#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/610953
- วันที่ 06 ม.ค. 2563 เวลา 20:15 น.

ทันทีที่ทางการสหรัฐประกาศว่าได้ปลิดชีพ กัสซิม โซเลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษกองกำลังกุดส์ ที่ทรงอิทธิพลอันดับ 2 ของอิหร่าน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ก็ทะยานขึ้นมาถึง 3.6% เนื่องจากนักลงทุนมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านถึงจุดแตกหักรุนแรงแล้ว
นักวิเคราะห์เตือนว่าไม่ว่าอิหร่านจะตอบโต้สหรัฐอย่างไร ก็ล้วนส่งผลกระทบกับการลำเลียงน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่คึกคักที่สุด
ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นช่องแคบที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ระหว่างอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน ยาว 154 กิโลเมตร ส่วนที่แคบที่สุดกว้าง 34 กิโลเมตร อยู่ติดกับประเทศโอมาน อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางออกไปยังมหาสมุทรอินเดีย จากข้อมูลของสำนักงานบริหารสารสนเทศพลังงานสหรัฐ (EIA) เมื่อปี 2018 มีการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางนี้ราว 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 1 ใน 5 ของน้ำมันที่บริโภคทั่วโลก
น้ำมันเหล่านี้ 76% ถูกส่งมายังเอเชีย โดยมีจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้เป็นจุดหมายหลักๆ
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญถึงขนาดที่อดีตผู้นำอิหร่านขนานนามว่าเป็น “เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก”
ดังนั้นการโจมตีเรือขนส่งน้ำมันไม่ว่าเรือลำนั้นๆ จะมีจุดหมายปลายทางที่ไหนจะส่งผลกระทบกับราคาน้ำมันไปทั้งโลก เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันทั่วโลก หากปริมาณน้ำมันจากแถบอ่าวเปอร์เซียลดลง จะดันให้ราคาน้ำมันจากแหล่งอื่นของโลกสูงขึ้นทันที
ตัวอย่างเมื่อเร็วๆ นี้คือ หลังจากอิหร่านโจมตีเรือขนส่งน้ำมันสัญชาติอังกฤษเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จากทะเลเหนือก็ทะยานขึ้นทันที 2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
วอร์เรน แพทเทอร์สัน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ของ ING มองว่าการตอบโต้วิธีนี้จะทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นช่วงสั้นๆ แต่ก็มีผลกับเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ กลุ่มกบฏฮูษีที่อิหร่านหนุนหลังยังลงมือโจมตีคลังน้ำมันของซาอุดีอาระเบียเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้ปริมาณน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียหายไปถึงวันละ 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ผลที่ตามมาคือ ราคาน้ำมันทะยานขึ้น
แล้วมีเส้นทางขนส่งน้ำมันอื่นไหม
คำตอบคือมี แต่ช่องแคบฮอร์มุซเป็นช่องทางขนส่งน้ำมันปริมาณมหาศาลได้ดีที่สุด และยังเป็นช่องทางทางทะเลเพียงหนึ่งเดียว
ซาอุดีอาระเบียมีท่อส่งน้ำมันเชื่อมต่อกับทะเลแดง มีศักยภาพลำเลียงน้ำมันวันละ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ท่อส่งน้ำมันในกรุงอาบูดาบีของสหรัฐอาหรับเอมเรตส์ลำเลียงได้ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และยังมีท่อส่งน้ำมันจากอิรักไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทว่าทั้งหมดนี้ยังเทียบไม่ได้กับศักยภาพของช่องแคบฮอร์มุซ
แล้วอิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อเอาคืนสหรัฐได้หรือไม่
อนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเลขององค์การสหประชาชาติกำหนดว่ารัฐที่มีอาณาเขตติดกับทะเลมีอำนาจอธิปไตยเหนือทะเลอาณาเขตที่วัดออกไปจากเส้นฐานชายฝั่ง 12 ไมล์ทะเล หรือราว 22 กิโลเมตร (ทำให้เส้นทางเดินเรือในส่วนที่แคบที่สุดของช่องแคบฮอร์มุซที่กว้างเลนละ 3 กิโลเมตรอยู่ทั้งในน่านน้ำของอิหร่านและโอมาน)
แต่อนุสัญญาดังกล่าวยังอนุญาตให้เรือ รวมทั้งเรือรบ มีสิทธิในการเดินเรือผ่านทะเลอาณาเขตได้ตามหลัก Right to Innocent Passage
ดังนั้น แม้อิหร่านจะมีอำนาจอธิปไตยเหนือทะเลอาณาเขตในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ก็ยังต้องเคารพหลัก Right to Innocent Passage ด้วย
หรือหากอิหร่านยังดึงดันจะปิดน่านน้ำจริงๆ ก็มีการวิเคราะห์ว่าอิหร่านจะไม่เพียงทำลายเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งออกน้ำมันและประเทศที่นำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเท่านั้น แต่เศรษฐกิจของอิหร่านเองจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย
และอาจถูกสหรัฐและประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยถูกกันรุมกินโต๊ะเสียเอง
