ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/582126
- วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 15:52 น.

เรื่อง: อณุสรา ทองอุไร-วันวิสา เหมือนศรี
กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ ด้านการศึกษานั้นเขาเรียนจบทางด้านวิศวกรรมโยธา แล้วก็ทำงานตามสายงานที่เรียนมาโดยเป็นไซน์เอนจิเนียร์ อยู่ที่บริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่อยู่หลายปี ก่อนที่จะมาเปิดบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของตัวเองเมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา มีทั้งโครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโด หลากหลายแบรนด์ ที่เปิดตัวล่าสุดคือ แอทโมซ์, โมดิซ, เคปทาวน์, บราวน์ คอนโด ซึ่งมีทั้งโลว์ไรส์และไฮไรส์ จะเน้นคอนโดตามแนวรถไฟฟ้าหลายเส้นทาง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสายสีเขียว โดยเขาจะไม่ได้สะสมที่ดินไว้ก่อน แต่จะซื้อไป สร้างไป ขายไป โชคดีที่เป็นบริษัทขนาดกลาง บริหารงานรวดเร็ว ทันการซื้อที่ปุ๊บสร้างปั๊บ ปิดการขายได้เร็ว และคาดหวังที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตอันใกล้นี้
“เพราะโตมาจากบริษัทเล็กๆ อีกทั้งราคาที่ดินที่สูงขึ้นทำให้ไม่สามารถสะสมไว้ได้ เมื่อซื้อไปทำไปและทำด้วยความรวดเร็ว ทีมงานมาก บริษัทโตซื้อที่ซื้อมาก็ยังไม่ทันเก็บก็ต้องทำ ขายเรื่อยๆ แบบพอดีเวลาโครงการนี้ใกล้จบ อีกโครงการขึ้นต่อทันที มันทำให้ต้องทำงานเร็ว คิดเร็ว ทำเร็ว ตลอดเวลา พอเรื่องงานมันเร็วไปหมด ดังนั้นวันหยุดก็จะขอใช้ชีวิตช้าๆ บ้าง อะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวจะไม่เร่งรีบ เพื่อรักษาสมดุลไม่งั้นจะเร็วไปเสียทุกเรื่อง มันต้องมีช้ามีเร็วสลับกันไป” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม
เขาเล่าต่อถึงเรื่องงานว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในยุคนี้มีการแข่งขันสูงมาก แต่ก็ในบางทำเล ถ้ารู้ว่าตรงนั้นมีคอนโดขึ้นเยอะเกินไปแล้วก็ไม่ควรจะไป แต่ถ้าจำเป็นต้องไปก็ต้องสร้างจุดขายเพิ่ม เช่น เพิ่มพื้นที่สีเขียว สวนใหญ่ขึ้น สระว่ายน้ำกว้างขึ้น ฟิตเนสมีเครื่องเล่นเยอะกว่า มีของแถมเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องเพิ่ม มีส่วนลดเพิ่ม คือให้มากกว่าคนอื่น ที่สำคัญตัวห้องต้องมีดีไซน์ที่สวย จุดเด่นที่ทำให้ขายดีเพราะว่าเวลาที่ลูกค้ามาดูห้องแล้วจะชอบดีไซน์
สำหรับชีวิตนอกเหนือเวลางานของเขานั้น วันเสาร์-อาทิตย์ ถ้าไม่มีงานหรือต้องไปดูที่ดินเขาพยายามจะใช้ชีวิตเนิบช้าอยู่กับธรรมชาติ ได้นั่งคิดทบทวน ได้อยู่กับตัวเองบ้าง หลีกจากความวุ่นวายในชีวิตการทำงานลงบ้าง พวกนี้คือเวลาที่เขารีแลกซ์ มีความสุข งานอดิเรกหลายอย่าง เขาบอกว่า
“อันนี้แล้วแต่ไทม์ไลน์เลยครับ ชอบอะไรที่มันเป็นอาร์ตหน่อยๆ อย่างตู้เพลงก็จะเป็นพวกตู้เพลงเก่า ผมชอบที่ดีไซน์ ส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ชอบฟังเพลงแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นกับไอโฟนสมัยก่อนที่มันฟังเพลงได้เยอะมาก แล้วก็ต้องซื้อตัวเครื่องเล่น MP3 พอมันอยู่ในไอโฟนแล้วมันฟังได้เยอะมาก เราก็อยากให้พ่อแม่ฟังเพลงบ้าง แต่เขาใช้ไอโฟนไม่เป็น
คิดไปคิดมาต้องเป็นตู้เพลง แล้วก็ได้ตู้เพลงมาตู้หนึ่ง เราก็หาแผ่น มันก็ต้องเป็นยุคพ่อแม่เรามันก็เป็นอารมณ์แบบว่าหาแผ่นเจอตู้หาตู้เจอแผ่นไปเรื่อยๆ จนเต็มไปหมด กลายเป็นไปตามเก็บมาสะสมได้ประมาณ 40 ตู้ (หัวเราะ) แค่จะไว้ให้พ่อแม่ฟังเพลงแค่ตู้สองตู้ก็พอ ตอนนี้กองไว้อย่างเดียวเลย แต่ทุกตู้ใช้ได้หมดนะครับ วันดีคืนดีก็เปิดให้พ่อแม่ฟังเพลงเก่าหรือเพลงยุคเราเป็นวัยรุ่น นึกถึงความทรงจำ ความสุขวัยเด็กของเรา”
เขาบอกว่าไม่แน่ในอนาคต เคยมีความคิดที่อยากจะเปิดเป็นร้านกาแฟเป็นแบบพิพิธภัณฑ์ไว้โชว์ของเก่า เรื่องนี้ก็ยังอยู่ในแพลนที่อยากจะทำอยู่ เขาคิดว่าเขาน่าจะเก็บเยอะที่สุดในประเทศ โดยเฉพาะตู้เพลงยี่ห้อซีเบิร์ก Seeburg จากเยอรมนี ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2 หมื่นกว่าบาท ไปจนถึง 2 แสนกว่าบาท เพราะบางตู้อาจจะมีแค่ตู้เดียวในประเทศไทย
นอกจากนี้ เขาก็ยังเลี้ยงปลาคาร์ป เลี้ยงไว้เกือบ 50 ตัว จากตอนแรกแค่ 9 ตัว ราคาตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหมื่น การได้ดูเขาโตได้ให้อาหาร ได้นั่งมองชิลๆ อยู่กับอารมณ์ตัวเอง แล้วเขาก็ซื้อที่แปลงเล็กๆ ข้างบ้านไว้สำหรับทำสวน เขาบอกว่ามันไม่ได้เป็นสวนสวยๆ นะ แต่คือมีที่เหลืออยู่ด้านหลังและด้านข้างของบ้าน ก็เลยอยากให้คุณแม่เอาไว้ปลูกต้นไม้ เพราะที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่ ตั้งใจให้พี่ๆ น้องๆ มาซื้อบ้านติดๆ กัน คุณแม่ชอบทำกับข้าวเองให้ลูกๆ หลานๆ ได้กิน เห็นข่าวผักทุกวันนี้มีสารพิษมากมาย ไม่ค่อยสบายใจพอมีที่เหลืออยู่สัก 40-50 ตร.ว. ก็เลยเก็บไว้ปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง เป็น มะนาว ตะไคร้ มะละกอ ชะอม แคนตาลูป แต่ที่เยอะสุดจะเป็นกล้วย ที่จริงแล้วผมชอบดอกไม้ ซื้อมาปลูกแรกๆ ก็เยอะอยู่ แต่คุณแม่เขาชอบพืช ผักผลไม้ มากกว่า หลังๆ เลยกลายเป็นไม้กินมากกว่าไม้ดอกไม้ประดับ
“คือผมมาทำสวนนี่ก็เพื่อให้แม่เดินออกไปรดน้ำต้นไม้ ท่านจะได้ออกกำลังกาย มีอะไรทำเพลินๆ ให้มีสีเขียวให้สบายใจสบายตา เหมือนมีซูเปอร์มาร์เก็ตของครอบครัว แม่จะได้ให้ไปเก็บผักให้มีกิจกรรมทำ ได้ออกกำลังกายจริงๆ พี่ชายผมก็ชอบทำสวน แต่ว่าเป็นที่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งก็อยู่ไกลพอสมควร เลยไม่สะดวกไปบ่อยๆ แล้วสวนก็อยู่ใกล้กับออฟฟิศ เวลามีกล้วย มะละกอ แคนตาลูป หรือผักออกเยอะๆ ก็มาแบ่งให้พนักงานได้กินด้วยกัน เพราะผลผลิตที่สวนนี้ไม่ขาย ไว้ให้คนในครอบครัวกิน เหลือก็แจกพนักงาน ทุกคนจะกินได้อย่างสบายใจ เพราะปลูกแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีเลย จะใช้พวกปุ๋ยคอก ขี้หมู ขี้วัว แบบนี้แทน อะไรพอเลือกที่จะทำให้ชีวิตดีๆ ปลอดสารเคมีได้ แม้น้อยนิดเราก็จะทำ อยากให้คนในครอบครัวและพนักงานสุขภาพดี” เขาเล่าอย่างตั้งใจ
เขายกตัวอย่างให้ฟังว่า เขาจะสนับสนุนให้พนักงานได้ไปออกกำลังกาย เช่น ถ้าพนักงานอยากเรียนโยคะและมีการรวมตัวกันได้เกิน 12 คนขึ้นไป สามารถจ้างครูมาสอนได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง แล้วออฟฟิศจะจ่ายค่าครูให้ หรือถ้ามีทริปวิ่งการกุศลต่างๆ ถ้าพนักงานรวมตัวกันได้สัก 15 คน บริษัทก็จะจ่ายค่าสมัครให้ มีมุมคลายครียด มีโต๊ะปิงปองไว้เล่นเวลาพักเบรกหรือหลังเลิกงาน
“เราอยากให้ทุกคนมีความสุขในการทำงาน เมื่อพนักงานมีความสุข เขาจะทำงานได้สบายใจไร้กังวล ผลงานก็จะออกมาดี สุขภาพก็ดี ไม่เจ็บป่วยง่าย องค์กรก็ได้ผลดีไปด้วย ถ้าเราใส่ใจสุขภาพกายสุขภาพใจทีมงานแบบคนในครอบครัว ผลลัพธ์ก็ดีทั้งพนักงานและบริษัท” เขากล่าวอย่างตั้งใจ


