ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/582864
- วันที่ 11 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์
พลังของเด็กหนุ่มส่องประกายผ่านแววตาและถ้อยคำที่เปล่งชัด จนเห็นภาพชัดว่านี่คือคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นพลังช่วยพยุงโลกใบนี้
“ฟิลลิป” พุทธิศักดิ์ พนมสารนรินทร์ หนุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (ภาคภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มโปรเจกต์ธุรกิจเพื่อสังคมชิ้นแรกตอนอยู่ปี 2
ปีนั้นเขาได้รับทุนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนจากสถานทูตอเมริกา หลังจากกลับมาเขามีความคิดอยากทำโครงการเพื่อสังคม โดยสังเกตจากเรื่องใกล้ตัวอย่างเสื้อผ้าออกงานสังคมของผู้หญิงที่มักใช้เพียงครั้งเดียวแล้วไม่อยากใส่ซ้ำ จนถูกมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย
“ผมลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเรามีสถานที่เก็บเสื้อผ้าแล้วส่งต่อด้วยการขายหรือให้เช่าแก่คนที่ต้องการมันต่อ มันน่าจะช่วยลดปริมาณเสื้อผ้าเหลือใช้และยังประหยัดเงินให้สาวๆ ได้ ประกอบกับตอนนั้นมีทุนตัวหนึ่งชื่อทุน Seed for the Future ของรัฐบาลสหรัฐให้นักศึกษาไทยส่งโครงการเพื่อสังคมเข้าประกวด ผมกับเพื่อนจึงเลือกประเด็นเครื่องแต่งกายของผู้หญิงและชูประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะการผลิตเสื้อผ้าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อธรรมชาติ”
เขาเล่าต่อว่า โครงการ Dress the Dream จะขอรับบริจาคเสื้อผ้าผู้หญิงที่ยังใส่ได้ (แต่ไม่อยากใส่ซ้ำ) นำไปทำความสะอาด และขาย โดยร้อยละ 70 ของรายได้จะมอบให้กับบ้านพักฉุกเฉินของสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ซึ่งเป็นสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรง จากนั้นได้ต่อยอดจากการขายตามตลาด เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ http://www.dressthedream.com
“รายได้หลักจะมาจากขายเสื้อผ้า และยังมีรายได้อีกช่องทางจากการรับทำซีเอสอาร์ (CSR) ให้กับบริษัทต่างๆ อย่างสายการบินและอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าอย่างที่เราทำอยู่ และเรายังทำกิจกรรมส่งเสริมพลังผู้หญิง เพื่อสร้างเครือข่ายผู้หญิงในเมืองให้มาแชร์ประสบการณ์ด้านต่างๆ ร่วมกันด้วย”
ด้านอุปสรรคในการทำ Dress the Dream ฟิลลิป กล่าวว่า น่าจะเป็นเรื่องทัศนคติของคำว่า “ของมือสอง” ที่ส่งผลให้สินค้าขายได้ยาก (ในขณะที่คนก็ยังบริจาคเสื้อผ้าอย่างต่อเนื่อง) เขาและทีมจึงแก้ปัญหาด้วยการแบ่งเสื้อผ้าตามคุณภาพ เสื้อผ้ากลุ่มล่างจะขายส่งให้แม่ค้าตามตลาด ส่วนเสื้อผ้าสภาพดี และเสื้อผ้าแบรนด์เนมจะขายในเว็บไซต์และตามงานอีเวนต์
“ตอนนี้ผมกำลังมีไอเดียอยากทำกระเป๋าผ้า โดยใช้ผ้าจากเสื้อผ้าที่เราขายส่งให้แม่ค้ามาเย็บให้เป็นกระเป๋าที่มีลายไม่เหมือนใคร และคนตัดเย็บจะเป็นพี่ๆ ที่บ้านพักฉุกเฉิน ดังนั้นมันจะครบทุกด้านทั้งสิ่งแวดล้อมและสตรี เพราะถุงผ้าที่ผลิตใหม่ เราต้องใช้ถุงผ้านั้นแทนถุงพลาสติก 140 ชิ้นถึงจะคุ้มค่ากับการผลิต แต่เมื่อเราสามารถผลิตถุงผ้าจากผ้าเหลือใช้ได้ ก็เหมือนเราได้ช่วยโลกตั้งแต่แรก”
ปัจจุบันโครงการ Dress the Dream เริ่มเข้าสู่ปีที่ 2 ซึ่งน่ายินดีที่ธุรกิจสามารถเลี้ยงตัวเองได้ คนทำงานได้รับค่าจ้าง และทีมขยายจาก 5 คน เป็น 12 คน รวมถึงการรับรู้ของคนก็เพิ่มมากขึ้น
หลังจากตั้งไข่ธุรกิจเพื่อสังคมชิ้นแรกได้ เมื่อปีที่ผ่านมา ฟิลลิปได้สมัครเข้าร่วมโครงการวายเท็น (YTEn-Young Thai Environmentalists 2018) ซึ่งครั้งนี้เขาต้องนำเสนอโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้ยกประเด็นการจัดการขยะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมนำเสนอไอเดียทำแอพพลิเคชั่น Map Me To Zero ที่มีฟังก์ชั่นในการนำทางให้ผู้ใช้สามารถนำขยะแต่ละประเภท เช่น ขยะอันตราย ขยะรีไซเคิล ไปยังสถานีจัดการขยะที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้ที่สุด
เมื่อถึงยังสถานีจัดการขยะแล้วแอพยังจะแสดงวิธีการจัดการขยะที่ถูกต้อง จากนั้นจะจัดเก็บสถิติของผู้ใช้แต่ละคนไว้ เพื่อแสดงเป็นกราฟฟิกรูปต้นไม้แทนปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่สามารถลดสู่ชั้นบรรยากาศ เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถทำกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ง่ายๆ ใกล้ตัว
ไอเดียดังกล่าวทำให้เขาถูกคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะ และกลายเป็นตัวแทนเยาวชนจากประเทศไทยได้ไปเข้าร่วมการประชุม COP24 (The 24th Conference of the Parties to the United Nations Framework Convention on Climate Change) ที่ประเทศโปแลนด์
ฟิลลิป กล่าวเพิ่มเติมว่า COP24 เป็นการประชุมระดับนานาชาติ เพื่อหาแนวทางยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์ โดยจะรวบรวมความคิดเห็นและงานวิจัยของกลุ่มเยาวชนจากทั่วโลก ซึ่งหากข้อเสนอแนะของกลุ่มเยาวชนเป็นที่น่าสนใจและเป็นที่ยอมรับก็มีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงปารีสที่จะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2563
“เป็น 12 วันที่ผมเครียดมาก” เขากล่าวถึงความรู้สึกที่โปแลนด์ “เพราะครั้งนี้เป็นปีแรกที่มีตัวแทนเยาวชนไทยไปร่วมการประชุม ทำให้ผมไม่มีรุ่นพี่ที่จะให้คำปรึกษา ประกอบกับมีความคิดที่ว่า เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมโดยตรงแล้วจะไปอยู่จุดไหนของเวที แต่เมื่อได้ไปเจอเยาวชนคนอื่นแล้ว ผมพบว่าไม่มีใครเรียนมาทางสิ่งแวดล้อมโดยตรงเลย บางคนเรียนกฎหมาย บางคนเรียนแฟชั่น ดังนั้นสิ่งแวดล้อมมันครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ ซึ่งต่างจากสังคมไทยที่เมื่อพูดถึงคำว่าสิ่งแวดล้อมหรืออนุรักษ์แล้วอาจจะไม่คูลสำหรับเด็กๆ หรือคิดเป็นภาพเอ็นจีโอไปเลย ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ เพราะประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทุกๆ องค์กร ทุกๆ อาชีพ สามารถมีส่วนเกี่ยวข้องได้”
หนุ่มคนนี้ยังมองเห็นว่า พลังของเยาวชนจากทั่วโลกสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้จริง เพราะเยาวชนทุกคนมีพลังของตัวเอง และจะยิ่งมากขึ้นถ้ามีผู้ใหญ่ช่วยผลักดัน “ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใหญ่ของประเทศนั้นมองเยาวชนของตัวเองยังไง ถ้ามองว่าเด็กมีพลัง เด็กก็จะมีพลัง แต่ถ้ามองเด็กเป็นเด็ก เด็กในประเทศนั้นก็จะมีพลังน้อยหรือไม่มีพลังใดๆ เลย” เขาเพิ่มเติม
นอกจากนี้ จากการประชุมที่ผ่านมาฟิลลิปยังได้รู้จักกับแนวคิด Climate CoLab ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา และนำมันมาต่อยอด โดยได้ชักชวนเพื่อนๆ จากโครงการวายเท็นมาร่วมวงจัดตั้งเป็นโครงการ Thailand Climate CoLab
โครงการ Climate CoLab เป็นการรวมตัวของนักศึกษาเพื่อระดมทุนและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน โดยให้นักศึกษาเลือกพื้นที่ใดก็ได้บนโลกนี้ที่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อเข้าไปวิจัยและหาทางแก้ไข โดยมีสถาบันเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ ดังนั้นสิ่งที่เขากำลังทำกับ Thailand Climate CoLab จะมีโมเดลคล้ายๆ กันคือ เข้าไปหาโรงเรียน วัด ร้านค้า รวมถึงชุมชน เพื่อรับฟังปัญหาหรือความต้องการด้านสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่าง คุณครูต้องการสร้างความตระหนักเรื่องโลกร้อนแต่ไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร ทีมงานจะคิดหากระบวนการ จัดหางบประมาณ และเข้าไปทำให้ แต่หลังจากนั้นโรงเรียนต้องเป็นคนดูแลต่อเอง
“ผมเคยเป็นคนหนึ่งที่คิดว่า เรามีไอเดีย มีความคิดเต็มไปหมด แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนและคิดว่ามันไม่น่าจะทำได้ เพราะเราไม่ใช่คนเก่งทุกอย่าง ซึ่งเมื่อผมได้เข้าร่วมโครงการเยาวชนมันทำให้ได้เรียนรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องทำได้ทุกเรื่อง เรื่องไหนไม่เก่งเราก็ไปหาคนเก่งมาช่วย ก็จะทำให้ทุกอย่างเป็นรูปเป็นร่างและก้าวไปได้เร็ว”
ถามว่า วาดฝันของตัวเองไว้อย่างไร เด็กหนุ่มฝันใหญ่ อยากทำงานในองค์กรระหว่างประเทศ อย่างองค์การสหประชาชาติ หรือกาชาดระหว่างประเทศ ในบทบาทของคนคิดโครงการเพื่อแก้ปัญหาให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก “ตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่าคนตัวเล็กๆ อย่างเราก็สามารถแก้ไขปัญหาที่ยิ่งใหญ่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมหรืออะไรก็ตาม ผมคิดว่า ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ ไม่คิดว่ามันเป็นไกลตัว แต่คิดไล่จากตัวเองออกไป มันจะเห็นภาพชัดและเชื่อมั่นว่ามันเป็นไปได้” เขากล่าวทิ้งท้าย
ดังนั้น ค้นหาให้เจอว่ารักที่จะทำอะไร หาแรงสนับสนุนด้วยการพูดออกไป และลงมือทำอย่างตั้งใจ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป้าหมายยิ่งใหญ่สักแค่ไหน จากก้าวแรกจะมีก้าวต่อไปสู่ความสำเร็จ หนุ่มทรงพลังคนนี้เชื่อและพิสูจน์ให้เห็นแล้ว
