป็นตัวการทำลายสมองมนุษย์ตั้งแต่เมื่อไร เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ป้อมปราการป้องกันความเครียดทำงานช้าลงกว่าอดีตที่ผ่านมา ตัวอย่างไลฟ์สไตล์ที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น
1.เคลื่อนไหวเร็วขึ้น
ก่อนถึงยุคเทคโนโลยีที่ทุกคนต้องเร่งรีบตามความเปลี่ยนไปของโลก การเคลื่อนไหวช้าๆ หรือที่รู้จักกันในคำว่า สโลว์ไลฟ์ คือจังหวะชีวิตที่สามารถรักษาระดับคอร์ติซอลให้อยู่ในระดับต่ำ แต่เมื่อทุกคนต้องเคลื่อนไหวเร็วขึ้นจึงทำให้ระดับคอร์ติซอลสูงขึ้นตามไป อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ใช่การออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายดีต่อสุขภาพและช่วยลดความเครียดได้ดี
2.แสงไฟจากมือถือ
เมลาโทนิน คือ ฮอร์โมนที่ร่างกายจะหลั่งเมื่ออยู่ในความมืดสนิทยามกลางคืน ซึ่งช่วยบำบัดความวิตกกังวลที่พบเจอมาตลอดวัน ซึ่งในอดีตมนุษย์อยู่ในความมืดเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน แต่ทุกวันนี้แม้จะปิดไฟ คนก็ยังติดอยู่กับโทรศัพท์มือถือจนนาทีสุดท้ายก่อนเข้านอน ซึ่งแสงสว่างและแสงสีฟ้าจากหน้าจอส่งผลต่อการหลั่งเมลาโทนิน และส่งผลต่อการกำจัดความวิตกกังวลของร่างกาย
3.กังวลกับเสียงแจ้งเตือน
ปัจจุบันการสื่อสารผ่านแชตแทบเป็นการสื่อสารหลัก ซึ่งมันดึงดูดความสนใจให้ต้องคอยมองและเช็กอยู่ตลอดว่ามีข้อความเข้าหรือไม่ ส่งผลให้สมองไม่ผ่อนคลายหรือยึดติดอยู่กับความเครียด ต่างจากในอดีตที่การสื่อสารเป็นแบบเห็นหน้าหรือพูดคุยกัน ทำให้สมองได้พักหลังการสนทนาจบลง
4.อยู่คนเดียว
เนื่องจากเทคโนโลยีทำให้คนเจอหน้ากันน้อยลง แต่คุยกันผ่านหน้าจอมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวเริ่มหายไปซึ่งการเป็นส่วนหนึ่งในสังคมจะทำให้รู้สึกปลอดภัยและบำบัดความเครียด อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีป้องกันผลกระทบจากความเครียดได้ด้วย การเดิน พยายามเดินให้มากที่สุดเท่าที่มีโอกาส เช่น ลุกขึ้นเดิน 5 นาทีทุกๆ ชั่วโมง เดินไปรดน้ำต้นไม้ในสวนหลังบ้าน เดินไปคุยกับเพื่อนบ้าน จูงหมาออกไปเดินเล่น เพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวช้าๆ ไม่เร่งรีบ ดีกว่าการนั่งอยู่ที่เดิมตลอดวันและคิดฟุ้งซ่านถึงความวิตกกังวล นอนในความมืดสนิท การนอนที่ดีทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างแท้จริงซึ่งวิธีที่ดีคือ ต้องปิดไฟให้ห้องมืดสนิท หลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่ในช่วงเย็น ปิดเสียงให้เงียบ ไม่ดื่มกาแฟตอนเย็น ไม่ออกกำลังกายหนักๆ ช่วงเย็น เพื่อให้ร่างกายได้บำบัดความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ
จากนั้นเพื่อแก้ปัญหาเช็กมือถือตลอดเวลา อาจลองวางเงื่อนไขให้ตัวเอง เช่น กำหนดเวลาในการเช็กมือถือ และควบคุมระยะเวลาการใช้ระหว่างวัน เพื่อให้คุณสามารถทำอย่างอื่นได้อย่างจริงจังโดยที่ไม่มีเสียงเตือนรบกวน นอกจากนี้การเข้าสังคมยังเป็นยารักษาความเครียดที่ดีเยี่ยม ดังนั้นการอยู่กับครอบครัว การนัดเพื่อนกินข้าว และการเล่นกีฬาเป็นทีม นับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ช่วยกำจัดความเครียดได้ในขณะเดียวกัน
ไม่เพียงเพื่อการบำบัดความเครียดเท่านั้น ทั้งหมดที่กล่าวมายังเกี่ยวโยงไปถึงสุขภาพของสมองที่จะแข็งแรงและมีความจำดี เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกาย เพียงรู้ทันความเครียดและปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้สมดุล n