ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/332476

‘ครูนัท’หยุด 1 วันหลังบาดเจ็บวิ่ง’โครงการล้านก้าว’หารายได้ซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้ 2 รพ.ชายแดนกาญจน์
‘ครูนัท’ ครูหนุ่มใจหล่อสอนศิลปะโรงเรียนโยธินบูรณะ ออกวิ่งตาม “โครงการล้านก้าว” หารายได้สมทบทุนซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ 2 โรงพยาบาลชายแดน “รพ.ทองผาภูมิ-สังขละบุรี” กาญจนบุรีที่วิ่งมาตั้งแต่ 3 เมษายน วันนี้เกิดอาการบาดเจ็บ ต้องหยุดวิ่งพักร่างกายที่นครปฐม อีก 1 วัน ขณะที่ยอดบริจาคทะลุกว่า 3.5 ล้านบาทแล้ว
วันนี้ (11 เม.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนายณัฐวัฒน์ โรจน์สุธี หรือครูณัฐ อายุ 35 ปี ครูสอนวิชาศิลปะ โรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพฯ ได้วิ่งออกจาก รพ.ทองผาภูมิ ตั้งแต่เช้าวันที่ 3 เม.ย.ตามโครงการล้านก้าว จุดประสงค์เพื่อหารายได้สมทบทุนซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบให้กับ รพ.ทองผาภูมิ และ รพ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่มีความจำเป็น เช่น ชุดอุปกรณ์ช่วยชีวิตทารกแรกคลอด ,เครื่องบันทึกการบีบตัวของมดลูก, เครื่องติดตามสัญญาณชีพและวัดระดับออกซิเจน,เครื่องวัดความดันโลหิต และเครื่องมืออื่นๆ รวมมูลค่าประมาณ 1,104,000 บาท
นพ.กฤษดา วุธยากร ผอ.โรงพยาบาลสังขละบุรี เปิดเผยว่า ด้วยโรงพยาบาลสังขละบุรี เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาสูง ระยะทางห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 229 กิโลเมตร การเดินทางยากลำบาก ลาดชันโค้งและคดเคี้ยว ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และเป็นต่างด้าว ไม่มีเงินชำระรักษาค่าพยาบาล ทำให้ฐานะทางการเงินและเงินงบประมาณของโรงพยาบาล เพื่อการจัดซื้อครุภัณฑ์การแพทย์ทดแทนหรือซื้อใหม่ไม่มี และครุภัณฑ์การแพทย์ที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีไม่เพียงพอ และที่มีอยู่ก็เริ่มชำรุด ซึ่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทางโรงพยาบาลต้องการสนับสนุนหลักๆ มี 2 ชนิดคือ เครื่องจี้ห้อง OR ราคา 98,000 บาท และเครื่องติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ วัดความดันโลหิตอัตโนมัติ และวัดปริมาณความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดห้องไตเทียม ราคา 99,000 บาท รวม 197,000 บาท
ด้าน พญ.นวลจันทร์ เวชสุวรรณมณี ผอ.โรงพยาบาลทองผาภูมิ เปิดเผยว่า โรงพยาบาลทองผาภูมิเป็นโรงพยาบาลระดับกลาง ขนาด 90 เตียง มีบุคลากรทางการแพทย์ 225 คน มีคณะแพทย์12คน และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสูตินารี มีเครื่อง ct scan เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องโรคเส้นเลือดตีบ จากความช่วยเหลือของโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ซึ่งหากโรงพยาบาลทองผาภูมิสามารถเป็นศูนย์รับส่งผู้ป่วยได้ จะส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยที่ต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา มีจำนวนลดลง การบริการด้านสาธารณสุข ภาพรวมของจังหวัดกาญจนบุรีจะดีขึ้น ประชาชนจะไม่ต้องมาแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการไปรักษาตัวที่จังหวัด
.jpg)
ตนเองในนามของบุคคลากรของโรงพยาบาลทุกคนและพี่น้องประชาชนชาวทองผาภูมิต้องขอขอบคุณครูนัทและทีมวิ่งทุกคนและขออวยพรให้การวิ่งครั้งนี้สำเร็จลงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ และขณะนี้ทราบว่ามีประชาชนทั่วทั้งประเทศร่วมกันบริจาคเงินเข้าโครงการล้านเก้าของครูณัฐแล้วมากกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งก็เพียงพอต่อความตั้งใจของครูณัฐ และทีมงานที่จะจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทางโรงพยาบาลทองผาภูมิ และโรงพยาบาลอำเภอสังขละบุรี ต้องการ
สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลทองผาภูมิยังขาดแคลนและมีความจำเป็นต้องใช้ รวม 8 รายการ ประกอบด้วย
1. ชุดอุปกรณ์ช่วยชีวิตเด็กทารกแรกคลอด 1เครื่อง ราคา 380,000 บาท
2. เครื่องบันทึกการบีบตัวมดลูก 1 เครื่อง ราคา 150,000 บาท
3. เครื่องติดตามสัญญาณชีพและวัดระดับอุณหภูมิ 2 เครื่อง ราคาเครื่องละ 120,000 บาท
4. เครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขน 3 เครื่อง ราคาเครื่องละ 70,000 บาทฃ
5. โคมไฟส่องเย็บแผล 1 ตัว ราคา 22,000 บาท
6.เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอล+ที่วัดส่วนสูง 2 เครื่อง ราคาเครื่องละ 25,000 บาท
7. เครื่องชั่งน้ำหนักเด็กเล็กดิจิตอล 2 ตัว ราคาตัวละ 12,000 บาท
และ 8. เครื่องฟังเสียงหัวใจเด็กทารกในครรภ์ จำนวน 1 เครื่อง ราคา 28,000 บาท รวมเงินทั้งสิ้น จำนวน 1,104,000 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา นายขวัญชัย ถิระศิลป์ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิกู้ภัยกาญจนบุรี และเป็นหนึ่งในทีมงานที่คอยติดตามดูแลครูณัฐมาตั้งแต่แรกเริ่มวิ่งที่ รพ.ทองผาภูมิ จนถึงทุกวันนี้ ได้แจ้งให้ผู้สื่อข่าวทราบว่า วันนี้ 11 เม.ย. ครูณัฐ มีอาการบาดเจ็บ เนื่องจากจังหวะที่วิ่งก่อนจะถึงจุดหมาย หน้าห้างบิ๊กซี นครปฐม ประมาณ 1 กิโลเมตร ปรากฎว่าขณะกำลังวิ่งเกิดทำของตกหล่น จึงรีบก้มเก็บอย่างกะทันหันทำให้ผิดจังหวะ ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้ออักเสบ จึงขอพักฟื้นฟูร่างกาย 1 วัน โดยจะเข้าพักที่โรงแรมริเวอร์ นครปฐม โดยได้รับความอนุเคราะห์ จากท่านนายกเบสท์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลโพรงมะเดื่อ อ.เมือง จ.นครปฐม
(1).jpg)
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันแอ๊ดมิ้นทีมงานผู้ดูแลเพจ “โครงการล้านเก้า” ได้อัพเดทยอดเงินในบัญชีธนาคารล่าสุดอยู่ที่ จำนวน 3,506,444.85 บาท ซึ่งเดิมที รพ.สังขละบุรี แจ้งวัตถุประสงค์อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นเข้ามา จำนวน 2 รายการ คือเครื่องจี้ห้อง OR ราคา 98,000 บาท และเครื่องติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ วัดความดันโลหิตอัตโนมัติ และวัดปริมาณความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดห้องไตเทียม ราคา 99,000 บาท รวม 197,000 บาท
แต่ภายหลังทางโรงพยาบาลสังขละบุรี แจ้งเพิ่มเข้ามาอีก 3 รายการคือ 1.เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอลพร้อมที่วัดส่วนสูง 4 เครื่อง ราคาเครื่องละ 22,000 บาท รวม 88,000 บาท 2.กล้องจุลทรรศน์ ชนิด 2 ตา สำหรับชันสูตรโรค จำนวน 1 เครื่อง ราคา 65,000 บาท และ 3.เครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือด จำนวน 4 เครื่อง ราคาเครื่องละ 60,000 บาท รวม 240,000 บาท ทางแอดมินจึงโพสต์ในเพจ ขอเพิ่มเป็นบริจาคเครื่องมือที่ทาง รพ.ขาดแคลน เป็นเงิน 590,000 บาท ตามรายการที่เราขอให้ทาง รพ. แจ้งสิ่งที่จำเป็นเพิ่มเติมเข้ามา
ผู้สื่อข่าวรายงานท้ายสุดว่า สำหรับจุดประสงค์ในการวิ่งของนายณัฐวัฒน์ โรจน์สุธี หรือครูณัฐ ครูสอนวิชาศิลปะ โรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพฯ ซึ่งครูณัฐ เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเอาไว้เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่หน้า รพ.ทองผาภูมิ ว่า ตั้งใจจะวิ่งที่หน้าสำนักงานที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก เพื่อรณรงค์ต่อต้านการฆ่า และการล่าสัตว์ป่าทุกชนิด
แต่ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เคยใช้เวลามาทำค่ายให้กับเด็กๆ ที่อาศัยตามหมู่บ้านในป่าและหุบเขาในพื้นที่อำเภอสังขละบุรีและทองผาภูมิมาแล้วหลายครั้ง จึงรู้ดีถึงวิถีชีวิตของเด็กและชาวบ้านในยามเจ็บไข้ได้ป่วยที่จะเดินทางมารักษาทั้งที่ รพ.สังขละบุรี และ รพ.ทองผาภูมิ หากอาการหนักต้องส่งต่อไปรักษาที่ รพ.ในตัวเมืองกาญจนบุรี ทำไมทุกคนต้องสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตกับการเดินทางมาพบแพทย์ เป็นระยะทางไกลและลำบากขนาดนั้น หาก รพ.ทองผาภูมิ และ รพ.สังขละบุรี มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่พร้อมในการรักษาผู้ป่วย คงไม่ต้องเดินทางไกลไปรักษาในตัวเมือง
ดังนั้น จึงใช้โอกาสวิ่งเพื่อเสือดำ ระดมทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ไปด้วย แต่เราไม่ใช่คนเด่นคนดัง ที่ใครๆก็รู้จัก จึงหวังเพียงแค่ได้เงินมาสักครึ่งแสน นำไปซื้อเครื่องอะไรก็ได้ก็คุ้มแล้ว นี่คือความตั้งใจของครูณัฐ และทีมงานโครงการล้านเก้า ตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศทราบข่าว จะเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการบริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือมากมายขนาดนี้ และเชื่อว่ากว่าที่ครูณัฐ จะวิ่งถึงเส้นชัยคือที่ โรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพฯ จะมีผู้บริจาคเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน