#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ปรับครม.ส่อวุ่น สารพัดกลุ่มลุ้นต่อรองเก้าอี้

ปรับครม.ส่อวุ่น สารพัดกลุ่มลุ้นต่อรองเก้าอี้ คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว
ความเคลื่อนไหวการเมืองช่วงนี้ นอกจาก “แฟลชม็อบ” ของบรรดานิสิต นักศึกษา นักเรียน ที่ฮือฮาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ล่าสุดยังมีความเคลื่อนไหวในรัฐบาล เป็นสัญญาณค่อนข้างชัดว่าจะมีการ “ปรับครม.” ด้วย
อ่านข่าว… “บิ๊กตู่”เผย”ปรับครม.”ขอตัดสินใจเองเมื่อถึงเวลา
บรรยากาศก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเช้าวานนี้ นักข่าวได้สอบถามเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับ ครม. ปรากฏว่าแกนนำกลุ่มต่างๆ ภายในพรรคพลังประชารัฐยังคงสงวนท่าที ทั้งกลุ่มสามมิตร โดย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ซึ่งได้ตั้งกลุ่มสร้างก๊วนของตัวเองขึ้นมาเหมือนกัน แต่ทุกกลุ่มโยนเผือกร้อนให้นายกฯ ตัดสินใจ
คนที่ออกปากว่าน่าจะมีการปรับแน่ กลายเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ก็ออกตัวว่าไม่รู้จะปรับเมื่อไร เพราะรัฐมนตรีในโควตาของพรรคทั้ง 2 คน คือตนเอง และ นายประภัตร โพธิสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ มัวแต่มุ่งมั่นทำงาน…พูดแบบนี้เรียกว่า “ตีกัน” แบบอ้อมๆ
สาเหตุที่มีแนวโน้มปรับ ครม.ค่อนข้างแน่ เพราะจะมีตำแหน่งว่างจากการลาออกของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ก่อนศึกซักฟอก ซึ่งจริงๆ มีข่าวนายดอนไม่ต้องการเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลลุงตู่ 2/1 อยู่แล้ว (หลังสิ้นสุดรัฐบาล คสช.) เพราะต้องการพักผ่อนและใช้เวลากับครอบครัว แต่ติดที่ภารกิจการเป็นประธานอาเซียนของไทย และการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ทำให้ต้องรับตำแหน่งเพื่อสานต่องานไม่ให้ขาดช่วง
ทว่าตอนนี้งานสำคัญจบลงแล้ว นายดอนจึงเตรียมไขก๊อก โดยมีข่าวว่าอาจมีการโยก “หม่อมเต่า” ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย มานั่งว่าการกระทรวงบัวแก้วแทน
ถ้าเป็นไปตามสูตรนี้ เก้าอี้ รมว.แรงงาน ก็จะว่างลง และมี 2 คนจาก 2 กลุ่มชิงดำกัน คือ นายสุชาติ ชมกลิ่น หรือ “เสี่ยเฮ้ง” ส.ส.ชลบุรี ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ กับ “เสี่ยแฮงก์” นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท แกนนำกลุ่มสามมิตร
จะว่าไป “เสี่ยเฮ้ง” เคยมีชื่อตีตราจอง รมว.แรงงาน มาก่อนแล้วช่วงตั้งรัฐบาล แต่ชื่อหลุดในนาทีสุดท้าย ส่วน “เสี่ยแฮงก์” ด้วยชื่อชั้นและผลงานมือประสานสิบทิศ ก็น่าจะได้เวลานั่งเก้าอี้เสนาบดีบ้างแล้วเช่นกัน
แต่ปัญหาก็คือ หากมอบเก้าอี้รัฐมนตรีให้ใครคนใดคนหนึ่ง จะตอบคำถามเรื่อง “โควตา” กันอย่างไร เพราะสัดส่วน ส.ส.กับเก้าอี้รัฐมนตรีของแต่ละกลุ่มก็ลงตัวอยู่แล้ว เช่น กลุ่มชลบุรี นายอิทธิพล คุณปลื้ม ก็ได้เก้าอี้รัฐมนตรีวัฒนธรรมอยู่แล้ว หากนายสุชาติได้อีก 1 เก้าอี้ จะอ้างโควตาจากไหน หรือจะอ้างโควตาภาคกลาง
ปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ยังเกิดกับกลุ่มสามมิตรด้วย เพราะรัฐมนตรีในโควตาของกลุ่มก็มีอยู่หลายคน ยกเว้นว่ามีรัฐมนตรีในกลุ่มยอมสลับออก แต่ใครจะยอม ? เหตุนี้เองช่วงที่ผ่านมาจึงมีการนัดประชุม ส.ส.เพื่อแสดงพลังว่ากลุ่มของตนมีเสียงสนับสนุนมากขึ้น เพื่อเพิ่มโควตาและความชอบธรรมในการได้ตำแหน่งรัฐมนตรีนั่นเอง
สถานการณ์ในพรรคพลังประชารัฐขณะนี้มี “กลุ่ม-ก๊วน-มุ้ง” มากยิ่งกว่าสมัยพรรคไทยรักไทย หรือพรรคเพื่อไทยเสียอีก นับนิ้วดูแล้วมีมากกว่า 4 กลุ่ม
กลุ่มแรก คือ “กลุ่มสามมิตร” ที่สังคมรู้จักกันดี เป็นกลุ่มอดีต ส.ส.ที่เคยร่วมงานกับพรรคไทยรักไทยมารวมตัวกัน มี ส.ส.ในมือราวๆ 30 เสียงขึ้นไป กลุ่มนี้แตะมือกับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย (ชื่อกลุ่มสามมิตร มาจาก สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ)
กลุ่มที่สอง คือ “กลุ่มเสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ประธาน ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งผสานมือกับ ประธานวิปรัฐบาล นายวิรัช รัตนเศรษฐ กลุ่มนี้พยายามสร้างพลัง โชว์เพาเวอร์ว่ามี ส.ส.ในมือเกือบร้อยคน ด้วยการจัดงานเลี้ยง ส.ส. และพาไปชมที่ทำการพรรคใหม่ช่วงก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่นาน
แถมล่าสุดยังโชว์ผลงานดึงงูเห่าจากหลายพรรคให้มาร่วมเปิดหน้ากับพรรคพลังประชารัฐ (เช่น นายอนุมัติ ซูสารอ จากพรรคประชาชาติ) และโหวตให้ “บิ๊กป้อม” ได้คะแนนไว้วางใจสูงสุดในศึกซักฟอกที่เพิ่งจบไปอีกต่างหาก
กลุ่มที่สาม คือ “กลุ่มผู้กอง” นำโดย ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กลุ่มนี้ก็มี ส.ส.เหนือ ทั้งตอนบนตอนล่าง เป็นกอบเป็นกำอยู่เหมือนกัน และมี ส.ส.กลุ่มอื่นบ้างประปราย เช่น นายเอกราช ช่างเหลา คนโตเมืองขอนแก่น
กลุ่มที่ 4 คือ “กลุ่ม กทม.” ที่เป็นรัฐมนตรีถึง 2 คน ได้แก่ “เสี่ยบี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีดีอี กับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กลุ่มนี้มีอิทธิพลค่อนข้างสูงกับผู้ใหญ่ในรัฐบาล และโชว์ผลงานพา ส.ส.กทม.เข้าสภาได้ไม่น้อย หักเหลี่ยมประชาธิปัตย์จนสูญพันธุ์
กลุ่มที่ 5 “ก๊วนสนธิรัตน์” มีสมาชิกน้อย จนบางคนไม่เรียกว่าเป็น “กลุ่ม” แต่มีความพยายามดึง ส.ส.ไปเป็นฐาน (แม้จะดึงไปปรากฏตัว แต่ ส.ส.เหล่านั้นก็มีกลุ่มอื่นสังกัดอยู่ด้วย จึงไม่ชัดว่าอยู่กับก๊วนนี้หรือไม่)
สำหรับก๊วนใหม่นี้ ผู้ที่มีบทบาทคือ นายสนธิรัตน์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จับมือกับ “กลุ่มสี่กุมารเดิม” (สนธิรัตน์, อุตตม, สุวิทย์, กอบศักดิ์) กลุ่มนี้ไม่มี ส.ส.ในมือ และตัวเองก็ไม่ได้เป็น ส.ส. จึงพยายามสร้างฐาน สร้างเครือข่าย ด้วยการดึง ส.ส.จากกลุ่มต่างๆ มาดูแล
ที่น่าพิจารณาก็คือ แต่ละกลุ่มที่ไล่เลียงมาล้วนมีเป้าหมายเฉพาะตัว เพื่อรักษาเก้าอี้รัฐมนตรีที่มีอยู่เดิมเอาไว้ และสอยเก้าอี้มาเพิ่ม แต่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาล ฉะนั้นจึงมีโอกาสสูงที่หากนายกฯ เลือกเส้นทางปรับ ครม. จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมรุนแรง
นอกจากนั้นยังมีปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาล เพราะพรรคภูมิใจไทยจะมี ส.ส.เพิ่มจากอดีตพรรคอนาคตใหม่ถึงเกือบ 10 เก้าอี้ น่าคิดว่าต้องเพิ่มโควตารัฐมนตรีให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ และถ้าเพิ่มให้ จะไปริบเก้าอี้จากพรรคไหนมา
ทั้งหมดนี้คือสภาพปัญหาที่รอลุ้นฝีมือของ “3ป.” โดยเฉพาะ “ป.ประวิตร” ที่นั่งเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค เล่นบท “พี่ใหญ่” หรือ “บิ๊กบราเธอร์” อยู่ในปัจจุบัน
แต่ปัญหาใหญ่กว่านั้นก็คือ การปรับ ครม. หากเป็นการปรับเล็ก และไม่รื้อโครงสร้างอะไรเลย โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ การปรับก็แทบไม่เกิดประโยชน์อะไร และไม่ลดแรงกดดันจากสังคม…
ที่เรียกร้องให้นายกฯ ลุงตู่ลาออก !