#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/616733

แต่ละปีมีคนไทยหลบหนีเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้แบบผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นๆ
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้เผยว่า ช่วงปี 2017-2018 ตัวเลขแรงงานผิดกฎหมายจากไทย หรือ “ผีน้อย” เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจาก 60,000-70,000 คนเป็น 130,000 คน
และช่วงปี 2018-2019 ตัวเลขเพิ่มขึ้นจาก 130,000 คนเป็น 140,000 คน หรือคิดเป็น 70% ของแรงงานผิดกฎหมายทั้งหมดจากประเทศอาเซียน
เงินค่าตอบแทนที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของไทยคือแรงดึงดูดบรรดาผีน้อย ค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายของเกาหลีใต้เริ่มต้นที่ 8,590 วอนต่อชั่วโมง หรือราว 227.48 บาท หากคิดเป็นเดือน (ทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) ก็จะเท่ากับ 1,759,310 วอน หรือราว 46,598 บาท ยังไม่รวมกับค่าทำงานล่วงเวลา
ภาพฝันที่สวยงามทำให้หลายคนพากันไปแสวงโชคที่เกาหลีใต้ทั้งแบบที่เข้าไปอย่างถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย เพียงแต่ว่าคนที่ไปแบบไม่ถูกกฎหมายมีมากกว่า (แรงงานไทยแบบถูกกฎหมายในเกาหลีใต้มีเพียง 25,000 คน)
แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ นอกจากค่าตอบแทนที่มากกว่าในไทย 8-9 เท่าแล้ว การเป็นผีน้อยในเกาหลีใต้ยังต้องเผชิญด้านมืดของวงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกลวง ถูกบังคับค้าประเวณี ค่ารักษาตัวที่สูงลิ่วเพราะไม่มีประกันคุ้มครอง
Jakkrawut Moontha อาสาสมัครแรงงานที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือแรงงานไทยในเกาหลีใต้ เผยกับ Bangkok Post ว่า แรงงานไทยผิดกฎหมายมักจะถูกนายหน้าหรือคนขับแท็กซี่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทยหลอกลวง แรงงานบางคนถูกทำร้ายร่างกาย หรือไม่ได้รับค่าตอบแทน หากแรงงานคนใดกล้าลุกขึ้นทวงถามค่าแรงหรือสิทธิต่างๆ ก็จะถูกข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายหรือส่งตัวกลับไทย
หญิงไทยวัย 24 ปีทีทำงานในเมืองฮวาซอง เปิดอกกับ Bangkok Post ว่าเธอถูกคนขับแท็กซี่ชาวไทยโกงหลังเดินทางมาถึงเกาหลีใต้ เธอถูกเรียกเก็บเงินถึง 200,000 วอน หรือ 5,290 บาท ทั้งที่นั่งเพียงระยะสั้น
ด้านเจ้าของร้านอาหารไทยในเมืองฮวาซองเล่าว่า เธอเคยได้ยินข่าวว่าแรงงานไทยถูกคนขับแท็กซี่หรือนายหน้าโกงหลายครั้ง และแนะนำให้ผู้เสียหายถ่ายรูปคนขับไว้แล้วนำไปแจ้งความ แต่ก็ไม่มีใครกล้าแจ้งเพราะกลัวจะถูกจับเสียเอง
คนเหล่านี้จึงยังลอยนวลหลอกลวงคนไทยด้วยกันต่อไป
ส่วนอีกรายเป็นหญิงวัย 33 ปีที่ทำงานที่ฟาร์มเลี้ยงสุกรในเมืองพยองแท็ก ที่เดินทางเกาหลีใต้พร้อมกับกรุ๊ปทัวร์ด้วยเงินติดตัว 40,000 บาท ก่อนจะทิ้งกรุ๊ปทัวร์ออกมาโดยที่ไม่รู้จักใครที่เกาหลีใต้เลย
เธอเล่าให้ Bangkok Post ฟังว่านายหน้าจะหักเงินค่าแนะนำงานครั้งละ 500,000-600,000 วอน หรือ 13,233-15,861 บาท แต่บางครั้งงานก็ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน
เธอเคยทำงานทั้งในร้านรับต่อเรือที่ต้องทำงานหนักมาก ในฟาร์มผักที่ถูกนายจ้างล่วงละเมิด และในโรงงานผลิตถุงที่ถูกไล่ออกหลังทำได้เพียง 3 เดือนโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ทำให้เงินที่นำติดตัวมาร่อยหรอลง
ที่โชคร้ายไปกว่านั้นคือ เธอถูกคนไทยด้วยกันหลอกไปที่ห้องพักโดยอ้างว่าจะช่วยหางานให้ แต่กลับพยายามข่มขืนเธอแทน ทว่าเธอหนีออกมาได้อย่างหวุดหวิด
แม้ว่าที่ผ่านมาทางการเกาหลีใต้ออกมาตรการเข้มงวดในการสกัดกั้นไม่ให้ผีน้อยลักลอบเข้าประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจละเอียดตั้งแต่คนไทยเดินทางเข้าสนามบิน จนบางครั้งส่งผลให้นักท่องเที่ยวไทยที่ตั้งใจไปเที่ยวจริงๆ ถูกส่งตัวกลับ เพราะเจ้าหน้าที่สงสัยว่าจะเข้ามาเป็นแรงงานผิดกฎหมาย
นอกจากนั้นยังมีการสุ่มตรวจสถานที่ทำงานและเพิ่มโทษทั้งแรงงานผิดกฎหมายและนายจ้าง
กฎหมายคนเข้าเมืองของเกาหลีระบุว่า นายจ้างที่จ้างแรงงานผิดกฎหมายต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 20 ล้านวอน หรือ 529,481 บาท โดยทางการมีแผนจะเพิ่มโทษจำคุกเป็น 5 ปี และปรับเพิ่มเป็น 50 ล้านวอน หรือ 1,323,997 บาท
แต่ถึงอย่างนั้นผีน้อยก็ยังทะลักเข้าเกาหลีใต้โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง เช่นเดียวกับความต้องการแรงงานไทยของนายจ้างในเกาหลีใต้
แรงงานไทยที่เข้าไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างถูกกฎหมายภายใต้ระบบการจ้างงานแรงงานต่างชาติ (EPS) เผยกับ Bangkok Post ว่า จำนวนผีน้อยที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการขาดแคลนแรงงานในเกาหลีใต้ ขณะที่นายจ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กก็ต้องการแรงงานผิดกฎหมาย เพราะค่าแรงต่ำ
ทั้งนี้ โดยปกติแล้วแรงงานไทยที่จะเข้าไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในเกาหลีใต้ต้องเรียนและผ่านการสอบภาษาเกาหลี และต้องรอจนกว่าทางการเกาหลีจะเรียกตัว ซึ่งบางคนต้องใช้เวลาเรียนภาษาเกาหลีกว่า 2 ปีจึงจะสอบผ่าน
รายงานการศึกษาส่วนบุคคลเรื่อง ปัญหาแรงงานไทยในเกาหลีใต้ โดยประพันธ์ ดิษยทัต ระบุว่าอุปสรรคสำคัญของแรงงานไทยคือ การสอบภาษาเกาหลี โดยแรงงานไทยมีอัตราการสอบผ่านเพียง 20% ซึ่งต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีความร่วมมือกับเกาหลีใต้ภายใต้ระบบ EPS
ยิ่งไปกว่านั้นคือ แรงงานไทยยังขาดความกระตือรือร้นในการเตรียมตัวสอบภาษาเกาหลี บางส่วนจึงต้องหันไปพึ่งพาระบบนายหน้าให้พาเข้าประเทศในฐานะนักท่องเที่ยวก่อนจะแปลงร่างเป็นแรงงานผิดกฎหมาย
ปัญหาจึงวนกลับมาที่คนไทยเลือกลักลอบเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความร่วมมือภายใต้ระบบ EPS ของไทยกับเกาหลีใต้ ในอนาคตหากไทยยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เกาหลีใต้อาจปรับลดโควตาแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำงาน
นอกจากนี้ ยังเป็นการตัดโอกาสของแรงงานที่ผ่านการคัดเลือกตามโครงการ EPS แล้ว เพราะแรงงานผิดกฎหมายได้เข้าไปเติมเต็มตำแหน่งงานว่างที่จะต้องเป็นของแรงงานถูกกฎหมายไปเรียบร้อยแล้ว
ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนี้พากเพียรพยายามพัฒนาตัวเองเพื่อรอคอยโอกาสที่จะมาถึง