ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/581431
- วันที่ 25 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay.com
ในการออกกำลังกาย ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร่างกายหมดแรงนอกจากการขาดอาหารที่เพียงพอก่อนการวิ่งแล้วก็คือ การขาดน้ำ โดยเฉพาะการวิ่งในระยะทางไกล ร่างกายจะเสียน้ำมาก หากไม่มีการดื่มน้ำเข้าไปชดเชย จะทำให้ร่างกายขาดน้ำ และหากขาดอย่างต่อเนื่องจะทำให้ร่างกายอ่อนแรงลงโดยอัตโนมัติ อันเป็นผลจากร่างกายต้องเซฟให้ปลอดภัยมากที่สุด
การดื่มน้ำระหว่างการวิ่งจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าคุณจะวิ่งระยะทางเท่าไรก็ตาม เพราะการวิ่งทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ในกรณีที่วิ่งระยะทางไกลๆ อุณหภูมิจะขึ้นสูงราวๆ 1 องศาเซลเซียส แม้ว่าร่างกายจะพยายามระบายความร้อนผ่านทางเหงื่อ แต่ความร้อนที่ระบายออกมาพร้อมกับเหงื่อ ก็ยังน้อยกว่าความร้อนที่เกิดขึ้นในกระบวนการเผาผลาญพลังงานภายในร่างกาย
การดื่มน้ำเข้าไป จะช่วยลดอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ส่วนเกินจะถูกขับทางเหงื่อระบายความร้อน ดังนั้นน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญระหว่างการวิ่งอย่างขาดเสียไม่ได้
คำถามคือ เราควรจะดื่มน้ำมากแค่ไหน หากเป็นหลักวิชาการจะแบ่งการดื่มน้ำระหว่างการวิ่งออกกำลังกายไว้ 2 แนวทางก็คือ ดื่มเมื่อกระหาย และดื่มตามน้ำหนักตัว แล้วคำนวณตามอัตราการเสียเหงื่อเพื่อดื่มชดเชยอย่างพอดี แบบที่สองนี้แทบจะไม่มีใครใช้กันเพราะยากที่จะตรวจวัด เพราะมีปัจจัยเรื่องอุณหภูมิระหว่างวิ่ง อีกทั้งคนเราก็ขับเหงื่อได้ไม่สม่ำเสมอตลอดเวลา
แนวทางที่เหมาะสมที่สุด คือการดื่มเมื่อรู้สึกกระหาย และอย่าดื่มมากเกินไป เพราะร่างกายไม่ได้ขับเหงื่อออกมามากขนาดนั้น หากเป็นงานแข่งมาราธอน เราจะพบว่ามีจุดบริการน้ำดื่มทุกระยะทาง 2.5 กิโลเมตร หลายคนเลือกที่จะไม่หยุดรับน้ำทุกจุด เพราะคิดว่าจะทำให้เสียเวลา แต่ในความเป็นจริงแล้วนักวิ่งที่ดื่มน้ำไปตลอดการแข่งจะทำเวลาได้ดีกว่า เพราะร่างกายสดชื่นกว่านักแข่งที่ฝืนวิ่งไปรับน้ำอีกจุดเพื่อขึ้นนำกลุ่ม โดยเฉพาะการวิ่ง 10 กิโลเมตรขึ้นไป ในเรื่องการดื่มน้ำจะดื่มเพียง 1 ใน 3 หรือดื่มเพียงครึ่งแก้วเท่านั้น ที่เหลือใช้ราดตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย
จึงเป็นคำตอบที่หลายคนสงสัยกันว่านักวิ่งรับน้ำแล้วทำไมไม่ดื่มให้หมดแก้ว เอามาราดตัวทิ้งทำไม ที่จริงคือเขาใช้ลดอุณหภูมิไปด้วยในตัว
นอกจากนี้เราควรเลี่ยงการรับประทานยาแก้ปวด อย่างแอสไพรินเพราะจะทำให้ร่างกายบวมน้ำ หรือเก็บน้ำมากเป็นพิเศษส่งผลต่อน้ำหนัก และความเร็วในการวิ่งโดยตรง
หากคุณต้องวิ่งต่อเนื่องโดยใช้เวลาเกิน 4 ชั่วโมงขึ้น ต้องสังเกตอาการตัวเองอยู่ตลอดเวลา เช่น รู้สึกอึดอัด หายใจลำบาก หัวใจเต้นผิดปกติ เวียนหัว คลื่นไส้ นั่นคืออาการของนักวิ่งที่ขาดน้ำ และระบบร่างกายกำลังมีปัญหา ในกรณีวิ่งแข่งระดับนี้ จะใช้เครื่องดื่มเกลือแร่ให้พลังงานช่วยเสริมให้ร่างกายสดชื่นอย่างรวดเร็ว
หลังจบการวิ่งสิ่งที่ควรทำก็คือ การดื่มน้ำอย่างช้าๆ ออกกำลังเบาๆ ทำท่าคูลดาวน์ จนร่างกายเป็นปกติ อาบน้ำและพักสัก 20-40 นาที ก่อนรับประทานอาหาร
สรุปใจความสำคัญก็คือ ดื่มน้ำแต่พอดีอย่ามากไปหรือน้อยไป ดื่มเป็นระยะและสังเกตการเต้นของหัวใจและความผิดปกติอื่นๆ ซึ่งจะทำให้คุณวิ่งถึงเส้นชัยอย่างรวดเร็วและปลอดภัย